บทที่ 176: คุณถามฉันในฐานะอะไรเหรอคะ
ซ่างกวนหว่านคือคุณหนูที่ถูกประคบประหงมมาตั้งแต่จำความได้ เธอเป็นลูกสาวฝาแฝดของภรรยาคนที่ 3 ของซ่างกวนเหิง ปีนี้อายุ 22 ปี หน้าตาได้แม่มาเต็มๆ จึงสวยสะพรั่งอย่างไม่ต้องสงสัย
เธอไม่ทันได้สังเกตเห็นบรรยากาศมาคุที่ก่อตัวขึ้น ยังคงเกาะแขนซ่างกวนอวิ๋นฉีออดอ้อนอย่างน่ารักน่าชัง “คุณอาขา เรื่องนั้นไปถึงไหนแล้วคะ ซ่งอวี้หน่วนดี๊ด๊าใหญ่เลยใช่ไหมที่จะได้ไปฮ่องกง ที่นั่นเป็นเมืองสวรรค์เลยนะ สาวๆ แถวนี้ไม่มีใครไม่อยากไปหรอก เชอะ นังบ้านนอกนั่นโชคดีเกินไปแล้ว”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีที่เส้นความอดทนใกล้จะขาดผึง ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายในได้อีกต่อไป
พอเห็นหน้าซ่างกวนหว่าน ภาพของซ่างกวนเหิง เซี่ยซินตง และสุดท้ายคือซ่งอวี้หน่วนก็ผุดขึ้นมาในหัวซ้อนกันไปมา
ต้นตอของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดก็คือนังเด็กเหลือขอนี่คนเดียว
เธอผลักซ่างกวนหว่านจนกระเด็น แล้วตวาดลั่นอย่างบ้าคลั่ง “ไสหัวไป กลับฮ่องกงของแกไปซะ ถ้าไม่ใช่เพราะแก เรื่องบ้าๆ พวกนี้จะเกิดขึ้นมาได้ยังไง!”
***
ในขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนก็ได้พาน้องชายและกู้หวยอันกลับมาจากฐานทัพทดสอบการบินเป็นที่เรียบร้อย
กู้หวยอันยังติดภารกิจอยู่ เขาจึงบอกกับซ่งอวี้หน่วนว่า “ทฤษฎีที่เราคุยกันต้องนำไปทดลองจริงอยู่เรื่อยๆ นะ ถ้าไม่ลำบากเกินไป คุณช่วยจดบันทึกข้อมูลการทดลองไว้ด้วย เผื่ออนาคตเราจะได้มาศึกษาต่อกัน”
พูดจบนัยน์ตาของเขาก็ทอประกายระยับด้วยรอยยิ้ม “คุณฉลาดกว่าที่ผมคาดไว้เยอะเลย ไว้ผมกลับไปจะส่งหนังสือกับเอกสารไปให้นะ”
ซ่งอวี้หน่วนปฏิเสธเสียงแข็งในทันที “กู้หวยอัน ถ้าคุณกล้าส่งเอกสารบ้าๆ นั่นมาให้ฉันล่ะก็ ชาตินี้เราไม่ต้องมาเจอกันอีก!”
กู้หวยอันสบเข้ากับดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยน้ำใสๆ ของเธอ ถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
ถ้าเป็นเขาคนก่อนหน้านี้ ป่านนี้คงสั่งขนตำราเรียนกับข้อสอบมาให้เธอเป็นคันรถบรรทุกแล้ว
แต่เขาในตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เมื่ออยู่ต่อหน้าซ่งอวี้หน่วน เขารู้ได้ทันทีว่าแม่คุณคนนี้เอาจริง
เธอพร้อมที่จะตัดขาดจากเขาไปตลอดชีวิตจริงๆ
ให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เขายังมีภารกิจช่วยเธอใช้อากาศสร้างบ้านอยู่นะ
ไม่นานรถที่จะมารับกู้หวยอันก็มาถึง พร้อมกับคณะผู้ติดตาม เลขานุการเสี่ยวอู๋เห็นซ่งอวี้หน่วนก็ส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร
ซ่งอวี้หน่วนก็ยิ้มแย้มทักทายเขากลับไปเช่นกัน
จากนั้น กู้หวยอันก็เอ่ยถาม “แน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ผมช่วย”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างมีนัย “เอาจริงๆ แค่คุณยืนอยู่ข้างๆ ฉัน แค่นี้ก็เป็นการช่วยที่ยิ่งใหญ่แล้วล่ะค่ะ”
ขณะที่กู้หวยอันกำลังจะก้าวขึ้นรถ ซ่งหมิงเซิ่งที่อุ้มโมเดลเครื่องบินอยู่ก็จ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เปล่งประกายราวกับดวงดาว พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย
“พี่ชายครับ ผมจะเรียนรู้จากพี่ชาย จะเอาพี่ชายเป็นไอดอล ตั้งใจเรียนหนังสือทุกวันเลย โตขึ้นผมจะได้สร้างเครื่องบินลำยักษ์ พาพี่สาวกับพี่ชายไปท่องอวกาศให้ได้!”
