บทที่ 187: ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ
ความผิดหวังฉายชัดอยู่ในใจของเซี่ยโป๋เหวิน เขาไม่คิดว่าลูกชายที่ตนเองคาดหวังไว้สูงที่สุดจะมาลองเชิงกับเขาเช่นนี้ แต่จะว่าไปแล้ว ซ่างกวนก็คือแม่ของลูกๆ ถ้าเธอต้องไปมอบตัวจริงๆ หน้าตาของเขาก็คงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์หลังจากนั้นอาจจะเกินกว่าที่จะควบคุมได้
เซี่ยโป๋เหวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะถามกลับไปว่า “แกจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือได้หรือไง”
เซี่ยหมิงรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน “ผมไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูดหรอกครับ”
สองพ่อลูกจ้องตากันนิ่งอยู่นาน
ขณะเดียวกันในห้องนอนของซ่างกวนอวิ๋นฉี เซี่ยลี่อิ๋งกำลังทำหน้าบึ้งตึงไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาดที่แม่ของเธอจะไปมอบตัว ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอคงได้อับอายขายขี้หน้าประชาชีแน่นอน
“พวกคุณแต่ละคนนี่ขี้ขลาดกันจริง จะกลัวอะไรนักหนา มีหลักฐานเหรอคะ คุณลุงใหญ่ไม่มีทางมาเป็นพยานให้หรอก คนที่จะเป็นพยานได้ก็มีแค่ไอ้ลูกนอกคอกนั่นคนเดียว แล้วคำพูดของมันจะเชื่อถือได้ที่ไหนกัน แล้วก็นังซ่งอวี้หน่วนนั่นอีก มันพูดอะไรก็ต้องเป็นจริงตามนั้นหมดเลยเหรอ เด็กผู้หญิงอายุแค่ 16-17 ปี จะไปรับมือยากเย็นอะไรนักหนา ไม่ก็ให้หนูไปอำเภอหนานซานเองเลย เด็กเหลือขอแบบนี้น่ะ หนูถนัดรับมือที่สุดแล้ว แม่ก็แค่ใจดีเกินไป วางมาดเป็นผู้ใหญ่เลยไม่กล้าด่ามันใช่ไหมล่ะคะ”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงได้แต่คิดในใจว่า มันง่ายแบบนั้นจริงๆ น่ะหรือ เธอก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นอยู่หรอก แต่มันไม่ใช่เลยน่ะสิ นังเด็กซ่งอวี้หน่วนนั่น ต่อให้มีเซี่ยลี่อิ๋งอีกสิบคนก็ยังจัดการไม่ได้
เธอรู้สึกทุกข์ใจจนร่างกายอ่อนเพลียไปหมด แต่ก็ยังกัดฟันบอกลูกสาวว่า “ช่วงนี้บนรถไฟวุ่นวายมาก ลูกอยู่บ้านเฉยๆ อย่าไปสร้างเรื่องจะดีกว่า”
เซี่ยจื้อที่นั่งไขว่ห้างอยู่เอ่ยขึ้น “ผมมีวิธีหนึ่ง”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีถามอย่างสิ้นหวัง “ลูกมีวิธีอะไร”
ณ จุดนี้ เธอไม่เหลือความหวังอะไรอีกแล้ว แค่คิดว่าจะยื้อเวลาไปได้อีกวันก็ยังดี ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจจะมีทางออกใหม่ๆ ก็เป็นได้
“เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง ก็ส่งนักเลงไปสักสองสามคน ทำลายชื่อเสียงของซ่งอวี้หน่วนให้ป่นปี้ แล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน คอยดูสิว่านังนั่นยังจะกล้าอวดดีไปทั่วอีกไหม ถึงตอนนั้นต่อให้เซี่ยซินตงอยากจะไปฟ้องร้อง ผมว่าซ่งอวี้หน่วนก็คงต้องรีบไปห้ามปรามให้น้าชายของตัวเองหุบปากให้สนิท เพื่อรักษาหน้าของตัวเองเอาไว้ เรื่องนี้ก็จบสวยไม่ใช่เหรอ ทุกฝ่ายต่างก็มีความสุข”
แววตาของซ่างกวนอวิ๋นฉีเปล่งประกายขึ้นมาทันที ใช่! ถึงแม้จะเป็นวิธีที่สกปรกไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม
เซี่ยเฉิงที่นั่งอยู่อีกฝั่งขมวดคิ้วมุ่น “จะทำลายชื่อเสียงยังไง จะเล่นจริงเจ็บจริงเลยหรือ”
