บทที่ 181: เขาจะบีบฉันให้ตาย!
แววตาของซ่างกวนเหิงวูบไหวเล็กน้อย เขากุมหน้าอกตัวเองแล้วเปรยขึ้น “ผมแก่กว่าพวกคุณทั้งสองคนนะ คุณคิดว่าผมไม่อยากได้ของดีๆ แบบนั้นเหรอ”
ประธานกรรมการจงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เซี่ยซินตงนี่หยั่งรู้อนาคตได้หรือไงกัน เขาถึงได้เริ่มงานวิจัยขึ้นมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้พอดี มันจงใจชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ คุณซ่างกวนเหิง คุณยังมีความลับอะไรที่ยังไม่ได้บอกพวกเราอีกหรือเปล่า”
คำพูดนั้นทำให้ซ่างกวนเหิงขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะทุบโต๊ะดังปัง “ใช่สิ! พูดมาก็ดีแล้ว ผมนึกอะไรออกพอดี”
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่น้องสาวของตัวเองถูกเด็กสาวอายุแค่ 17 ปีที่ชื่อซ่งอวี้หน่วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานสาวของเซี่ยซินตงข่มขู่ให้ฟัง
ซ่างกวนเหิงสรุปว่า “ตอนแรกผมไม่ได้ใส่ใจเลยนะ ก็แค่เด็กผู้หญิงอายุ 17 ปี อาจจะรู้เรื่องอะไรมาโดยบังเอิญ แต่พอมาดูตอนนี้แล้ว ท่าทางเรื่องมันจะไม่ธรรมดาอย่างที่คิด”
ชายอีกสองคนมองหน้ากันไปมา บรรยากาศเริ่มหนักอึ้ง
เรื่องราวทั้งหมดมันช่างแปลกประหลาดพิสดารเกินไปแล้ว
แต่ความแปลกประหลาดนี่แหละที่ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นลังเลใจ ตกลงแล้ว...คนคนนี้ควรจะปล่อยตัวไปหรือไม่ปล่อยดี ทั้งสามคนต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมและจมดิ่งสู่ความเงียบงันพร้อมกัน
แต่เอาเข้าจริงแล้ว เรื่องจะแปลกหรือไม่แปลกก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่พวกเขาสนใจนัก สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องนั่งไม่ติดในตอนนี้คือเรื่องของกรมสรรพากรต่างหาก
เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่พวกเขาไม่กล้าเอาอนาคตไปเสี่ยงด้วย
คำขู่ของเซี่ยโป๋เหวินไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เขากล้าโทรศัพท์ไปที่นั่นแน่ แล้วถ้าโทรศัพท์สายนั้นดังขึ้นเมื่อไหร่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสร้างมาก็จะพังครืนลงในพริบตา
วินาทีนั้นเอง ทั้งสามคนเพิ่งจะตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าปัญหามันร้ายแรงแค่ไหน
***
เซี่ยโป๋เหวินเดินออกจากห้องหนังสือด้วยท่าทีอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะพบว่ามีคนหลายคนนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่น
หนึ่งในนั้นคือเซี่ยหมิง ลูกชายคนโตของเขา อีกคนคือซ่างกวนหว่านลูกสาวของซ่างกวนเหิง และที่ขาดไม่ได้คือเซี่ยจื้อ ลูกชายคนที่สามของตัวเขาเอง ผู้ไม่เอาการเอางานและทำตัวเหลวไหลไปวันๆ พวกเขากำลังคุยกันสัพเพเหระ
