บทที่ 17: ต้องขอโทษ
เมื่อเห็นว่าหลินเจียไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง หลินฉิงจึงรีบคว้ามือของพี่สาวมาจับไว้ แล้วพูดรัวเร็วว่าพรุ่งนี้พวกเราจะกลับปักกิ่งกันแล้ว อาการที่ขาของพี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น อีกไม่นานก็รักษาให้หายได้
เธอยังเล่าให้พี่สาวฟังต่ออีกว่า คุณตาที่อยู่ต่างประเทศเป็นห่วงพวกเธอมากแค่ไหน และบอกว่าเมื่อจัดการนำของใช้ของแม่กลับมาได้ทั้งหมดแล้ว พวกเธอจะพาลูกๆ ไปเยี่ยมคุณตาที่นั่นด้วยกัน
ทว่าใบหน้าของหลินเจียกลับซีดขาวราวกับคนไร้วิญญาณ คล้ายกับว่าไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทอีกต่อไปแล้ว หลินฉิงที่จนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี รู้สึกอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ สักครั้งให้รู้แล้วรู้รอด
ทั้งหมดเป็นความผิดของซ่งอวี้หน่วนคนนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเธอพาชายแก่เก็บของเก่ามา เรื่องคงไม่บานปลายจนเธอพลั้งปากพูดจาไม่เข้าหูออกไป
ทันใดนั้น ซูจวิ้นเจ๋อก็ถือของเดินเข้ามาในห้องพอดี เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาก็รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงเอ่ยขึ้นว่า “กินอะไรก่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ผมติดต่อรถที่จะไปปักกิ่งไว้แล้ว ออกเดินทางแปดโมงเช้า ส่วนโรงพยาบาลก็ติดต่อเรียบร้อยแล้ว”
หลินฉิงไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป
หลินเจียเอนกายพิงหัวเตียง สายตาของเธอเลื่อนลอยไร้จุดหมาย มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มไว้แน่น ในวินาทีนั้นเธอรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ช่างเป็นภาระอันหนักอึ้ง สู้ตายไปเสียยังจะดีกว่า
ทันใดนั้น ซูจวิ้นเจ๋อก็อุทานออกมาเบาๆ ว่า “เอ๊ะ”
หลินฉิงซึ่งกำลังใจคอไม่ดีอยู่แล้วจึงรีบถามขึ้น “คุณเป็นอะไรไปคะ”
“เมื่อกี้ตอนที่ผมขึ้นมาข้างบน ผมเห็นชายชราคนหนึ่ง รู้สึกคุ้นหน้ามาก เหมือนจะเป็นอาจารย์ใหญ่จี้แห่งวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง” ซูจวิ้นเจ๋อขมวดคิ้วพูด
หลินฉิงถึงกับหายใจสะดุด “อาจารย์ใหญ่จี้? แพทย์เทวดาที่ฝีมือการรักษาไร้เทียมทานคนนั้นน่ะเหรอคะ”
ซูจวิ้นเจ๋อขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีก ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย
บรรยากาศภายในห้องผู้ป่วยพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันทีจนซูจวิ้นเจ๋อเองก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดี ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก
ซูจวิ้นเจ๋อจึงเดินออกไปดู แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ชายแก่ที่ดูเหมือนคนเก็บของเก่า และเด็กผู้หญิงคนหนึ่งงั้นเหรอ?
