บทที่ 175: การประสานงานที่ไร้ที่ติ
สีหน้าของซ่างกวนอวิ๋นฉีแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เธอถลาเข้าไปหวังจะคว้าตัวเซี่ยโป๋เหวินเอาไว้ แต่เขากลับถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าวพร้อมกับจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นเฉียบ
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกัดฟันกรอดด้วยความโมโห เธอโกรธจนหัวหมุนไปหมด ถึงได้พลั้งปากพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดออกไปแบบนี้
จริงอยู่ที่เซี่ยโป๋เหวินไม่ได้รู้สึกรักใคร่ใยดีอะไรกับลูกๆ กลุ่มนั้น แต่ถ้าเขารู้ขึ้นมาว่าเป็นเธอที่จับเซี่ยซินตงเด็กน้อยวัย 5 ขวบยัดเข้าไปในตู้รถไฟที่ร้อนระอุแล้วส่งตัวไปให้พี่ชายของเธอ แถมยังถูกกักขังอยู่ในห้องทดลองใต้ดินมาตลอด เซี่ยโป๋เหวินไม่มีทางมีความสุขแล้วชมว่าเธอทำดีมากแน่ๆ
เพราะเรื่องบางอย่างในอดีต ทำให้เซี่ยโป๋เหวินไม่ชอบหน้าพี่ชายของเธอมาตลอด หลายปีมานี้ทั้งสองคนแทบไม่เคยพูดคุยกันเลย
ซ่างกวนอวิ๋นฉีคุ้นเคยกับการทำอะไรตามใจตัวเองต่อหน้าเซี่ยโป๋เหวินมาทั้งชีวิต ถึงแม้จะไม่เคยดูถูกพื้นเพของเขา แต่ในใจลึกๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าอยู่ดี และเซี่ยโป๋เหวินก็ยอมตามใจเธอเสมอมา
เรื่องต่างๆ ภายในบ้านจึงตกอยู่ในการตัดสินใจของเธอแทบทั้งสิ้น
ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้ดีว่าการส่งเซี่ยซินตงไปให้พี่ชายกักขังนั้น เป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่าการที่เธอทารุณกรรมเขาจนตายเสียอีก เพราะอย่างหลังเซี่ยโป๋เหวินยังอาจจะให้อภัยเธอได้ แต่เรื่องแรกนี่สิ เธอจะหาคำแก้ตัวว่าอย่างไรดี
“โป๋เหวิน... คุณฟังฉันอธิบายก่อนนะ” ซ่างกวนอวิ๋นฉีพูดเสียงแผ่ว
เซี่ยโป๋เหวินยืนนิ่งอยู่ตรงข้ามเธอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นทีละคำอย่างชัดเจน “ได้สิ ว่ามาเลย”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกลับพูดอะไรไม่ออก ในเมื่อความแตกขนาดนี้แล้ว การจะปิดบังต่อไปก็คงเป็นไปไม่ได้ ความแตกต่างมันก็มีแค่จะรู้เร็วหรือรู้ช้าเท่านั้นเอง
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา พยายามบังคับให้ตัวเองสงบลง เธอไม่กล้าปิดบังอะไรอีกต่อไป จึงตัดสินใจเล่าความจริงที่เกิดขึ้นในปีนั้นออกมาอย่างยากลำบาก
เธอยอมรับว่าเพราะรู้ว่าเซี่ยซินตงเป็นอัจฉริยะ จึงเกิดความอิจฉาริษยาจนหน้ามืดตามัว ใช้ชื่อของเซี่ยโป๋เหวินไปหลอกเด็กชายออกจากหมู่บ้าน แล้วส่งเขาขึ้นรถไฟขนส่งสินค้าที่กำลังมุ่งหน้าไปฮ่องกง
หลังจากนั้น ก็มีคนมองเห็นพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขา ซ่างกวนเหิงจึงส่งตัวเซี่ยซินตงวัย 5 ขวบเข้าไปยังห้องทดลองใต้ดิน ที่ 3 ตระกูลใหญ่แห่งฮ่องกงร่วมกันก่อตั้งขึ้นอย่างลับๆ