แต่ดูเหมือนว่าเซี่ยจื้อจะเอาอกเอาใจซ่างกวนหว่านเป็นพิเศษ เพราะเขามีแผนจะไปเสี่ยงโชคที่ฮ่องกง
นอกจากนั้นยังมีเซี่ยลี่อิ๋ง ลูกสาวคนสุดท้องวัย 22 ปี ที่เพิ่งเลิกกับแฟนหนุ่มนั่งอยู่อีกคน
ดวงตาของเธอบวมช้ำจากการร้องไห้ อยู่ในช่วงที่ต้องการการปลอบโยนอย่างที่สุด แต่ใครจะคิดว่าพอกลับมาบ้าน กลับต้องมาเจอความวุ่นวายที่ไม่ได้ต่างอะไรจากพายุลูกใหญ่เลย
ขนาดแม่บ้านอย่างเสี่ยวฉินยังทำตาหลุกหลิก พยายามหลบหน้าหลบตา
เซี่ยลี่อิ๋งเห็นแล้วก็ยิ่งอารมณ์เสียหนักกว่าเดิม
ทันใดนั้น ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟา ท่าทางเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เซี่ยโป๋เหวินกลับชิงพูดตัดบทขึ้นก่อน “ซ่างกวนอวิ๋นฉี คุณตามผมเข้ามาในห้องหนังสือหน่อย”
เซี่ยหมิงทำได้เพียงสบตากับน้องชายและน้องสาวอย่างเงียบๆ บรรยากาศในห้องนั่งเล่นพลันเงียบสงัดลงถนัดตา
เซี่ยจื้อพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “พี่หว่านครับ แม่ผมก็แค่อารมณ์ไม่ดีน่ะ พี่ไม่รู้เหรอว่าแม่รักแล้วก็ตามใจพี่จะตายไป ท่านอุตส่าห์ลงทุนไปถึงอำเภอหนานซานเพื่อช่วยดูตัวคนให้มาแทนพี่เลยนะ”
“เมื่อกี้ท่านอาจจะเจอเรื่องไม่สบอารมณ์นิดหน่อย เดี๋ยวพอเรื่องซาลง เรื่องของพี่ต้องสำเร็จแน่ๆ”
เซี่ยลี่อิ๋งแค่นเสียงอย่างรำคาญ กระทืบเท้าปึงปังอยู่หลายครั้ง ก่อนจะเดินกระฟัดกระเฟียดขึ้นชั้นบนไป
เซี่ยหมิงขมวดคิ้วมุ่น ทำไมสองสามวันนี้ที่บ้านมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้นะ
มันรู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงมาไม่มีชิ้นดี
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงโครมครามราวกับมีของแตกก็ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องหนังสือ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของซ่างกวนอวิ๋นฉี
ห้องหนังสือของพ่อเก็บเสียงได้ดีเยี่ยมมาโดยตลอด
การที่เสียงดังจนทะลุออกมาถึงห้องนั่งเล่นได้ขนาดนี้ แสดงว่าข้างในต้องเกิดเรื่องรุนแรงมากแน่ๆ เซี่ยหมิงไม่รีรอ รีบพุ่งตัวไปทุบประตูทันที
แต่กลับไม่มีใครยอมเปิดประตูให้เขาเลย
เซี่ยจื้อและซ่างกวนหว่านที่นั่งอยู่บนโซฟาถึงกับตกใจจนต้องลุกขึ้นยืน และเพียงไม่นาน ประตูห้องหนังสือก็เปิดผางออก
ซ่างกวนอวิ๋นฉีปรากฏตัวในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง พอเห็นเซี่ยหมิงยืนรออยู่หน้าประตู น้ำตาก็ทะลักออกมาเป็นสาย เธอโผเข้าคว้าแขนของเซี่ยหมิงไว้แน่นพลางร่ำไห้สะอึกสะอื้น “เสี่ยวหมิง...พ่อของลูก...เขาจะบีบให้แม่ไปตาย!”
