บทที่ 180: เบื้องหลังคือผู้เชี่ยวชาญ
หลังสิ้นสุดการประชุม ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังที่พักของกลุ่มปัญญาชนและหน้าบ้านตระกูลซ่งเพื่อสำรวจลาดเลา เพียงชั่วครู่เดียวทุกคนก็พอจะมองเห็นภาพและมีแผนการในใจ
เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะยากเย็นอะไรเลย ง่ายจะตายไป
ช่วงเวลานี้เพิ่งจะผ่านมื้อเย็นไปหมาดๆ ท้องฟ้ายังไม่ทันจะมืดสนิทดี ผู้คนจำนวนมากก็พากันเดินเข้าป่าที่อยู่ใกล้ๆ ในขณะที่บางส่วนก็มุ่งหน้าไปยังท้องทุ่งและผืนนา
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำหรับชนบทในช่วงเวลานี้ สิ่งที่อุดมสมบูรณ์และหาได้ง่ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้นดอกไม้ป่าและต้นหญ้านานาพันธุ์
ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรและคร่ำหวอดอยู่กับการทำไร่ไถนามานานหลายสิบปี ต่างบรรจงขุดดอกไม้ป่าเหล่านั้นกลับมาอย่างระมัดระวัง การจัดการกับเรื่องง่ายๆ แค่นี้ถือเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับพวกเขาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
บางบ้านเลือกที่จะปลูกดอกไม้และพืชผักสวนครัว ในขณะที่บางบ้านก็เลือกที่จะกวาดถนนหน้าบ้านของตัวเอง ทุกครัวเรือนต่างมีมาตรฐานเป็นของตัวเองโดยยึดอาณาเขตจากแนวรั้วเป็นเส้นแบ่ง
ถนนภายในหมู่บ้านซึ่งเดิมทีปูด้วยทรายสีเหลืองนั้นมีความเรียบอยู่พอสมควร แม้เมื่อก่อนจะมีหลุมบ่ออยู่บ้างแต่ก็ไม่มีใครสนใจ ทว่าครั้งนี้ทุกคนกลับพร้อมใจกันนำจอบมาขุดดินเพื่อถมหลุมบ่อเหล่านั้นให้เต็ม แล้วปูทับด้วยกรวดอีกชั้นก่อนจะย่ำให้แน่น บอกได้เลยว่าพอถนนหนทางเรียบขึ้นมา มันก็ดูสบายตาขึ้นเป็นกอง
ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงที่สาดส่อง หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอกลับมามีชีวิตชีวาและคึกคักอีกครั้ง เพียงเพราะข้อเสนอแนะของซ่งอวี้หน่วน
***
เซี่ยโป๋เหวินใช้เวลาไม่นานในการค้นหาเบอร์โทรศัพท์สายด่วนสำหรับแจ้งเบาะแสของกรมสรรพากรฮ่องกง
จากนั้นเขาก็หาเบอร์โทรศัพท์ของห้องทำงานประธานใหญ่ของห้างสรรพสินค้าเซินฟาซิงเจอในที่สุด
และมันคงเป็นความบังเอิญที่คนรับสายคือซ่างกวนเหิง
แน่นอนว่าเซี่ยโป๋เหวินไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย เขาไม่เปิดช่องให้ซ่างกวนเหิงได้วางสาย พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม “ซ่างกวนเหิง ผมได้เบอร์สายด่วนของกรมสรรพากรฮ่องกงมาแล้ว ถ้าคุณไม่ยอมส่งตัวลูกชายผมกลับมาที่อำเภอหนานซานอย่างปลอดภัย ผมจะใช้ชื่อคุณเป็นคนแจ้งเบาะแสเรื่องที่ห้องทดลองใต้ดินของพวกคุณกำลังเลี่ยงภาษี”