หลายปีที่ผ่านมาเซี่ยซินตงถูกกักขังไว้ตลอดเนื่องจากเขาไม่ให้ความร่วมมือ จนกระทั่งเมื่อ 15 ปีก่อน เขาก็ได้คิดค้นยาชนิดหนึ่งขึ้นมาได้สำเร็จ จากนั้นซ่างกวนอวิ๋นฉีก็เอ่ยชื่อของยาตัวนั้นออกมา
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับนิ่งอึ้งไป ก่อนที่วินาทีต่อมาใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาชี้หน้าซ่างกวนอวิ๋นฉีพลางตัวสั่นเทิ้มด้วยโทสะ
“นี่คุณจะบอกว่า ตอนที่เสี่ยวหมิงป่วยหนัก ที่ผมต้องยอมเสียศักดิ์ศรีไปก้มหัวขอร้องให้พี่ชายคุณช่วยหายามาให้ ที่ผมขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังส่งทองคำแท่งไปกำนัลอีก 10 แท่ง แต่ยาตัวนั้นมันเป็นผลงานของลูกชายผมเองอย่างนั้นเหรอ!”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีจะปฏิเสธได้อย่างไร เธอทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ พยักหน้าเบาๆ แล้วตอบเสียงแผ่ว “ค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังดูละครตลกเรื่องหนึ่งอยู่ ยาชนิดนั้นแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังถือเป็นของหายาก แต่ใครจะไปคาดคิดว่ามันคือผลงานการวิจัยของลูกชายเขาเอง
ตอนนั้นเพื่อช่วยชีวิตเซี่ยหมิง เขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากแค่ไหนกว่าจะอ้อนวอนให้ซ่างกวนเหิงยอมส่งยามาให้
ยาเพียง 2 กล่อง แต่เขาต้องจ่ายด้วยทองคำแท่งถึง 10 แท่ง ถึงกระนั้นซ่างกวนเหิงก็ยังพูดจาลำเลิกบุญคุณไม่หยุดหย่อน
“นี่มันไม่ใช่ความผิดของฉันนะคะ ตอนนั้นพี่ใหญ่ไม่ได้บอกความจริงกับฉันนี่นา” พอรู้ความจริงในภายหลัง เธอก็ไม่กล้าบอกเขาอีกแล้ว
“ตระกูลซ่างกวนของพวกคุณนี่มันสมแล้วจริงๆ ที่เป็นพวกนายทุนใจดำ ขายชาติเพื่อลาภยศและไร้ซึ่งมโนธรรม เมื่อก่อนผมอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจลากพวกคุณกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ถ้าไม่ใช่เพราะผมล่ะก็ ป่านนี้ตระกูลซ่างกวนคงถูกลงโทษอย่างหนักไปนานแล้ว แต่ดูตอนนี้สิ กลับหันมาแว้งกัดผมไม่หยุด ดี! ดีจริงๆ! พวกคุณมันดีเหลือเกิน”
เซี่ยโป๋เหวินยังคงระบายความโกรธต่อไป “อย่ามาอ้างนะว่าเป็นเพราะผมไม่เคยใส่ใจลูก 3 คนนั้น จะตีหมายังต้องดูหน้าเจ้าของ นี่มันไม่ใช่เหตุผลที่ตระกูลของคุณจะมาเหยียบย่ำลูกๆ ของผมได้”
“ซ่างกวนอวิ๋นฉี คุณมันผู้หญิงใจยักษ์ใจมารจริงๆ แม้แต่จูเฟิ่งยังมีจิตใจสูงส่งกว่าคุณด้วยซ้ำ”
คำพูดประโยคนี้ราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีที่สงบเสงี่ยมอยู่ก่อนหน้านี้ขาดสติผึง เธอพุ่งเข้าใส่เซี่ยโป๋เหวินราวกับคนบ้า เล็บที่ไว้จนยาวและดูแลอย่างดีข่วนลงบนใบหน้าของเขาจนเป็นรอยเลือดหลายทาง พร้อมกับกรีดร้องด่าทออย่างบ้าคลั่ง
“เซี่ยโป๋เหวิน คุณมันไอ้แก่ไร้ยางอาย แก่จะเข้าโลงอยู่แล้วยังทำตัวทุเรศ หันไปชื่นชมจูเฟิ่งงั้นเหรอ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วตอนนั้นคุณทิ้งผู้หญิงคนนั้นมาแต่งงานกับฉันทำไม!”