เซี่ยหมิงถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ปกติแล้วครอบครัวอื่น พ่อกับแม่มักจะทะเลาะกันบ้านแทบแตกตอนที่ยังหนุ่มยังสาว แล้วพอแก่ตัวลง ลูกๆ โตกันหมดแล้ว ถึงจะเลิกรบรากันไปเอง แต่ทำไมครอบครัวของเขาถึงได้กลับตาลปัตรแบบนี้ไปได้
ทั้งที่พ่อกับแม่เพิ่งจะฉลองวันเกิดครบรอบ 60 ปีไปพร้อมกันแท้ๆ
วันเกิดของทั้งสองคนห่างกันแค่ 3 วัน จึงถือโอกาสจัดงานพร้อมกันไปเลย ภาพในวันนั้นยังคงเป็นที่กล่าวขานถึงความสุขและความอบอุ่นของทุกคนในครอบครัว
เซี่ยหมิงเองก็รู้สึกมาตลอดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่รักใคร่ปรองดองและมีความสุข
แต่แล้วทำไม...ตอนนี้ทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ใช่แล้ว ทุกอย่างมันเริ่มเปลี่ยนไป ตั้งแต่ตอนที่แม่ของเขาตัดสินใจเดินทางไปอำเภอหนานซานอย่างกะทันหันนั่นแหละ
แต่ตอนที่เขาตามไปที่นั่น เขากลับไม่เคยเห็นจูเฟิ่งปรากฏตัวออกมาเลยสักครั้ง แถมยังดูออกอีกว่าทั้งเซี่ยกุ้ยหลานและเซี่ยซินซานไม่ได้มีความคิดที่จะยอมรับพ่อผู้ให้กำเนิดคนนี้เลยแม้แต่น้อย
แล้วทั้งหมดนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่!
เขาจึงพยายามเกลี้ยกล่อมแม่ด้วยความใจเย็น “แม่ครับ นี่มันเรื่องอะไรกันอีก พ่อดีกับแม่จะตายไป เขาจะทำใจบีบแม่ให้ไปตายได้ยังไงกันครับ”
“แม่อย่าไปใส่ร้ายพ่อเลยนะครับ บางคำพูดมันพูดพล่อยๆ ไม่ได้นะ พูดไปแล้วมันทำร้ายจิตใจกันเปล่าๆ”
“ไม่! พ่อของลูกเปลี่ยนไปแล้ว! เพื่ออนาคต เพื่อตำแหน่งของตัวเอง เขากำลังจะบีบให้แม่ไปตาย!”
เซี่ยโป๋เหวินไม่มีแววอ่อนโยนเหมือนเช่นเคยอีกต่อไป เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เรามาประชุมครอบครัวกันดีกว่า”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีพลันกรีดร้องโหยหวน “ประชุมครอบครัวอะไร คุณหมายความว่ายังไง เซี่ยโป๋เหวิน! นี่คุณอยากจะบีบให้ฉันตายจริงๆ ใช่ไหม”
เซี่ยโป๋เหวินข่มอารมณ์โกรธแล้วพูดสวนกลับไป “ซ่างกวนอวิ๋นฉี คุณมองไม่ออกจริงๆ หรือไงว่านี่มันคือทางตันแล้ว”
ทันใดนั้นซ่างกวนอวิ๋นฉีก็เปลี่ยนท่าที เธอกลับหลังหันแล้วพุ่งเข้าไปหาเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้จิกข่วน แต่กลับคว้าแขนทั้งสองข้างของเขาไว้ แล้วอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างไม่น่าเชื่อ “โป๋เหวิน ฉันรู้ว่าคุณเก่งที่สุด ฉลาดที่สุด”
“คุณต้องคิดหาวิธีทำลายทางตันบ้าๆ นี่ แล้วช่วยให้ฉันหลุดออกมาอย่างปลอดภัยได้แน่”
“ฉันสัญญาว่าจะไม่คิดแค้นใครอีกแล้ว ขอแค่...ขอแค่ให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยก็พอ”
ยังไม่ทันที่เซี่ยโป๋เหวินจะได้ตอบอะไร เซี่ยหมิงก็สุดจะทนจนต้องพูดแทรกขึ้นมา “แม่ครับ วันนั้นผมถามแม่แล้ว แต่แม่ก็ไม่ยอมบอกความจริงกับผม ตกลงว่าที่แม่ไปอำเภอหนานซานมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ”