สีหน้าของเซี่ยลี่อิ๋งฉายแววสับสน เธอเข้าใจดีว่าพี่ชายคนที่สามกำลังพูดถึงอะไร พอหันไปมองแม่ ก็เห็นว่าสีหน้าของท่านดีขึ้นมาก แสดงว่าท่านเห็นด้วยกับแผนนี้เต็มที่
ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
เซี่ยจื้อพูดอย่างไม่ยี่หระ “เด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่งจะมีปัญญาอะไรนักหนา อย่างมากก็หาผู้ชายฐานะดีๆ ให้แต่งงานไปด้วยก็สิ้นเรื่อง ผมมีเพื่อนคนหนึ่งกำลังอยากได้เมียสวยๆ อยู่พอดี แม่บอกว่าซ่งอวี้หน่วนสวยมากไม่ใช่เหรอ งั้นก็จับคู่ให้ซะเลย ที่บ้านเราออกค่าสินสอดให้เยอะหน่อยก็แล้วกัน ยังไงซะผู้หญิงก็เป็นแบบนี้แหละ เรื่องแบบนี้ก็แค่มัดมือชก พอเรื่องมันเลยเถิดไปแล้ว ถึงไม่อยากยอมก็ต้องยอม”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ของแผนนี้อย่างจริงจัง
เซี่ยลี่อิ๋งทนฟังต่อไปไม่ไหวจึงวิ่งพรวดพราดออกไปจากห้อง พอดีกับที่เจอเซี่ยโป๋เหวินและเซี่ยหมิงกำลังเดินขึ้นบันไดมา
เธอถลึงตาใส่พ่อของตัวเองอย่างขุ่นเคืองแล้วเดินกระทืบเท้าจากไป
แต่ละคนทำเหมือนกับว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลายอย่างนั้นแหละ ก็แค่ซ่งอวี้หน่วนคนเดียว ทำไมจะจัดการไม่ได้ เธอเถียงกับใครไม่เคยแพ้ แต่ถ้าไปคนเดียวคงไม่ไหว ต้องลากพวกพี่ชายไปด้วยให้ได้ ไม่เชื่อก็ให้มันรู้ไปสิว่าแค่คนบ้านนอกไม่กี่คนจะไปสู้รบปรบมืออะไรได้
เมื่อเซี่ยโป๋เหวินที่อยู่บนชั้นสองเห็นว่าซ่างกวนอวิ๋นฉียังคงนิ่งเฉย เขาจึงเดินเข้าไปบอกกับเธอตรงๆ “พรุ่งนี้เซี่ยซินตงจะมาถึงปักกิ่งแล้ว เรื่องนี้ผมต้องรายงานเบื้องบน”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีแผดเสียงขึ้นมาทันที “เขาเป็นใครกัน แค่ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง คุณยังต้องไปรายงานเบื้องบนอีกเหรอ อะไรกัน นี่คุณคิดจะใช้เขาเพื่อไต่เต้าไปสู่ความรุ่งเรืองเหรอ เซี่ยโป๋เหวิน คุณนี่มันไร้ยางอายจริงๆ”
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก เขาคิดมาตลอดว่าถึงภรรยาจะถูกตามใจจนเคยตัวไปบ้าง แต่เธอก็เป็นคนมีเหตุมีผล ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะมีด้านที่บ้าคลั่งได้ถึงเพียงนี้
เซี่ยหมิงจึงรีบพูดไกล่เกลี่ย “แม่ครับ อย่าพูดแบบนั้นสิครับ เรื่องนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่แม่คิดนะครับ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ด้วย แค่ฐานะผู้คิดค้นยาตัวพิเศษ พ่อก็จำเป็นต้องรายงานเบื้องบนแล้วครับ ไม่อย่างนั้นถ้าเบื้องบนมารู้ทีหลัง พวกเขาจะมองพ่อยังไงครับ”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ลำบากใจ “แม่ครับ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาแม่สุขสบายมาตลอด ถึงจะต้องไปมอบตัว แม่ก็ยังเป็นแม่ที่ดีที่สุดและเก่งที่สุดในใจของพวกเราอยู่ดี เพราะพวกเรารู้ว่าทุกอย่างที่แม่ทำก็เพื่อพวกเราทุกคน เราเข้าใจแม่นะครับ ไม่เคยรู้สึกเลยว่าแม่ทำให้พวกเราต้องอับอาย แม่ครับ ผมจะไปเป็นเพื่อนแม่เอง ถ้าเราปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เราจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันทีนะครับ”
