บทที่ 174: ไม่มีทางปล่อยตัว!
อีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงเวลาประชุมแล้ว เซี่ยหมิงจึงอยู่เสียเวลากับพ่อของเขาที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันแม่ของเขาก็ยังคงเงียบกริบอยู่บนชั้น 2 ของบ้าน คำถามมากมายประดังประเดเข้ามาในหัว แต่กลับไม่มีคำตอบให้แม้แต่ข้อเดียว ชายหนุ่มเริ่มจะทนไม่ไหว
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังข่มความร้อนใจเอาไว้แล้วพูดอย่างจริงจัง “ผมเห็นคุณกู้หวยอันในห้องพักฟื้นของแม่ แต่เขามาในฐานะแขกของบ้านตระกูลซ่งครับ”
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับชะงักงันไปในทันที
เขาสบตากับเซี่ยหมิง
กู้หวยอันเคยโทรหาเขา ตอนนั้นเขานึกว่าอีกฝ่ายแค่บังเอิญผ่านไปเจอ และพอรู้ว่าเป็นภรรยาของใครก็เลยใจดีเสนอตัวเข้าช่วยก็เท่านั้น
“แขกของใคร” เซี่ยโป๋เหวินถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“พ่อครับ ไม่ใช่แค่คุณกู้หวยอันที่เป็นแขกของบ้านตระกูลซ่ง แต่ยังมีคุณฉู่จื่อโจวจากตระกูลฉู่อีกคน”
“บ้านของซ่งอวี้หน่วนอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ และคุณฉู่จื่อโจวก็ไปเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นั่น”
“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าพวกเขาสนิทกันแค่ไหน แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณฉู่จื่อโจวถึงได้ไปเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นั่น แต่ที่เห็นได้ชัดๆ คือพวกเขาทั้งหมดอยู่ข้างเดียวกับบ้านตระกูลซ่งและจูเฟิ่งครับ”
“ส่วนผู้อำนวยการจวงก็สุภาพอ่อนน้อมมาก แต่ไม่ใช่เพราะเกรงใจพ่อหรอกนะครับ เขาสนิทกับซ่งอวี้หน่วนมาก น้ำเสียงที่ใช้คุยกันมันสนิทสนมเหมือนกับกำลังคุยอยู่กับลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองเลย”
“พ่อครับ พ่อช่วยไปถามแม่ดีๆ เถอะว่ามันเป็นการไปดูตัวกันเฉยๆ จริงๆ เหรอ ทำไมผมถึงรู้สึกว่าเรื่องราวมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลย”
“พ่อคงไม่เคยเจอเด็กผู้หญิงที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนคนนั้นสินะครับ ผมจะอธิบายให้ฟังแบบนี้แล้วกันว่า ในบรรดาเด็กผู้หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ ไม่มีใครสักคนที่จะเทียบเธอได้เลย ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหนก็ตาม”
“ผมไม่ได้จะยกยอปอปั้นคนอื่นแล้วมาเหยียบย่ำคนของตัวเองนะครับ แต่อย่าได้คิดว่าเธอเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอกแล้วจะไม่เห็นเธออยู่ในสายตาเด็ดขาด”
“พ่อครับ ผมต้องไปประชุมแล้ว ยังมีเรื่องอีกตั้งหลายอย่างที่ต้องจัดการ ไว้ผมกลับมาแล้วจะมาคุยรายละเอียดกับพ่อนะครับ”
เซี่ยหมิงไม่อาจจะโอ้เอ้ได้อีกต่อไป เขาจึงรีบออกจากบ้านไปทันที
เซี่ยโป๋เหวินยืนนิ่งขมวดคิ้วอยู่ในห้องนั่งเล่น ในที่สุดสมองของเขาก็ยอมหันมาขบคิดเรื่องราวเกี่ยวกับจูเฟิ่งและลูกหลานของเธออย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เซี่ยโป๋เหวินก็ก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนชั้น 2
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ซ่างกวนเหิงที่กำลังอารมณ์ดีเป็นพิเศษก็ได้โทรศัพท์สายตรงถึงซ่างกวนอวิ๋นฉี
ประโยคแรกที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีเอ่ยออกมาก็คือ “พี่คะ ส่งตัวเซี่ยซินตงกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันให้เวลาแค่ 5 วันเท่านั้น ออกเดินทางวันนี้ อีก 5 วันต้องมาถึงอำเภอหนานซานให้ได้!”
