บทที่ 171: เรื่องสนุกยังรออยู่ข้างหน้า
เซี่ยหมิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ก่อนจะค่อยๆ คลายออกอย่างช้าๆ แล้วหันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอย่างน่าประหลาด
“ใช่แล้วครับ ถ้าจะสืบสวนให้ถึงที่สุด จะต้องสาวไปถึงต้นตอจนได้แน่นอน ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวผมจะเอาจดหมายฉบับนี้ไปให้คุณพ่อเอง”
จังหวะนั้นเอง เซี่ยกุ้ยหลานก็ก้าวเข้ามาข้างหน้า พร้อมกับเซี่ยซินซานที่ขยับมายืนเคียงข้างพี่สาว ถึงเขาจะเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่ในสถานการณ์แบบนี้เขาต้องอยู่ตรงนี้
จะปล่อยให้หลานสาวตัวน้อยอย่างเสี่ยวหน่วนต้องออกหน้าจัดการทุกอย่างคนเดียวไม่ได้
เซี่ยกุ้ยหลานจ้องเขม็งไปที่ซ่างกวนอวิ๋นฉี “ใครเป็นคนทำ พวกเราทุกคนต่างก็รู้แก่ใจดี คงจะใช้ชีวิตสุขสบายมานานเกินไปสินะ เลยไม่รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินหนามันเป็นยังไง คนบางคนนึกว่าตัวเองเป็นนางฟ้ามาจากสวรรค์หรือไง ถึงกับลงทุนส่งใบมีดมาให้ มันหมายความว่ายังไงกัน ต้องการจะขุดคุ้ยอดีตอันเจ็บปวดของแม่ฉันขึ้นมาอีกงั้นเหรอ”
“น่าเจ็บใจจริงๆ ที่ตอนนั้นฉันยังเด็กเกินไปเลยช่วยทวงความยุติธรรมให้แม่ไม่ได้ ฉันขอสาปแช่งให้ไอ้คนที่ส่งใบมีดมาให้แม่ของฉัน มันไม่มีวันได้ตายดี!”
***
ภายในตู้รถไฟชั้นหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง ซ่างกวนอวิ๋นฉีนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าที่ทั้งเหนื่อยล้าและบูดบึ้ง เมื่อประตูห้องถูกปิดสนิท สองแม่ลูกจึงได้มีโอกาสเปิดอกคุยกันซักที
สีหน้าของเซี่ยหมิงย่ำแย่ถึงขีดสุด ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอับอายขายขี้หน้าได้ขนาดนี้ แต่ต้นตอของความอับอายครั้งนี้ดันไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน แต่เป็นแม่ของเขาเอง แล้วแบบนี้เขาจะทำอะไรได้
เซี่ยหมิงมองหน้าแม่แล้วเอ่ยถามอย่างคลางแคลงใจ “แม่ครับ แม่ไปที่นั่นเพื่อจะไปดูตัวซ่งอวี้หน่วนแค่นั้นจริงๆเหรอครับ”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเลือกที่จะนิ่งเงียบ เพราะไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ ตอนนี้มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ พี่ชายของเธอจะยอมปล่อยตัวเซี่ยซินตงออกมาหรือไม่ต่างหาก
เซี่ยหมิงขมวดคิ้วมุ่นแล้วพูดต่อ “แม่ครับ ผมจำได้ว่าแม่ไม่ชอบสุงสิงกับทางนั้นไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงบุกไปหาพวกเขาเองล่ะครับ แล้วที่แม่บอกว่าจะออกไปเที่ยวพักผ่อน ทำไมถึงไปโผล่ที่อำเภอหนานซานได้ โชคดีแค่ไหนแล้วที่มีคนอยู่ด้วย ถ้าไม่มีใครอยู่ด้วยเลย มันจะอันตรายขนาดไหนแม่รู้ตัวบ้างไหม”
ซ่างกวนอวิ๋นฉียกมือขึ้นนวดขมับ พยายามสลัดคำสาปแช่งของเซี่ยกุ้ยหลานออกจากหัว เธอตอบกลับอย่างอ่อนแรง “อย่าถามเลย มีหลายเรื่องที่ลูกยังไม่เข้าใจ รอให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยคุยกัน ตอนนี้แม่ปวดหัวมาก ขอพักสักเดี๋ยวเถอะ”
เมื่อเซี่ยหมิงเห็นว่าแม่ของเขาดูไม่สบายใจจริงๆ เขาก็เลยเงียบไป แต่พอย้อนนึกถึงเหตุการณ์น่าอึดอัดใจและเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินเมื่อวาน สีหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มลงทันที
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ยินพ่อพูดถึงพี่ชายอีก 2 คนและพี่สาวคนนั้นเลย แต่การที่ไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้เรื่อง