คำพูดไม่จำเป็นต้องยืดยาว ขอแค่ข่มขู่ได้ผลก็เพียงพอ
สีหน้าของซ่างกวนเหิงแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก แผ่นหลังของเขามีเหงื่อเย็นๆ ไหลซึม
“เซี่ยโป๋เหวิน มันจะมากไปแล้ว! ไม่ว่าจะยังไงผมก็เป็นคนเลี้ยงลูกชายคุณจนเติบใหญ่ ถึงจะไม่มีคุณงามความดีอะไร แต่ก็ถือว่ามีบุญคุณที่ลงแรงไปบ้างไม่ใช่หรือ”
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับพูดไม่ออกกับความไร้ยางอายของซ่างกวนเหิง “ซ่างกวนเหิง นี่คุณจะบอกว่าการที่คุณไม่ได้ฆ่าลูกชายผมทิ้ง ผมยังต้องซาบซึ้งและขอบคุณคุณอีกงั้นเหรอ”
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
ซ่างกวนเหิงกัดฟันพูดออกมาด้วยความเจ็บใจ
“ซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่ใช่คน และคุณเองก็ไม่ต่างกัน ลองใช้สมองคิดดูให้ดีๆ สิว่าผม เซี่ยโป๋เหวิน ปฏิบัติต่อตระกูลซ่างกวนของคุณยังไง”
“คุณคิดว่าที่ผมไม่เคยสนใจไยดีลูกๆ อีก 3 คน เป็นเพราะผมไม่รักพวกเขาหรือไง”
“ไม่ใช่เลยสักนิด…ที่ผมทำแบบนั้นก็เพราะผมไม่อยากทำให้น้องสาวของคุณต้องเสียใจ ผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเธอและลูก”
“ก็เพราะว่าน้องสาวของคุณเป็นคนขี้อิจฉาอย่างรุนแรง แถมยังเอาแต่ใจและไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่อยากจะขัดใจเธอ”
“แต่นั่นมันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกคุณจะมีสิทธิ์ทำกับลูกๆ ของผมเหมือนไม่ใช่คนแบบนี้”
“เซี่ยซินตงไม่ใช่หมาไม่ใช่แมว พวกคุณเอาสิทธิ์อะไรมาขังเขาไว้ใต้ดินนานถึง 30 ปี
ซ่างกวนเหิง สรุปแล้วใครกันแน่ที่ใจดำ ผมหรือคุณ”
“แล้วอีกเรื่อง ยาที่ได้ผลชะงัดนั่นเป็นผลงานการวิจัยของลูกชายผมแท้ๆ แต่คุณกลับบีบให้ผมต้องลดตัวลงไปอ้อนวอนขอร้องคุณอย่างน่าสมเพช”
“เรื่องทั้งหมดนี้ ผม เซี่ยโป๋เหวิน จำขึ้นใจไม่มีวันลืม”
“ผมขี้เกียจจะเสียเวลากับคุณ ในเมื่อผมหาเบอร์โทรศัพท์นี้ของคุณเจอได้ การจะหาเบอร์อื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
“ผมรู้เรื่องบริษัทบังหน้าที่พวกคุณเปิดไว้ในต่างประเทศทั้งหมด ถ้าถึงเวลาจำเป็นเมื่อไหร่ ผมจะเป็นคนให้เบาะแสกับกรมสรรพากรเอง ที่สำคัญ เราอยู่ในเขตเวลาเดียวกัน บนผืนแผ่นดินเดียวกัน”
เซี่ยโป๋เหวินเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “เอางี้ก็แล้วกัน ผมก็พอจะเข้าใจว่าคุณคงไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรมากนัก ไม่อย่างนั้นทำไมห้างสรรพสินค้านี่ถึงต้องจดทะเบียนในชื่อคุณด้วยล่ะ”
“ชัดเจนอยู่แล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา คนที่จะต้องรับผิดชอบก็คือคุณ”