เซี่ยจื้อที่ยืนอยู่ข้างๆ เบิกตาโตสวนขึ้น “ยังไม่ถึงที่สุดสักหน่อย ใครแพ้ใครชนะยังไม่รู้เลย อะไรกันได้เปรียบเสียเปรียบ วิธีที่ผมบอกเมื่อกี้นี้ดีจะตายไป”
เซี่ยโป๋เหวินตวัดสายตาอันเย็นเยียบไปทางเซี่ยจื้อ “ลูกพูดถึงวิธีอะไร”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีรีบถลึงตาใส่ลูกชาย “หุบปากไปเลยนะ”
เซี่ยจื้อจึงยอมเงียบปาก
เซี่ยโป๋เหวินกวาดตามองลูกๆ ของตน ก่อนจะเอ่ยขึ้นทีละคำอย่างชัดเจน “อย่าได้ดูถูกใครเป็นอันขาด และที่สำคัญ ถ้าใครขัดคำสั่งฉันแล้วแอบไปสร้างเรื่องวุ่นวายโดยพลการ ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่”
เซี่ยจื้อเบ้ปากอย่างไม่แยแส
แค่หาคู่ให้หลานสาวเนี่ยนะ จะเรียกว่าทำโดยพลการได้ยังไง ไม่แน่ว่าพ่ออาจจะต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำไป
ซ่างกวนอวิ๋นฉีสูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วก้าวลงมายืนบนพื้น ก่อนจะจ้องมองสามีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง “เซี่ยโป๋เหวิน ฉันจะทำตามที่คุณต้องการ เดี๋ยวนี้ฉันจะไปมอบตัวเลย พอฉันมอบตัวเสร็จคุณก็ค่อยไปรายงานเบื้องบน ไปคว้าอนาคตอันรุ่งโรจน์ของคุณซะเถอะ”
ขณะที่พูด หยาดน้ำตาก็ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย มือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำแน่นจนสั่นเทา
จากนั้นเธอก็หันไปมองเซี่ยจื้อ ลูกชายคนเล็กผู้ไม่ยอมจำนน พร้อมกับพยักหน้าให้เขาเบาๆ
***
ซ่งอวี้หน่วนได้รับโทรศัพท์จากเซี่ยโป๋เหวินอีกครั้ง
น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง บอกเธอว่าเซี่ยซินตงได้ขึ้นรถไฟมุ่งหน้ามายังอำเภอหนานซานแล้ว และจะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ เวลา 14:00 น.
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ซักไซ้อะไร เพียงแค่รับคำ แล้วจึงถามกลับไปว่าเขามีธุระอื่นอีกหรือไม่
เซี่ยโป๋เหวินตอบ “ตารายงานเบื้องบนไปหมดแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้า “เมื่อกี้ปู่รองโทรมาหาหนูค่ะ ท่านบอกว่าเบื้องบนได้คุยกับท่านแล้ว ให้ปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ หนูว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกันค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินพลันนึกถึงภาพของเซี่ยซินตงที่เขาเจอที่สถานีรถไฟ
ใบหน้าของเขาซีดเซียวและผ่ายผอมอย่างเห็นได้ชัด แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับดำสนิท ราวกับน้ำวนที่ลึกจนไม่อาจหยั่งถึง
เขามีหน้าตาละม้ายคล้ายกับตนเองอยู่หลายส่วน
แต่ในตอนที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตา เขากลับรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบรัดจนหายใจไม่ออก
จนถึงวินาทีนี้ เขาก็ยังไม่สามารถบรรยายได้เลยว่านั่นเป็นสายตาแบบไหน
“ซ่างกวนอวิ๋นฉีไปมอบตัวแล้ว ตอนนี้เธอถูกพักงาน และกำลังรอการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป” เซี่ยโป๋เหวินกล่าว
ซ่งอวี้หน่วนร้อง “โอ๊ย” ออกมาเบาๆ “น่าเสียดายจังเลยค่ะ งั้นหนูก็อดไปเล่านิทานที่หน้าประตูใหญ่แล้วสิคะ”
[จบบท]