บทที่ 18: เดี๋ยวผมกัดให้เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
ซ่งหมิงเซิ่งน้อยเชื่อมั่นมาตลอดว่าเขาเป็นที่รักของทุกคน ขนาดดอกไม้ยังต้องผลิบานเมื่อได้ยลโฉม ด้วยความมั่นใจในความน่ารักของตัวเองอย่างเปี่ยมล้น แต่พอโดนผู้เฒ่าจี้ดุแบบไม่ไว้หน้า น้ำตาก็เริ่มเอ่อคลอเบ้าทันทีด้วยความน้อยใจ เด็กน้อยจ้องผู้เฒ่าจี้เขม็งพร้อมเบะปาก
“คุณปู่ใจร้าย ผมไม่คุยด้วยแล้ว”
ซ่งหมิงโปรีบช้อนร่างน้องชายที่กำลังสะอื้นขึ้นมาอุ้มพลางขยิบตาให้น้องสาวเป็นสัญญาณ ก่อนที่สามพี่น้องจะรีบเผ่นแน่บออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนผู้เฒ่าจี้ที่ล้วงเงิน 10 หยวนออกมาจากกระเป๋าเพื่อจะให้หมิงเซิ่งไปซื้อขนมยังส่งให้ไม่ทันด้วยซ้ำ
สีหน้าของผู้เฒ่าจี้ในยามนี้ช่างคาดเดายากยิ่งนัก
เขาไม่รอช้าอีกต่อไป ตรงทางออกมีคนขี่รถสามล้อถีบที่ดัดแปลงมาจากจักรยานจอดรอรับลูกค้าอยู่แล้ว ผู้เฒ่าจี้เอ่ยบอกจุดหมายปลายทาง ชายคนนั้นก็ยิ้มกว้างทันที
“บังเอิญจังเลยครับ ผมก็อยู่กองพลน้อยหลีซู่นี่เอง ถ้าออกเดินทางตอนนี้ อีก 3 ชั่วโมงก็ถึงพอดี”
นับว่าโชคดีที่คอมมูนเฟิ่นโต้วอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอมากนัก หากเป็นพื้นที่ห่างไกลกว่านี้คงต้องอาศัยรถโดยสารสถานเดียว
ผู้เฒ่าจี้ไม่ได้เอ่ยตอบอะไร และไม่กล้าพอที่จะเอ่ยถามถึงจี้ชุนซิ่วแห่งกองพลน้อยหลีซู่ อันที่จริงเมื่อสักครู่เขาก็อยากจะไปดูหน้าหลานชายคนโตที่เด็กสาวคนนั้นกล่าวถึงพร้อมกับพวกเด็กๆ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพออยู่ดี
หากจี้ชุนซิ่วแห่งกองพลน้อยหลีซู่ไม่ใช่ลูกสาวของเขาล่ะ?
ชายคนขี่รถสามล้อถีบมีเรี่ยวแรงมหาศาล เขาปั่นรถอย่างรวดเร็วจนลับสายตาไปในเวลาไม่นาน
ซ่งอวี้หน่วนละสายตากลับมา เธอมั่นใจแล้วว่าผู้เฒ่าจี้เชื่อคำพูดของเธอและกำลังมุ่งหน้าไปยังคอมมูนเฟิ่นโต้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อดสงสัยไม่ได้จึงหันไปถามพี่ชาย “พี่คะ เรื่องของผู้เฒ่าจี้กับลูกศิษย์ผู้หญิงคนนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่คะ?”
ยังไม่ทันที่ซ่งหมิงโปจะได้อ้าปากตอบ ซ่งหมิงเซิ่งก็เบะปากพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “ดูท่าทางโกรธกลบเกลื่อนของเขาสิครับ ต้องเป็นเรื่องจริงแน่ๆ หึ เขาต้องแอบชอบลูกศิษย์คนนั้นแน่ๆ แล้วลูกสาวเขาก็ไม่เห็นด้วยเลยโกรธจนหนีออกจากบ้าน ผู้ชายบนโลกใบนี้น่ะนะ ดีๆ มีไม่กี่คนหรอก!”