“พอมาคิดดูดีๆ ตระกูลซ่างกวนของพวกคุณก็มักจะคิดว่าตัวเองฉลาดอยู่เสมอ แต่สุดท้ายก็เหมือนกับยกหินขึ้นมาทุ่มใส่เท้าตัวเองให้เจ็บตัวเปล่าๆ”
“เพราะฉะนั้นผมจะต่อเวลาให้คุณ เส้นตายสุดท้ายของผมคือ 8 โมงเช้าของวันพรุ่งนี้ถ้าคุณโทรกลับมาบอกผมว่าพาลูกชายผมออกมาได้อย่างปลอดภัย และให้เขาได้คุยกับผม บัญชีแค้นครั้งนี้ของเราจะถือว่าพักไว้ก่อน”
“8 โมงตรง ถ้าผมยังไม่ได้รับโทรศัพท์จากคุณ พอถึง 8 โมง 1 นาที ผมจะใช้ชื่อของคุณโทรไปที่กรมสรรพากรทันที”
“ซ่างกวนเหิง ผมจะบอกอะไรให้นะ ในมือผมยังมีข้อมูลกับหลักฐานอีกเพียบเลย”
“อ้อ จริงสิ ลูกสาวของคุณก็อยู่ที่บ้านผมเหมือนกัน”
“แน่นอนว่าผมคงไม่ทำอะไรกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหรอกนะ ยังไงเธอก็เป็นลูกสาวแท้ๆ ของคุณ”
“แต่ถ้าจะให้ผมทำลายชื่อเสียงของเธอให้ป่นปี้ เรื่องแค่นี้ผมทำได้สบายมาก”
คำขู่นั้นทำเอาซ่างกวนเหิงที่อยู่อีกฝั่งของสายรู้สึกราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด ใช่เลย ลูกสาวของเขายังอยู่ที่นั่น
ถึงแม้เขาจะมีลูกเต้ามากมาย แต่เด็กคนนี้เป็นลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นฝาแฝดชายหญิงที่เขาเคยภาคภูมิใจนักหนา เพราะการมีลูกแฝดเช่นนี้ถือเป็นลางดีและเป็นสิริมงคล
“เซี่ยโป๋เหวิน ไอ้สารเลว ถ้าแกกล้าแตะต้องลูกสาวฉันแม้แต่ปลายเล็บ ฉันฆ่าแกแน่”
เซี่ยโป๋เหวินหัวเราะออกมาเบาๆ “เห็นหรือยังล่ะ มีดเล่มเดียวกัน พอโดนแทงเข้ากับตัวเองถึงได้รู้ว่ามันเจ็บเป็นยังไง”
“มันก็เหมือนกันนั่นแหละซ่างกวนเหิง ผมไม่สนใจหรอกว่าอีก 2 ตระกูลนั่นจะเป็นยังไง ผมต้องการคนของผมคืนจากคุณเท่านั้น”
“ถ้าลูกชายผมเป็นอะไรไปแม้แต่น้อย ผมก็จะฆ่าคุณเหมือนกัน เอาล่ะ เริ่มลงมือได้แล้ว”
ไม่รอให้ซ่างกวนเหิงได้โต้ตอบอะไร เซี่ยโป๋เหวินก็กดวางสายไปทันที
ทางด้านซ่างกวนเหิงเองก็หน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ เขากำหมัดทั้งสองข้างแน่นก่อนจะระบายอารมณ์ด้วยการทุบลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรง
เมื่อครู่ในหัวของเขายังคงสับสนวุ่นวาย แต่เมื่อสติกลับคืนมาแล้ว เขาถึงได้ตระหนักอย่างถ่องแท้ว่าเซี่ยโป๋เหวินกำลังโกรธจัดจริงๆ
แต่เขาไปเอาเบอร์โทรศัพท์ของกรมสรรพากรมาจากไหนกัน หรือจะหาเจอในหนังสือพิมพ์ แต่คนปกติที่ไหนจะไปรื้อหนังสือพิมพ์เก่าๆ เมื่อครึ่งปีก่อนมาอ่านเล่นกันล่ะ
เซี่ยโป๋เหวิน ต้องมีใครบางคนคอยให้คำแนะนำอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ในเมื่อแม้แต่น้องสาวของเขาอย่างซ่างกวนอวิ๋นฉี หรือกระทั่งลูกสาวของเขาเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลย
ไม่ได้การแล้ว เขาต้องคอยรับโทรศัพท์ให้ดี