เขาไม่ได้เป็นคนดีประเสริฐขนาดที่จะยอมให้พ่อไปดูแลลูกคนอื่นๆ
ทรัพยากรที่มีอยู่ก็ไม่ได้ล้นเหลือ ถ้าต้องถูกแบ่งออกไปดูแลเหล่าพี่น้องคนอื่นอีก แล้วพวกเขาจะเหลืออะไรกัน และเดิมทีคนเหล่านั้นก็ไม่ควรจะมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัวของเขาอยู่แล้ว
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจะบานปลายใหญ่โต เพียงเพราะต้องการจะฝากซ่งอวี้หน่วนเข้าทำงานในสถานีเสบียงอาหาร ตอนนี้เขาพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ชัดเจนบ้างแล้ว
จากเรื่องง่ายๆ ที่ควรจะจบลงอย่างราบรื่น กลับถูกแม่ของเขาทำให้มันซับซ้อนยุ่งเหยิงไปหมด ที่เซี่ยกุ้ยหลานพูดเมื่อวานนี้มันก็มีเหตุผล แม่ของเขาสุขสบายมานานเกินไปจริงๆ จนไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว
เขาได้เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าอำเภอหนานซานเป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ที่ห่างไกลและแร้นแค้น ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แต่ถึงอย่างนั้น จูเฟิ่งก็ไม่เคยเอ่ยปากขออะไรจากพ่อเลยสักครั้ง
ที่ต้องแข็งใจทำลงไปก็เพราะเห็นว่าซ่งอวี้หน่วนที่ถูกสลับตัวไปนั้น ทนใช้ชีวิตลำบากในชนบทต่อไปไม่ไหวแล้ว มันเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย ขนาดตัวเขาเองก็ยังจัดการให้ได้
แต่ในความเป็นจริงกลับตาลปัตรไปหมด เริ่มจากที่แม่กล่าวหาว่าจูเฟิ่งขโมยของสืบทอดตระกูลไป จนอาสามต้องมาถึงที่ แต่ผลสุดท้ายเป็นยังไง เขาก็ต้องหอบป้ายวิญญาณของคุณปู่คุณย่ากลับปักกิ่งไปอย่างน่าอดสู
มิน่าล่ะ ช่วงนั้นบรรยากาศในบ้านถึงได้ดูอึมครึมผิดปกติ ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ก็อยู่ไม่ไกลกันนัก
แล้วก็เป็นเรื่องบังเอิญที่เขาเจอพ่อกับอาสามขับรถออกไป บอกว่าจะไปไหว้พระที่วัดแถบชานเมือง ที่แท้ก็คือเอาป้ายวิญญาณไปฝากไว้นี่เอง แล้วจะทำเรื่องให้มันวุ่นวายไปเพื่ออะไรกัน
ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องนี้มันควรจะจบไปตั้งนานแล้ว แต่แม่กลับคิดแผนการประหลาดๆ ให้ซ่งอวี้หน่วนไปแต่งงานแทนซ่างกวนหว่านที่ฮ่องกง พ่อจะรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลาที่อยู่ที่อำเภอหนานซาน เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาโดยตลอด โดยเฉพาะตอนที่อยู่ต่อหน้าเซี่ยกุ้ยหลานและเซี่ยซินซาน เขาเสียทั้งหน้าเสียทั้งศักดิ์ศรีจนไม่เหลือชิ้นดี
มันเป็นอะไรที่น่าอึดอัดและน่าอับอายที่สุดในชีวิต
และสัญชาตญาณของเขาก็กำลังร้องเตือนว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่ แล้วจะให้มันจบลงยังไง คนพวกนั้นยังคิดจะทำอะไรต่อไปอีก
เซี่ยหมิงทอดสายตามองแม่ที่นอนนิ่งราวกับกำลังหลับพักผ่อนด้วยแววตาที่มืดมน ในความทรงจำของเขา แม่เป็นผู้หญิงที่สง่างาม สูงส่ง และเยือกเย็นเสมอมา แต่คำพูดของคนเหล่านั้นในวันนี้ได้พังทลายภาพลักษณ์นั้นลงอย่างไม่มีชิ้นดี
ลึกๆ แล้วเซี่ยหมิงก็อดที่จะตำหนิแม่ของเขาไม่ได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของทั้งเขาและพ่อ ส่วนแม่เองก็ใกล้จะเกษียณแล้ว สิ่งที่เธอควรทำคือการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อความมั่นคงของตัวเธอและพ่อสิ
เพราะก็ต่อเมื่อพวกเขามั่นคงเท่านั้น ครอบครัวเซี่ยและครอบครัวซ่างกวนก็จะมั่นคงตามไปด้วย และน้องชายตัวดีที่เอาแต่สร้างเรื่องของเขา ก็จะได้กินดื่มเที่ยวเล่น ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทองต่อไป