ซ่างกวนเหิงหัวเราะร่า “อวิ๋นฉี เธอพูดบ้าอะไรอยู่เนี่ย! เห็นๆ กันอยู่ว่าเราใกล้จะประสบความสำเร็จแล้ว จะให้ส่งตัวเซี่ยซินตงกลับไปได้ยังไงกัน เธอก็แค่ไปบอกนังเด็กซ่งอวี้หน่วนอะไรนั่นว่าน้าชายของมันตายไปแล้วก็สิ้นเรื่อง!”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอคำตอบแบบนี้ เธอจึงพยายามพูดอย่างใจเย็น “พี่คะ ซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องเยอะเกินไปแล้ว ขนาดเรื่องต่งอาต้าเธอก็ยังรู้ แล้วเรื่องที่พี่ไปรับคนที่สถานีรถไฟเธอก็รู้เหมือนกัน”
“แล้วมันจะทำอะไรได้ ก็แค่เด็กผู้หญิงปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนเดียว ดูสิเธอกลัวจนหัวหดไปหมดแล้ว พี่จะบอกอะไรให้นะอวิ๋นฉี ตอนนี้การวิจัยของเรากำลังจะก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ เซี่ยซินตงจะไปไหนไม่ได้เด็ดขาด!”
ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่มีวันปล่อยให้เขาไปไหนทั้งนั้น!
การปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวของซ่างกวนเหิงทำให้ความอดทนของซ่างกวนอวิ๋นฉีขาดสะบั้นลง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเริ่มสติแตก “พี่คะ! นี่คือการแจ้งให้ทราบ ไม่ได้มาร้องขอความเห็นใจ! พี่น่าจะรู้ดีที่สุดว่าเรื่องของเซี่ยซินตงมันเป็นยังไง เขาไม่ใช่คนของพวกเรามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้ส่งตัวเขากลับมาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย! ไม่ว่าพี่จะใช้วิธีไหนก็ตาม เขาต้องออกเดินทางภายในวันนี้!”
คราวนี้ซ่างกวนเหิงไม่ได้ปฏิเสธในทันที
“มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเธอถึงได้กลัวนังเด็กซ่งอวี้หน่วนนั่นนักหนา แล้วทำไมไม่ใช้คนที่พี่ส่งไปให้ล่ะ จัดการเก็บมันซะก็สิ้นเรื่องแล้วนี่”
“พี่จะไปรู้ได้ยังไงว่าเธอเล่าเรื่องพวกนี้ให้คนที่บ้านฟังหรือยัง หรือบางทีเธออาจจะแค่ชิงลงมือก่อนก็ได้ แถมเธอยังเขียนจดหมายร้องเรียนอีกเป็นร้อยๆ ฉบับเลยนะ!”
“แล้วพี่รู้ไหมว่าเธอรู้จักใคร”
“กู้หวยอัน!”
“ถ้าจดหมายร้องเรียนพวกนั้นตกไปอยู่ในมือของเขา แล้วถ้าซ่งอวี้หน่วนกับครอบครัวของเธอเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ คนแรกที่จะถูกเพ่งเล็งก็คือพวกเรา!”
“พี่รู้ไหมว่ากู้หวยอันเป็นใคร”
“เขาเป็นคนของบ้านพักหมายเลข 01 ดูจากท่าทางแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ธรรมดาเลย”
“ถ้าซ่งอวี้หน่วนตายไปจริงๆ พี่คิดว่ากู้หวยอันจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้เหรอ ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่ใช่ฝีมือของฉัน พวกเราก็ไม่มีทางแก้ตัวได้พ้น!”
“เธอนี่มันขี้ขลาดตาขาวจริงๆ เอางี้แล้วกัน เดี๋ยวพี่ส่งทหารรับจ้างไปสักกลุ่ม จัดการเก็บพวกมันให้สิ้นซากก็หมดเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ”
“พี่คิดว่าที่นี่เป็นฮ่องกงหรือไง! อย่ามาพูดจาไร้สาระกับฉันนะ! รีบส่งตัวเซี่ยซินตงกลับมาเดี๋ยวนี้! ทำเหมือนกับว่าเราไม่เคยเจอคนชื่อเซี่ยซินตงมาก่อน พี่อยู่ที่ฮ่องกงตั้งไกล คงไม่มีใครบ้าจี้ไปหาเรื่องพี่ถึงที่นั่นหรอก!”
ในตอนนั้นเอง เซี่ยโป๋เหวินก็เดินขึ้นมาถึงชั้นบนพอดี
ปกติแล้วการจะเข้าห้องของตัวเองนั้นไม่จำเป็นต้องเคาะประตู แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากข้างในนั้นมันช่างเกรี้ยวกราดและรุนแรงเสียเหลือเกิน ไม่เหมือนกับน้ำเสียงที่อ่อนหวานน่าฟังของอวิ๋นฉีที่เขาคุ้นเคยเลยสักนิด
สัญชาตญาณทำให้เซี่ยโป๋เหวินหยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู
แล้วเขาก็ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น ใบหน้าเรียบเฉยจนน่าขนลุก
อวิ๋นฉีกำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับใคร
ทำไมถึงต้องพูดถึงเซี่ยซินตง
เซี่ยซินตง... นั่นมันลูกชายคนสุดท้องที่จูเฟิ่งบอกว่าหายตัวไปไม่ใช่หรือ
เสียงเยาะเย้ยของซ่างกวนเหิงดังออกมาจากโทรศัพท์ “เธอนี่มันโลกสวยเกินไปหรือเปล่า เซี่ยซินตงรู้ความลับทั้งหมด ถ้าเขากลับไปแล้วคิดว่าเขาจะปล่อยเธอไปง่ายๆ เหรอ แล้วนังเด็กซ่งอวี้หน่วนนั่นอีกล่ะ รู้เรื่องละเอียดขนาดนี้ ถึงเธอจะยอมส่งคนคืนไป คิดว่าเธอจะยอมจบเรื่องง่ายๆ หรือไง”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ!”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว “ตอนนี้ทั้งสามีและลูกชายของฉันกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของหน้าที่การงาน จะให้เกิดเรื่องอื้อฉาวอะไรขึ้นในช่วงนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
“ฉันถูกขู่จนจนตรอกไปหมดแล้ว!”