ซ่งอวี้หน่วน...
เธอตบก้นกลมๆ ของน้องชายไปหนึ่งที “ไปหัดพูดจาแก่แดดแบบนี้มาจากไหนกัน?”
เด็กชายซ่งหมิงเซิ่งวัย 5 ขวบตอบอย่างซื่อๆ “ย่าซุนข้างบ้านพูดน่ะสิครับ”
“ต่อไปนี้อย่าไปฟังพวกคุณย่าเขาคุยเรื่องไร้สาระบ่อยนักนะ”
ซ่งหมิงเซิ่งทำเหมือนไม่ได้ยินคำเตือนของพี่สาว เพราะสายตาของเขาจับจ้องไปยังเด็กสองคนที่อายุราว 6-7 ขวบกำลังเดินผ่านมา ในมือของทั้งสองคนมีขนมปังกรอบที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย และยังจงใจมายืนกินยั่วอยู่ตรงหน้าเขาอีกด้วย ซ่งหมิงเซิ่งถึงกับเผลอเอานิ้วเข้าปาก น้ำลายสอด้วยความอยากกิน
ครั้งนี้ซ่งหมิงโปจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ซ่งหมิงเซิ่งที่ซบอยู่บนไหล่พี่ชายก็ถือโอกาสเช็ดนิ้วที่เปื้อนน้ำลายไปกับเสื้อของพี่ชายทันที ก่อนจะหันมาฟ้องซ่งอวี้หน่วนอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“พี่สาวครับ ตอนตรุษจีนปีที่แล้ว พ่อซื้อขนมปังกรอบมาครึ่งจิน พอแบ่งกันจนหมด ผมได้แค่ชิ้นเดียวเอง ย่าลำเอียง ให้หู่จื่อลูกอาเล็กตั้ง 2 ชิ้นแน่ะ”
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ภายในครอบครัวแล้วก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่าย่าซ่งค่อนข้างลำเอียงอยู่ไม่น้อย ทั้งข้าวปลาอาหารที่บ้านยังต้องแบ่งไปให้ครอบครัวอาเล็กอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งอาสะใภ้รองก็แวะเวียนมาขอส่วนแบ่ง แถมเงินเดือนของอาเล็กก็ไม่เคยส่งให้ย่าเลยสักครั้ง การที่ซ่งอวี้หน่วนได้เงินจากอาเล็ก 2 เหมาจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากเย็นแสนเข็ญ
ในฐานะลูกชายคนโตและสะใภ้ใหญ่ พ่อกับแม่ของเธอจึงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลน้องชายทั้งสองคน นี่คงเป็นผลมาจากการถูกย่าล้างสมองมาเป็นแน่
จากนั้นซ่งหมิงเซิ่งก็เริ่มร่ายยาวถึงความน้อยใจต่างๆ นานา ซ่งอวี้หน่วนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ น้องชายคนนี้ความจำดีเกินไปแล้ว เขาสามารถจดจำได้หมดว่ามีขนมปังกรอบทั้งหมดกี่ชิ้น ใครได้ส่วนแบ่งไปบ้าง รวมถึงคำพูดและการกระทำของทุกคนในตอนนั้น แถมยังจำได้แม่นว่าย่าแอบให้ขนมเพิ่มกับหู่จื่อลูกของอาเล็กอีกหนึ่งชิ้น
“...ผมได้แค่ชิ้นเดียว ส่วน...พี่สาวคนนั้นโวยวายเสียงดัง ย่าเลยต้องให้เพิ่มอีกชิ้น หู่จื่อบอกผมว่าเขาเสกคาถาได้ จะกัดขนมให้เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวให้ผมดู แต่สุดท้ายเขากลับกัดไปเกือบครึ่งชิ้น ฮือๆๆ...”