กู้หวยอันถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เขาขยี้ผมนุ่มๆ ของเจ้าหนูหมิงเซิ่งเบาๆ แล้วเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา “อืม อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าเด็กดี”
ซ่งอวี้หน่วนหมั่นไส้จนต้องเอื้อมมือไปหยิกแก้มของน้องชายเบาๆ
หลังจากคุยกับฉู่จื่อโจวสองสามประโยค กู้หวยอันก็ขึ้นรถจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอไป
ซ่งอวี้หน่วนวิ่งกลับเข้าบ้าน ย่าซ่งกับเซี่ยกุ้ยหลานที่กำลังขะมักเขม้นทำของอร่อยให้เธออยู่ในครัว ต่างก็รีบวิ่งออกมา ที่จริงแล้ว กู้หวยอันไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่เป็นลูกรักของสวรรค์ของแท้ที่คนมากมายเทียบไม่ติดฝุ่น
ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่การได้เป็นมิตรสหายกับเขาก็ถือเป็นโชคดีของเสี่ยวหน่วนอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว
แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนหัวไว เธอเดาได้ตั้งนานแล้วว่าคุณย่ากับคุณแม่ต้องการจะพูดอะไรกับเธอ แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่คงไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไหร่
เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียอารมณ์ ซ่งอวี้หน่วนจึงฉีกยิ้มกว้างแล้วกล่าวขึ้นก่อน “คุณย่าขา~ คุณแม่ขา~ ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ แล้วก็เลิกมองกู้หวยอันเป็นคนธรรมดาได้แล้ว เขาเป็นคนที่เก่งมากๆ เก่งจนพวกเรานึกภาพตามไม่ออกเลยล่ะค่ะ”
“คุณย่าคะ เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณย่ายังบอกหนูอยู่เลยว่า ปักษีเคียงคู่หงส์เหินทะยานสู่ไกลโพ้น บัณฑิตคบหาปราชญ์ย่อมสูงส่งในคุณธรรม หน่ะ หนูจำแม่นเลยนะคะ”
ย่าซ่งถึงกับเบ้ปาก
ยัยเด็กแสบนี่ ช่างกล้าเอาคำพูดของย่ามายอกย้อนย่าได้
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็ผลักน้องชายออกไปเป็นตัวประกันทันที
เจ้าหนูหมิงเซิ่งอุ้มโมเดลเครื่องบินเอาไว้ ตอนนั้นเองที่ทุกคนในลานบ้านเพิ่งจะสังเกตเห็น และพากันกรูเข้ามามุงดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาเคยเห็นโมเดลเครื่องบิน แต่ละคนต่างมองอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะเผลอไปทำมันพัง
ซ่งหมิงเซิ่งเริ่มเล่าเรื่องอย่างออกรส “พี่ชายพาเราสองคนไปดูที่ฐานทัพทดสอบการบินด้วยล่ะครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ผมได้เห็นเครื่องบินของจริงลำใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม”
“มันใหญ่มาก ใหญ่จริงๆนะครับ! เป็นลำที่บินขึ้นไปบนฟ้าได้จริงๆ ด้วยนะ”
“แล้วจะบอกอะไรให้นะครับ พี่ชายขับเครื่องบินเป็นด้วย เขาเก่งสุดๆ ไปเลย”
“โตขึ้นผมจะเป็นคนสร้างเครื่องบินให้ได้แบบพี่ชายเหมือนกัน”
จากนั้นเขาก็กางแขนออกกว้าง ทำท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู “ผมจะพาทุกคนในบ้านเราไปบินเล่นบนท้องฟ้าด้วย”
หัวข้อสนทนาถูกเปลี่ยนไปอย่างแนบเนียน
ทันใดนั้นเอง เสียงประกาศจากลำโพงก็ดังขึ้น เป็นเสียงของฉู่จื่อโจวที่ฟังดูหงุดหงิดไม่น้อย “สหายซ่งอวี้หน่วนแห่งหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ กรุณามารับโทรศัพท์ที่ที่ทำการกองพลน้อยด้วย”
ซ่งอวี้หน่วนรีบพูด “เดี๋ยวหนูไปรับโทรศัพท์ก่อนนะคะ”
แล้วเธอก็วิ่งปรู๊ดกลับไปยังที่ทำการกองพลน้อยอีกครั้ง
อาสะใภ้รองเหลียนเซียงเดินออกมาปรามทุกคน “พวกคุณอย่าไปเครียดกันนักเลย กู้หวยอันไม่ใช่คนธรรมดา ฉันดูแล้วเด็กสองคนนั่นก็ยังไม่ได้คิดอะไรเกินเลย ผู้ใหญ่อย่างเราไปซักไซ้มากไปจะกลายเป็นว่าเรานั่นแหละที่คิดไม่ซื่อ”
ทุกคนจึงเงียบเสียงลง
อะไรจะเกิดก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไป
เป็นไปตามคาดไม่มีผิด คนที่โทรมาคือเซี่ยโป๋เหวิน
เมื่อเซี่ยโป๋เหวินแน่ใจว่าปลายสายคือซ่งอวี้หน่วน เขาก็แนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับทันที “แล้วฉันควรจะเรียกคุณว่าอะไรดีล่ะคะ”
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตอบ เธอก็ชิงพูดต่อ “เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ที่กระอักกระอ่วนของเรา และความบาดหมางในอดีตที่คงไม่ต้องพูดถึง ฉันว่าการเรียกคุณว่าคุณท่านน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับพูดไม่ออก
เด็กคนนี้ฉลาดเป็นกรดจริงๆ
เขาถามซ่งอวี้หน่วน “รู้หรือเปล่าว่าฉันโทรมาทำไม”
ซ่งอวี้หน่วนย้อนถามอย่างกวนๆ “ถ้าคุณไม่พูด แล้วฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไงล่ะคะ”
คิ้วของเซี่ยโป๋เหวินขมวดเข้าหากันทันที
เรื่องหนึ่งที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีพูดไม่ผิดเลยก็คือ ซ่งอวี้หน่วนเป็นเด็กที่รับมือยากจริงๆ
แค่เริ่มต้นบทสนทนาไม่กี่ประโยค ก็รู้สึกได้เลยว่าเธอคนนี้ไร้ซึ่งช่องโหว่โดยสิ้นเชิง
เขาจึงตัดสินใจเข้าประเด็นทันที “เซี่ยซินตงกำลังพัฒนายาตัวใหม่ชื่อ a-009 ได้ยินมาว่าถ้าวิจัยสำเร็จ ยาตัวนี้แค่ฉีดเข็มเดียวจะสามารถยืดอายุขัยคนเราได้ถึง 10 ปี”
ขณะที่พูดประโยคนี้ หัวใจของเซี่ยโป๋เหวินก็เจ็บปวดราวกับถูกกรีด ในสายตาเขา ซ่างกวนอวิ๋นฉีเป็นคนฉลาดและเพียบพร้อมมาเสมอ
แต่ตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักว่าเธอทั้งโง่เขลาและอำมหิต
หากไม่นับเรื่องสายเลือดเดียวกัน ลองคิดอย่างเลือดเย็นดูสิว่า ทำไมคนที่มีความสามารถระดับนี้ถึงไม่เก็บไว้กับตัว
กลับโง่เง่าส่งไปให้พี่ชายตัวเองใช้ประโยชน์เสียนี่
“แล้วยังไงต่อคะ” เมื่อเห็นว่าปลายสายเงียบไป ซ่งอวี้หน่วนก็ถามขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
“ซ่างกวนเหิงไม่ยอมปล่อยตัวเขามา จนป่านนี้ก็ยังไม่ยอมรับโทรศัพท์ ฉันรู้ว่าเธอกำหนดเส้นตายให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีไว้ ถ้าภายใน 5 วันยังไม่สามารถส่งตัวเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย เธอก็จะลงมือขั้นต่อไปใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนยังคงควบคุมน้ำเสียงให้นุ่มนวล ไม่เร่งร้อน แถมยังเจือความประหลาดใจเล็กน้อย “คุณท่านคะ คุณกำลังถามฉันอยู่เหรอคะ แล้วไม่ทราบว่าคุณถามฉันในฐานะอะไรเหรอคะ”
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับชะงัก “มัน...แตกต่างกันด้วยเหรอ”
“แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบ “ถ้าคุณถามฉันในฐานะพ่อผู้ให้กำเนิดของเซี่ยซินตง งั้นเราก็คือพวกเดียวกัน
เราสองคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกัน นำเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ ซึ่งเป็นอัจฉริยะที่ร้อยปีจะมีสักคน กลับคืนสู่มาตุภูมิอย่างปลอดภัย พาเขากลับบ้านของเรา!”
น้ำเสียงของซ่งอวี้หน่วนในตอนนั้นเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและแรงกล้า เธอควบคุมอารมณ์ได้อย่างไร้ที่ติ
แต่แล้วน้ำเสียงของเธอก็พลันเปลี่ยนไป แต่ละประโยคที่เอ่ยออกมาล้วนเย็นเยียบจนบาดลึกถึงกระดูก “แต่ถ้าคุณท่านถามฉันในฐานะสามีของซ่างกวนอวิ๋นฉี ถ้าอย่างนั้นก็มีเวลาแค่ 5 วันเท่านั้น จำไว้ให้ดีว่าจะต้องส่งน้าชายของฉันกลับมาอย่างปลอดภัยภายในเวลาที่กำหนด!”
แม้เสียงของเด็กสาวจะหวานใส แต่กลับแฝงไปด้วยความอำมหิตไร้หัวใจ “และสุดท้าย คุณท่านเซี่ย อย่าได้คิดมาท้าทายความอดทนของฉันเด็ดขาด ฉันมันเด็ก อายุยังน้อย เวลาทำอะไรไม่เคยสนหน้าอินทร์หน้าพรหม สำหรับตัวต้นเหตุที่ขังน้าชายของฉันมานานถึง 30 ปี ฉันจะทำให้หล่อนต้องสิ้นไร้ทายาทและตายตาไม่หลับ!”
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ อึดอัดจนแทบจะสิ้นใจ
[จบบท]