นิ้วของซ่างกวนเหิงสั่นเทาขณะกดโทรศัพท์หาเลขาฯ ของตนเอง พร้อมกำชับว่าหากมีสายจากปักกิ่ง โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกสาวของเขาโทรมา จะต้องรีบต่อสายให้เขาทันที ไม่แน่ว่าป่านนี้ลูกสาวของเขาอาจจะโดนทำอะไรไปแล้วก็ได้
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเรียกตัวแทนผู้มีอำนาจของอีก 2 ตระกูลที่เหลือมาประชุมด่วน
เขาเล่าคำพูดของเซี่ยโป๋เหวินให้ทั้งสองฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บอกว่าเซี่ยโป๋เหวินสั่งให้เขาปล่อยตัวเซี่ยซินตงกลับไปทันที ไม่เช่นนั้นจะใช้ชื่อของเขาเป็นคนแจ้งเรื่องที่ห้องทดลองใต้ดินกำลังเลี่ยงภาษี
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ยอมหาคนมาแต่งงานแทนและไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์นี้ต้องจบลงด้วยการใช้กำลัง ก็เพราะมีตระกูลจงเข้ามาพัวพันด้วย และอีกตระกูลหนึ่งก็คือตระกูลหวัง
ประธานกรรมการหวังจ้องมองซ่างกวนเหิงด้วยแววตาลุ่มลึก “นี่คุณกำลังจะบอกว่า ที่เราลงทุนลงแรงกันมาทั้งหมดมันกำลังจะสูญเปล่าแล้วอย่างนั้นเหรอ” จากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “ทำไมคุณไม่ลองเจรจาต่อรองกับเขาล่ะ บอกไปสิว่าถ้าการวิจัยนี้สำเร็จลุล่วง เราจะแบ่งกำไรให้เขาครึ่งหนึ่งเลย”
ประธานกรรมการจงแย้งขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “เซี่ยโป๋เหวินไม่ใช่คนธรรมดา เขาไม่ใช่คนบ้านนอกคอกนาที่มองการณ์ไกลไม่เป็น ตอนนี้เขาเป็นถึงประธานบริษัทร่วมทุน มีสถานะทัดเทียมกับพวกเราแล้ว คุณคิดว่าการที่เขาได้ตัวคนของเขากลับไปอยู่ในมือ มันไม่ดีกว่าการที่คุณจะแบ่งผลกำไรให้เขาครึ่งหนึ่งหรือยังไง”
แล้วเขาก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “แต่ว่าเขารู้เบอร์โทรสำหรับแจ้งเบาะแสของกรมสรรพากรได้ยังไงกัน”
“ต้องมีคนเก่งคอยชี้แนะอยู่เบื้องหลังแน่ๆ” ประธานกรรมการหวังกล่าวเสริม
“หนังสือพิมพ์มีตั้งมากมายก่ายกอง แต่เขากลับเจาะจงหาฉบับนั้นเจอ แถมยังรู้เรื่องห้างสรรพสินค้าอีก”
แต่ในตอนนี้เอง ซ่างกวนเหิงกลับนำคำพูดข่มขู่ของเซี่ยโป๋เหวินมาขบคิดอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมาเขาอาจจะประมาทเกินไป ด้วยความคิดที่ว่าที่นี่คงไม่มีใครมาสนใจไยดี
แต่ถึงแม้รัฐบาลฮ่องกงจะไม่ใส่ใจว่าใครจะแก่งแย่งชิงดีกันจนตายไปข้างหนึ่ง แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ พวกเขาไม่ปล่อยไว้แน่
ในอนาคต ที่แห่งนี้อาจจะไม่ใช่ของพวกเขาอีกต่อไป ตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการกอบโกย ขูดรีดทุกอย่างจนแทบจะขูดแผ่นดินไปด้วย
สถานที่แห่งนี้ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุขึ้นมาอย่างแน่นอน
[จบบท]