พี่สาวที่เขาพูดถึงคงจะเป็นฉินซือฉีสินะ?
เด็กน้อยนึกถึงเรื่องราวอันน่าเศร้าในอดีตก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างหนัก ทั้งๆ ที่เขาอายุน้อยที่สุด แต่สุดท้ายกลับได้กินแค่เศษขนมที่ร่วงกราวเต็มฝ่ามือ
ซ่งหมิงโปดูเหมือนจะไม่ใส่ใจนัก เขาตบก้นน้องชายเบาๆ “ปู่รักแกจะตายไป ของอร่อยๆ ที่ได้มาก็ลงท้องแกหมดไม่ใช่เหรอ?”
ซ่งอวี้หน่วนคลำกระเป๋าของตัวเองพลางมองเจ้าก้อนอ้วนที่น้ำตานองหน้า ช่างน่าสงสารที่ในกระเป๋าของเธอมีเงินติดตัวอยู่เพียง 5 เฟินเท่านั้น แต่ก็ยังพอที่จะซื้อตังเมจากรถเข็นข้างทางให้น้องชายได้สักอันหนึ่ง
เธอยังคงหันไปถามซ่งหมิงโป “พี่มีเงินไหมคะ?”
ซ่งหมิงโปตอบกลับมาอย่างอึดอัดและรู้สึกผิด “ตอนแรกก็มี 1 หยวน แต่เมื่อเช้าฉันเอาไปซื้อคูปองอาหารหมดแล้ว”
โชคดีที่ตังเมเคลือบงาราคาอันละ 5 เฟินพอดีเป๊ะ เมื่อซ่งหมิงเซิ่งได้กินตังเมสมใจ เขาก็หยุดร้องไห้เป็นปลิดทิ้ง
ซ่งอวี้หน่วนมองพี่ชาย “พี่รู้ไหมคะว่าหมิงเซิ่งความจำดีขนาดนี้”
“รู้สิ แต่เขาฉลาดแต่เรื่องกินน่ะสิ จะสอนนับเลขทีไรต้องเอาของกินมาล่อทุกที”
ซ่งอวี้หน่วน... สรุปว่าครอบครัวของเธอเป็นแค่ตัวประกอบจืดจางที่ไม่มีจุดเด่นอะไรเลยสินะ
ทันใดนั้นเธอก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “พี่ชายคะ พี่มีหนังสือเกี่ยวกับโน้ตเพลงสากลบ้างไหม?”
ซ่งหมิงโปไม่ได้ซักไซ้ว่าน้องสาวจะเอาหนังสือไปทำอะไร เขาพาน้องๆ เดินกลับไปที่โรงเรียน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเป็นตำราเกี่ยวกับโน้ตเพลงสากลทั้งคู่
ซ่งอวี้หน่วนรับหนังสือมาใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างแล้วบอกกับซ่งหมิงโป “พี่กลับไปเรียนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะพาหมิงเซิ่งไปค้างบ้านอาเล็กสักคืน อาจจะกลับหมู่บ้านพรุ่งนี้บ่ายๆ ค่ะ”
สองพี่น้องพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกหน้าและกระอักกระอ่วนใจในช่วงแรกก็จางหายไปจนหมดสิ้น สายเลือดช่างเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์จริงๆ
ในตอนนั้นเอง ก็มีเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากรั้วโรงเรียน ในมือของเธอมีหนังสืออยู่หลายเล่ม เธอตะโกนเรียกแต่ไกล “ซ่งหมิงโป ฉันยังมีหนังสือเกี่ยวกับโน้ตเพลงสากลอีกหลายเล่มนะ”
ซ่งหมิงโปหันไปมองซ่งอวี้หน่วนอย่างลนลาน ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอดึงแขนพี่ชายไว้แล้วกระซิบถาม “พี่คะ นั่นใครเหรอคะ?”
“เพื่อน...เพื่อนร่วมโต๊ะฉันเอง เธอชื่อเฮ่อหย่าเซวียน...”