***
ยายเซี่ยรู้สึกใจคอไม่ดีมาตลอดทั้งวัน แต่เธอก็ไม่ได้ออกไปเผชิญหน้าด้วย เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอะไร แค่อยู่ที่บ้านก็พอแล้ว แม้แต่เซี่ยซินซานก็ยังอยู่เป็นเพื่อนปู่ซ่ง พอเห็นซ่งอวี้หน่วนกลับมา ทุกคนก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเก็บเรื่องของน้าชายคนเล็กไว้ก่อน เหตุผลหลักก็เพราะว่าตอนนี้น้าชายคนเล็กมีประโยชน์อย่างมหาศาล ซ่างกวนเหิงอาจจะยอมหักกับซ่างกวนอวิ๋นฉี แต่คงไม่ยอมปล่อยตัวน้าชายออกมาง่ายๆ แน่
แต่ในทางกลับกัน ซ่างกวนอวิ๋นฉีเองก็คงไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง ครั้งนี้เธอคงไม่คิดที่จะปิดบังเซี่ยโป๋เหวินอีกต่อไป และน่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังอย่างหมดเปลือก ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเซี่ยโป๋เหวินกับซ่างกวนอวิ๋นฉีจะไปต่อรองขอคนคืนมาได้หรือไม่
แต่ถ้าขอไม่ได้ เธอก็จะไปเปิดการแสดงเล่านิทานที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยปักกิ่งซะเลย
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคักกับตัวเองในใจ ‘ยัยแก่ กล้าดียังไงมาหลอกให้ฉันไปฮ่องกง เรื่องสนุกมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นแหละ’
ซ่งอวี้หน่วนวิ่งตรงไปยังที่ทำการกองพลน้อย ที่นั่นเธอก็เห็นกู้หวยอันกำลังให้อาหารม้าอยู่ข้างคอก โดยมีปู่ซ่งยืนให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ภาพของชายสูงวัยและชายหนุ่มที่คนหนึ่งตั้งใจฟัง อีกคนตั้งใจสอน ช่างเป็นภาพที่น่ามอง
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองกู้หวยอันที่กำลังก้มตัวอยู่ ขาที่ยาวเหยียดคู่นั้น ช่างดึงดูดใจเสียจริง ไม่รู้ว่ารูปร่างใต้ร่มผ้าจะน่ามองเหมือนกันหรือเปล่านะ
เธอกำลังจะหรี่ตาลงพร้อมกับจินตนาการอะไรบางอย่างในใจ แต่กู้หวยอันก็ยืดตัวตรงขึ้นมาเสียก่อน เขาหันมาพูดกับซ่งอวี้หน่วนว่า “มาพอดีเลย ผมกำลังจะไปหาคุณอยู่พอดี”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้าง “บังเอิญจังเลยค่ะ ฉันก็จะมาหาคุณเหมือนกัน”
แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นย่าซุน โจวเสี่ยวฮวา และภรรยาของสมุห์บัญชีหลี่กำลังสาละวนกันอยู่ในห้องพักของฉู่จื่อโจว ซ่งอวี้หน่วนเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที จึงหันไปบอกกับกู้หวยอันว่า “เดี๋ยวฉันขอไปดูหน่อยนะคะว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ รอฉันแป๊บนึงนะ”
พูดจบเธอก็วิ่งปร๋อไปที่ห้องพักแล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูข้างใน
โอ้โห ห้องพักถูกแปลงโฉมซะใหม่เอี่ยมอ่องเลย คุณปู่ซุนกำลังง่วนอยู่กับการปูพื้นด้วยอิฐแดง บนคังทั้งสองฝั่งก็ถูกปูด้วยเสื่อผืนใหม่ โจวเสี่ยวฮวากำลังเช็ดกระจกจนใสปิ๊ง ส่วนย่าซุนก็กำลังนั่งเย็บผ้าห่มอยู่
ในยุคนี้ยังไม่มีปลอกผ้านวม เวลาจะใช้ก็ต้องเอาผ้าปูที่นอนกับผ้าด้านในมาเย็บติดกัน แล้วก็ยังมีปลอกหมอนสองใบที่ขลิบริมผ้าอย่างสวยงาม ซึ่งเธอดูแวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นฝีมือของอาสะใภ้รอง เพราะเมื่อวานเธอเพิ่งจะเห็นมันที่ห้องปีกตะวันตกที่บ้าน แถมย่าของเธอยังปักรูปผีเสื้อให้สองตัวด้วย
ซ่งอวี้หน่วนย่องเข้าไปกระซิบถามโจวเสี่ยวฮวา “นี่ๆ ทำไมต้องมาทำความสะอาดห้องกันยกใหญ่ขนาดนี้ล่ะ หรือว่าผู้ใหญ่บ้านจะแต่งงานเหรอ”
[จบบท]