“ฉันทำได้แค่ส่งคนคืนไปอย่างปลอดภัยตามที่เธอต้องการเท่านั้น!”
“พี่คะ เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว! ตอนนี้ส่งคนกลับมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
“ไม่มีทาง! ฉันไม่มีทางส่งคนกลับไปเด็ดขาด! อวิ๋นฉี เธอวางใจเถอะ เรื่องนี้เดี๋ยวพี่ใหญ่จัดการเอง”
“พี่จะจัดการยังไง! ซ่งอวี้หน่วนน่ะฉลาดเป็นกรดอย่างกับตะแกรงที่กลายเป็นปีศาจ พี่คิดว่าเธอเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอกธรรมดาๆ หรือไง ขนาดฉันเองยังต้องพ่ายแพ้ให้กับเธอเลย!”
“นั่นก็เพราะเธอใจอ่อนเกินไปต่างหาก เธอยังไม่เคยเจอของจริงล่ะสิ ถ้าได้เจอคนโหดๆ เข้าจริงๆ ต่อให้เป็นเหยี่ยวที่ทรนงแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นแค่นกกระจอกเชื่องๆ ในกำมืออยู่ดี”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกุมหน้าอกตัวเองไว้พลางกรีดร้อง “เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว! พี่อยู่ไกลถึงฮ่องกง บางเรื่องพี่ก็ไม่เข้าใจหรอก! ทำตามที่ฉันบอกเถอะ มันจะดีต่อทั้งตัวพี่และตัวฉันเอง!”
ในที่สุดซ่างกวนอวิ๋นฉีก็เริ่มได้สติกลับคืนมา
ต่อให้เรื่องนี้ถูกซ่งอวี้หน่วนแฉออกไป อย่างมากเธอก็แค่ต้องแบกรับชื่อเสียงว่าเป็นเมียหลวงขี้หึงที่ชั่วร้าย
อีกอย่างเรื่องมันก็ผ่านมา 30 ปีแล้ว หมดอายุความไปนานแล้วด้วยซ้ำ ต่อให้จะฟ้องร้องก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอ
อย่างมากที่สุดก็คงเป็นแค่การถูกสังคมประณามทางศีลธรรมเท่านั้น
แต่ถ้าหากเธอลงมือฆ่าซ่งอวี้หน่วนจริงๆ หรือถึงขั้นฆ่าปิดปากทุกคนที่รู้ความลับนี้ นั่นแหละคือหายนะที่แท้จริงที่จะฉุดให้ทุกคนจมดิ่งลงสู่ขุมนรก
น้ำเสียงของซ่างกวนอวิ๋นฉีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เธอเอ่ยปากวิงวอน “พี่คะ ฉันไม่อยากหักหาญน้ำใจกับพี่นะ ฟังฉันเถอะค่ะ ปล่อยตัวเซี่ยซินตงกลับมาเถอะ เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพี่ 1 ชั่วโมง หลังจากนี้ 1 ชั่วโมง พี่ต้องโทรมาบอกฉันว่าพี่พาตัวเซี่ยซินตงออกมาจากที่นั่นแล้ว”
พูดจบซ่างกวนอวิ๋นฉีก็กระแทกหูโทรศัพท์ลงทันที
ทว่าทันทีที่เธอหันกลับมา เธอก็ได้เห็นเซี่ยโป๋เหวินยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่มืดครึ้มและน่ากลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้สึกราวกับว่าหัวใจของเธอกำลังจะทะลุออกมาจากอก
เธอจ้องมองเซี่ยโป๋เหวินอย่างว่างเปล่า สมองของเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ
เซี่ยโป๋เหวินจ้องมองเธอเขม็ง เขาเค้นเสียงถามออกมาทีละคำ “เซี่ยซินตงอยู่ที่ฮ่องกง อยู่ในเงื้อมมือของพี่ชายคุณ”
“ซ่างกวนอวิ๋นฉี... บอกผมมาสิว่าทำไมลูกชายของผมถึงไปอยู่ในมือของพี่ชายคุณ แล้วทำไมคุณถึงต้องร้องขอให้เขาปล่อยตัวลูกชายของผมด้วย”
[จบบท]