พอเห็นว่ามีคนมากันมากมายขนาดนั้น สีหน้าของหลินฉิงก็เปลี่ยนไปทันที แต่เพราะเคยผ่านโลกมามากกว่าใคร โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทีของผู้อำนวยการโรงพยาบาล เธอก็จำต้องสะกดความสงสัยทั้งหมดลงไป และไม่กล้าที่จะเอ่ยปากกล่าวหาใครเหมือนเมื่อครู่อีก
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังกลุ่มคน เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ ก็ต้องปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอ่ยกับซูจวิ้นเจ๋อและหลินฉิงว่า “นี่คืออาจารย์ผู้มีพระคุณของผมเองครับ ผมเชิญท่านมาดูอาการที่ขาของปัญญาชนหลิน”
แต่ผู้เฒ่าจี้กลับหันไปมองหน้าผู้อำนวยการจวงแล้วถามว่า “แล้วการวินิจฉัยของเธอล่ะ” ถึงอย่างไรเขาก็เคยร่ำเรียนกับตนเองมานานถึง 5 ปีเต็ม
“เมื่อครู่ผมกำลังปรึกษากับหมอหลิวอยู่พอดีครับ เพียงแต่ว่า เราพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรักษาไปแล้ว มันเลยค่อนข้างจะยุ่งยาก แล้วก็…”
ซูจวิ้นเจ๋อรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที “เป็นพวกเราเองครับที่ยืนกรานจะกลับไปรักษาที่ปักกิ่ง แล้วก็วางแผนว่าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้”
ผู้เฒ่าจี้พยายามสงบสติอารมณ์แล้วพูดเสียงเรียบ “ดูให้ดี!”
เพียงสามคำสั้นๆนี้ ก็ทำให้ผู้อำนวยการจวงแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา เขาเป็นเด็กกำพร้าที่โชคดีได้พบกับอาจารย์ และได้ฝากตัวเป็นศิษย์นานถึง 5 ปี และเพราะ 5 ปีนั้นเองที่ทำให้เขามีวันนี้ได้ เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถามว่าทำไมอาจารย์ถึงมาอยู่ที่นี่ ไม่กล้าถามว่าทำไมอาจารย์ถึงสวมชุดทำงานของสถานีรับซื้อของเก่าของอำเภอ และยิ่งไม่กล้าถามว่าในอดีตมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แค่การที่ได้พบหน้าอาจารย์อีกครั้ง และท่านยังยอมให้เขาเรียกคำว่า ‘อาจารย์’ ได้อย่างเต็มปาก เขาก็ดีใจจนแทบอยากจะป่าวประกาศให้ทั่วทั้งใต้หล้าได้รับรู้
ซ่งอวี้หน่วนมองดูผู้เฒ่าจี้ที่กำลังชี้แนะแนวทางการรักษาให้ผู้อำนวยการจวง และเมื่อเห็นว่าแววตาที่เคยหม่นหมองดุจเถ้าถ่านของหลินเจียเริ่มมีประกายความหวังฉายชัดขึ้นมา หัวใจของเธอก็พลอยสงบลง
เวลาผ่านไปราวสิบกว่านาที ผู้เฒ่าจี้ก็ตรวจอาการเสร็จสิ้น เขาหันกลับมามองซ่งอวี้หน่วนแล้วเอ่ยขึ้น “เด็กน้อย พวกเราไปกันเถอะ”
ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหันไปมองซ่งอวี้หน่วนเป็นตาเดียว แต่เธอกลับชี้ไปที่หลินฉิงแล้วถามว่า “สหายหลินคะ คุณไม่มีอะไรอยากจะพูดหน่อยเหรอ”
ผู้เฒ่าจี้ถอยหลังไปเล็กน้อย เขานึกว่าเด็กสาวคนนี้จะไม่ใส่ใจที่พ่อของตัวเองถูกคนชี้หน้าด่าว่าเสียอีก
หลินฉิงเบิกตากว้างอย่างไม่พอใจ
หลินเจียรีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “หนูชื่อเสี่ยวหน่วนใช่ไหม ขอโทษด้วยนะจ๊ะ พอดีเมื่อกี้ฉิงเอ๋อร์น้องสาวของฉันเขาแค่เป็นห่วงฉันมากไปหน่อย ก็เลยพลั้งปากพูดอะไรไม่ดีออกไป”
“พี่คะ ฉันพูดผิดตรงไหน? ถ้าพ่อของเธอมีความรับผิดชอบสักนิด พี่จะต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้เหรอ? แล้วหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอของพวกเธอน่ะ ไม่ใช่หมู่บ้านปีศาจหรือไง”
“ฉันไม่อยากทะเลาะกับคุณนะสหายหลิน แต่คุณต้องขอโทษฉัน เมื่อกี้คุณพาลมาดูถูกพ่อของฉัน ฉันทำเป็นไม่ได้ยินไม่ได้หรอกนะ ขอโทษมาเดี๋ยวนี้!”