【เฮ่อหย่าเซวียนเหรอ...】
ซ่งหมิงโปหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ
【ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย】
ซ่งหมิงโปเองก็บอกไม่ถูกว่าในใจรู้สึกผิดหวังหรือโล่งอกกันแน่
ในที่สุดเฮ่อหย่าเซวียนก็วิ่งมาถึง เธอเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักสดใส ดวงตากลมโตเป็นประกาย ฟันขาวเรียงสวย แถมยังมีใบหน้ากลมๆ ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู
เธอยัดหนังสือทั้งหมดใส่มือซ่งหมิงโป “ไม่ใช่ของฉันทั้งหมดหรอกนะ มีของเพื่อนคนอื่นด้วย” จากนั้นเธอก็หันมายิ้มให้ซ่งอวี้หน่วนเล็กน้อยก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในโรงเรียน
ซ่งอวี้หน่วนเก็บหนังสือทั้งหมดลงกระเป๋า แล้วเร่งให้พี่ชายรีบกลับเข้าห้องเรียนโดยไม่ต้องไปส่งพวกเธอ พร้อมทั้งกำชับอย่างจริงจัง “พี่ชายคะ อย่ากลับไปทำตัวแบบเดิมอีกนะ อนาคตของบ้านเราขึ้นอยู่กับพี่แล้วนะ พี่ต้องตั้งใจเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้นะคะ”
ซ่งหมิงโปกำหมัดแน่น “พี่จะตั้งใจเรียนแน่นอน!”
เด็กหนุ่มวัย 17 ปี รูปร่างสูงใหญ่และหล่อเหลา ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับเมื่อได้ฟังคำพูดนั้น
หลังจากที่เขาเดินลับเข้าประตูโรงเรียนไปแล้ว ซ่งหมิงเซิ่งที่กำลังอมตังเมอยู่ก็ชี้ไปที่พี่ชาย “พี่สาวดูสิครับ พี่ชายก้าวเท้าขวาเข้าประตูโรงเรียนก่อนด้วย”
ซ่งอวี้หน่วน...
เธอจูงมือน้องชายไปที่โรงงานปุ๋ยก่อน เพื่อบอกกล่าวกับปู่ซ่งที่กำลังต่อแถวรอรับปุ๋ยอยู่ จากนั้นจึงมุ่งหน้าต่อไปยังโรงงานไม้
สองพี่น้องรู้สึกเหนื่อยล้าจึงหาที่อับลมนั่งพัก
ซ่งหมิงเซิ่งเอ่ยขึ้นอย่างกังวล “อาสะใภ้เล็กไม่ชอบให้ใครไปที่บ้านนี่ครับ เธอจะไล่เราออกมาไหม?”
“ไม่หรอกมั้ง?” ซ่งอวี้หน่วนตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“พี่สาวครับ ผมหิวแล้ว ไม่อย่างนั้นเรากลับบ้านพร้อมปู่ดีไหม? ถ้าเกิดอาสะใภ้เล็กไม่ทำกับข้าวให้เรากินจะทำยังไงล่ะครับ?”
“ถ้าเขาไม่ทำให้เรากิน แล้วเขาจะไม่ทำให้อาเล็กกับหู่จื่อกินหรือยังไง?”
หากไม่ใช่เพราะมีธุระสำคัญในวันพรุ่งนี้ ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่อยากจะมาเหยียบบ้านอาเล็กเหมือนกัน เพราะอาสะใภ้เล็กของเธอเป็นพวกฝูตี้หมัว*นั่นเอง
[จบบท]
*ฝูตี้หมัว เป็นคำสแลงของจีน หมายถึงผู้หญิงที่ทุ่มเทช่วยเหลือและตามใจน้องชายของตัวเองอย่างสุดโต่ง มักจะนำทรัพย์สินหรือทรัพยากรจากฝั่งสามีไปให้ครอบครัวของตัวเอง