“จริงสิครับ ตอนนั้นแม่กับซ่งอวี้หน่วนเหมือนกำลังเล่นใบ้คำกันอยู่ พวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน สรุปว่าแม่ไปดูตัวให้พี่หว่านจริงๆ เหรอครับ”
“พ่อครับ...ประชุมครอบครัวเถอะครับ พวกเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริง”
“ถ้ากำลังจะมีใครคิดร้ายต่อครอบครัวของเรา พวกเราก็ควรจะต้องเตรียมตัวรับมือ ไม่ใช่เหรอครับ ไม่อย่างนั้น พวกเราอาจจะต้องตายไปโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ได้นะ”
เซี่ยโป๋เหวินพยักหน้าเห็นด้วย แล้วบอกให้เซี่ยหมิงโทรตามเซี่ยเซิ่ง น้องชายอีกคนของเขากลับมาบ้าน ซึ่งโชคดีที่ลูกอีกสองคนอยู่ที่บ้านพอดี
ซ่างกวนอวิ๋นฉีพยายามจะคัดค้าน แต่เซี่ยโป๋เหวินก็จำต้องพูดความจริงอันโหดร้ายออกไป “นี่มันคือทางตันแล้ว ไม่ใช่ผมที่กำลังบีบคุณ แต่เป็นคุณเองที่พาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้น สิ่งที่ผมพูดไปเมื่อครู่ คือทางออกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้”
เซี่ยหมิงรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ในสายตาของเขา พ่อคือบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำได้ทุกสิ่ง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้ยอมรับออกมาง่ายๆ ว่านี่คือทางตัน สมาชิกตระกูลเซี่ยทุกคนนั่งพร้อมหน้ากันในห้องนั่งเล่น รวมถึงซ่างกวนหว่านด้วย
แม้ว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะอยากแกล้งป่วยให้รู้แล้วรู้รอดแค่ไหน แต่เมื่อทุกคนต่างก็นั่งรอเธออยู่ เธอจึงจำใจต้องลากสังขารมานั่งลงอย่างเสียไม่ได้
จากนั้น เซี่ยโป๋เหวินที่พยายามข่มอารมณ์โกรธเกรี้ยวไว้สุดกำลัง ก็เริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 1950 ออกมาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ รวมถึงเรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนรู้ความจริงเข้าโดยบังเอิญและใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ซ่างกวนอวิ๋นฉี
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในอาการตกตะลึง แต่เซี่ยลี่อิ๋งผู้มีนิสัยหยิ่งผยองไม่ต่างอะไรจากแม่ของเธอกลับทนไม่ไหว
เธอทุบโต๊ะดังปัง! แล้วกรีดร้องออกมาด้วยเสียงแหลมสูง “ก็แค่ซ่งอวี้หน่วน นังเด็กบ้านนอกชั้นต่ำคนหนึ่ง มันเป็นตัวอะไรกัน ถึงกล้ามาขู่แม่ของฉัน หน้าไม่อาย! คอยดูนะ ฉันจะไปอำเภอหนานซานเดี๋ยวนี้แหละ ถ้าฆ่ามันไม่ได้ อย่างน้อยฉันก็จะฉีกปากมันให้เละ แล้วถอนผมมันออกให้หมดหัว!”
“เด็กบ้านนอกประเภทนี้ฉันเห็นมาเยอะแล้ว ก็แค่พวกที่อยากจะหาเศษหาเลย ใช้โอกาสนี้เพื่อจะกลับเข้าตระกูลเซี่ย พ่อคะ หนูจะบอกให้นะ ฝันไปเถอะ!”
[จบบท]