เด็กสาวแสนสวยที่ปกติมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ ดูไม่มีพิษมีภัยกับใคร พอตีหน้าขรึมขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก็ดูน่าเกรงขามขึ้นมาทันที
หลินเจียได้แต่มองน้องสาวด้วยสายตาอ้อนวอน
หลินฉิงจ้องมองคุณหนูตัวปลอมคนนี้อย่างขุ่นเคือง ในใจมีแต่แผนการชั่วร้าย ช่างเลือกเวลามาข่มขู่กันได้ถูกจังหวะจริงๆ หากเธอไม่ยอมขอโทษ เด็กนี่จะไปเป่าหูผู้เฒ่าจี้ไม่ให้รักษาพี่สาวของเธอหรือเปล่า แล้วเธอไปรู้จักกับผู้เฒ่าจี้ได้อย่างไรกันนะ ดูท่าทางแล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูจะดีมากเสียด้วย หรือว่าจะรู้จักกันที่บ้านพักในตัวเมือง? ก็คงจะใช่ เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น คนที่รู้จักย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอยู่แล้ว ผลประโยชน์ดีๆ ถูกเธอคว้าไปครองหมด
น่าสงสารก็แต่ซือฉี
ตระกูลฉินกับตระกูลซูนั้นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่เธอเดินทางเข้าไปในเมือง เธอได้แวะไปเยี่ยมบ้านตระกูลฉิน ทำให้ได้รู้ว่าคุณแม่ของฉินซือฉีกับแม่ของเธอก็เคยเป็นคนรู้จักกันมาก่อน เพียงแต่ภายหลังมีเหตุให้ต้องห่างหายกันไปไม่ได้ติดต่อกันอีก แล้วนั่นเองที่ทำให้เธอได้ล่วงรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องคุณหนูตัวจริงตัวปลอม และได้เห็นสภาพผ่ายผอมซีดเซียวของฉินซือฉี เด็กสาวที่เติบโตมาในชนบทจึงดูแปลกแยกและเข้ากับเด็กสาวคนอื่นๆ ในบ้านพักไม่ได้เลย
ชีวิตอันสุขสบายตลอด 17 ปีของซือฉี ถูกยัยตัวปลอมนี่แย่งชิงไปจนหมดสิ้น เป็นธรรมดาที่ซือฉีจะรู้สึกไม่พอใจและเก็บความแค้นไว้ในใจ หวังเพียงว่าคุณลุงคุณป้าฉินจะสามารถชดเชยสิ่งต่างๆ ให้ซือฉีได้อย่างเหมาะสม
ส่วนซ่งอวี้หน่วนคนนี้ ก็สมควรที่จะต้องติดแหง็กอยู่ในหมู่บ้านปีศาจนั่นไปชั่วชีวิต!
หลินฉิงคิดมาถึงตรงนี้ก็เหลือบมองซ่งอวี้หน่วน กัดฟันแน่นแล้วเค้นเสียงพูดออกมาทีละคำ “ขอ-โทษ-ฉัน-ขอ-โทษ-เธอ!”
ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอฟังอย่างเงียบๆ
หลินฉิง “ขอบคุณนะ ที่ไปตามผู้เฒ่าจี้มา”
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยตอบกลับไปว่า “การพาลใส่คนอื่นเป็นพฤติกรรมของคนไร้เหตุผลและไร้ความสามารถที่สุด ฉันหวังว่าสหายหลินจะไม่ใช่คนแบบนั้น”
หลินฉิงจ้องมองเธอเขม็งด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“คุณไม่ต้องมองฉันแบบนั้น โบราณว่าหนี้แค้นย่อมมีเจ้าของ ฉันก็อยากจะเตือนสหายหลินไว้เหมือนกันว่า นี่มันยุคแห่งหลักนิติธรรมแล้ว ต่อให้พ่อของฉันทำผิดจริง ก็ต้องมีกฎหมายมาลงโทษ คุณควรจะเชื่อมั่นในองค์กรว่าจะให้ความเป็นธรรมกับปัญญาชนหลินได้”
ซ่งอวี้หน่วนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แล้วถ้ายังกล้ามาด่าว่าพ่อของฉันต่อหน้าฉันอีกละก็ ฉันไม่ให้อภัยคุณแน่!”
ตอนแรกเธอตั้งใจจะพูดว่า ‘ไม่ปล่อยไปแน่’ แต่ก็รู้สึกว่าคำพูดนั้นอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่
“ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองดูได้เลย” เด็กสาวทำท่าทางดุแบบน่ารักๆ
บรรยากาศในห้องผู้ป่วยเงียบสงัดไปชั่วขณะ แววตาของหลินฉิงลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธ แต่ก็ถูกซูจวิ้นเจ๋อดึงแขนเอาไว้เสียก่อน
ซ่งอวี้หน่วนหันกลับไป สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นอีกแบบทันที เธอยิ้มแย้มให้กับหลินเจียที่กำลังทำอะไรไม่ถูก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ปัญญาชนหลินคะ คุณพักผ่อนให้ดีๆนะคะ ฉันไปก่อนนะ”
ผู้เฒ่าจี้มองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไปเป็นคนแรก ตามมาด้วยซ่งอวี้หน่วนและผู้อำนวยการจวงที่เดินตามติดไม่ห่าง
ผู้เฒ่าจี้หยุดฝีเท้ากะทันหัน แล้วหันไปมองผู้อำนวยการจวงอย่างไม่สบอารมณ์ “ไปทำงานของเธอได้แล้ว ฉันยังมีธุระ” เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “พรุ่งนี้ตอนเย็นค่อยมาหาฉัน!”
ในที่สุดผู้อำนวยการจวงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก น้ำตาแทบจะทะลักออกมาด้วยความตื้นตันใจ
ในขณะเดียวกันนั้น ซ่งหมิงโปก็กำลังจูงมือน้องชายยืนมองประตูใหญ่อยู่ด้วยความร้อนใจ เขาเพิ่งจะวางใจได้ก็ต่อเมื่อเห็นน้องสาวและผู้เฒ่าจี้เดินออกมาอย่างปลอดภัย
ทั้งสี่คนพากันไปหยุดยืนอยู่ใต้ร่มไม้ ผู้เฒ่าจี้หันไปมองซ่งหมิงโปด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและเย็นชา
ซ่งหมิงโปรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง แต่ก็ยังฝืนยิ้มออกมา “เอ่อ ถ้างั้นท่านผู้เฒ่าไม่มีธุระอะไรแล้ว ผมกับน้องๆ ก็ขอตัวกลับก่อนนะครับ”
ซ่งอวี้หน่วนรีบพูดขึ้น “เรารับประกันเลยค่ะว่าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น”
ซ่งหมิงเซิ่งตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายกับพี่สาว แล้วเอ่ยถามอย่างงุนงงว่า “พูดอะไรเหรอครับ คุณปู่จี้จะแต่งงานกับคุณย่าคนใหม่เหรอครับ”
ใบหน้าของผู้เฒ่าจี้ดำคล้ำลงทันที ก่อนจะตวาดลั่น “ไสหัวไปให้หมด!”
[จบบท]