เซี่ยโป๋เหวินผลักเธอออกไปอย่างแรงจนซ่างกวนอวิ๋นฉีเสียหลักล้มลงกับพื้น เขารู้สึกได้ถึงรอยแผลบนใบหน้า สีหน้าก็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดขึ้น ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
เขาพยายามควบคุมตัวเองให้สงบ เพราะตอนนี้เขาไม่ใช่วัยรุ่นหนุ่มสาวที่ทะเลาะกันแล้วจะคืนดีกันได้ง่ายๆ การทะเลาะกันในวัยนี้อาจส่งผลร้ายแรงได้
เขามองลงไปยังซ่างกวนอวิ๋นฉีที่นั่งอยู่บนพื้น “ทำไมผมถึงหย่ากับผู้หญิงคนนั้นมาแต่งกับคุณ ในใจของคุณรู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ ซ่างกวนอวิ๋นฉี สันดานของตระกูลคุณมันเลวร้ายโดยกำเนิดทุกคนเลยหรือไง”
“หลายปีที่ผ่านมาผมดูแลคุณดีแค่ไหน เด็ก 3 คนนั้นก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของผม แต่เพื่อคุณกับลูกของเรา ผมก็ยอมทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขา ตอนนั้นคุณใช้มีดขู่บังคับให้จูเฟิ่งสาบานว่าจะไม่บอกความจริงกับลูกๆ ว่าใครคือพ่อที่แท้จริงของพวกเขา คุณสาปแช่งว่าผมตายไปแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ผมก็ยอมทน”
“เราสองครอบครัวต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก ผมจะอยู่ดูแลคุณกับลูกๆ ของเราไปตลอดชีวิต ซ่างกวนอวิ๋นฉี คุณลองใช้สมองคิดดูสิว่าที่ผ่านมาผมทำแบบนั้นมาตลอดหรือเปล่า”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกัดฟันกรอด น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความอัดอั้นตันใจ ความอัปยศอดสู และความน่าละอายใจ เธอที่หยิ่งผยองมาทั้งชีวิต กลับต้องมาถูกเหยียบย่ำจนจมดินในวันนี้
เซี่ยโป๋เหวินยังคงด่าทอไม่หยุด “ซ่างกวนอวิ๋นฉี ถ้าคุณไม่ชอบเซี่ยซินตง ไม่อยากให้เขามาแย่งความรักความสนใจไปจากผม แค่คุณเอ่ยปากคำเดียว ด้วยความรักที่ผมมีให้คุณในตอนนั้น ผมรับรองว่าจะยอมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง”
“เซี่ยซินตงเป็นอัจฉริยะ ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศของเราต้องการบุคลากรที่มีความสามารถมากแค่ไหน ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง คุณน่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ แต่คุณกลับส่งอัจฉริยะที่ร้อยปีจะมีสักคนไปให้ฮ่องกง”
“ถ้าคุณยอมปล่อยให้เขาเติบโตอยู่กับจูเฟิ่ง เด็กที่ฉลาดขนาดนั้นย่อมไม่มีทางถูกมองข้าม คุณไม่เคยคิดบ้างเลยเหรอว่าเขาจะสร้างคุณประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติได้มหาศาลขนาดไหน”
“คุณรู้ไหมว่ายาที่เขาคิดค้นขึ้นมา ตอนนี้ยังเป็นสินค้าที่ถูกจำกัดการซื้อขาย เราต้องใช้เงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่าเพื่อแลกมันกลับมาแค่เพียงบางส่วน แถมยังต้องยอมรับเงื่อนไขที่เอาเปรียบอย่างน่ากลัวอีกด้วย”
“เรื่องทั้งหมดนี้คุณรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่คุณกลับตีหน้าซื่อได้แนบเนียนมาก ซ่างกวนอวิ๋นฉี ผมนับถือคุณจริงๆ”
เซี่ยโป๋เหวินเซไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “ใครๆ ก็ด่าว่าผมมันใจหมาเนรคุณ แต่ผมก็ยังมีความรักชาติบ้านเมืองอยู่นะ เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของคุณ ทำให้ประเทศของเราต้องสูญเสียบุคลากรชั้นยอดไป เรื่องนี้ผมก็มีส่วนผิด และความผิดของผมมันใหญ่หลวงนัก ดังนั้นผลกรรมของผมจึงมาถึงแล้ว”
เซี่ยโป๋เหวินไม่รู้เลยว่าอะไรรอคอยเขาอยู่ข้างหน้า ซ่งอวี้หน่วน ช่างเป็นคนที่ร้ายกาจจริงๆ เดินหมากตานี้ได้เฉียบขาดมาก แล้วไหนจะเซี่ยซินตงอีก ทำไมถึงได้ฉลาดหลักแหลมขนาดนี้
อยู่ห่างกันคนละซีกโลก ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าหลานสาวของตัวเอง แต่กลับประสานงานกันได้อย่างไร้รอยต่อ ราวกับว่าทั้งคู่รู้อยู่แล้วว่าสองพี่น้องตระกูลซ่างกวนจะต้องแตกคอกันในที่สุด
“ซ่างกวนอวิ๋นฉี โทรหาพี่ชายคุณเดี๋ยวนี้” เซี่ยโป๋เหวินสั่งเสียงกร้าว “ทำตามที่ซ่งอวี้หน่วนบอก ปล่อยตัวเขาออกมาทันที!”
พูดจบ เขาก็กดโทรศัพท์ออกไปทันที ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว เป็นเสียงของซ่างกวนเหิง “อวิ๋นฉี พี่ตัดสินใจแล้ว นี่เป็นโอกาสเดียวที่ตระกูลซ่างกวนของเราจะกลายเป็นมหาอำนาจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาแค่ 4 วัน การทดลองก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น เธอรู้ไหมว่านี่มันหมายความว่ายังไง”
“ฉันเอง เซี่ยโป๋เหวิน” เซี่ยโป๋เหวินพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่เสียงวางสายจะดังขึ้น
ใบหน้าของเซี่ยโป๋เหวินบิดเบี้ยวจนน่ากลัว เขากุมหน้าอกตัวเองเหมือนหายใจไม่ออก ซ่างกวนอวิ๋นฉีตกใจจนหน้าซีดรีบเข้าไปประคองเขา พร้อมกับตะโกนเรียกแม่บ้าน “เสี่ยวฉิน เร็วเข้า โทรศัพท์เร็ว!”
จากนั้นก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น แต่เซี่ยโป๋เหวินก็ยังคงห้ามไม่ให้เรียกรถพยาบาล
ทันใดนั้นเอง ซ่างกวนหว่านก็วิ่งเข้ามาเกาะแขนออดอ้อนซ่างกวนอวิ๋นฉี “คุณอาขา เรื่องที่คุณอาจะให้ซ่งอวี้หน่วนมาแทนที่หนู จัดการไปถึงไหนแล้วคะ”
[จบบท]