บทที่ 191: ลูกสาวฉันเก่งกาจจริง!
นี่เป็นครั้งแรกที่กู้หวยอันได้มาร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านตระกูลซ่ง ซึ่งตอนนี้พวกเขาเปลี่ยนจากการนั่งล้อมวงกินข้าวบนโต๊ะเตี้ยบนคัง มาเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมแปดเซียนที่มีเก้าอี้ล้อมรอบแล้ว และแน่นอนว่าเมื่อมีกู้หวยอัน ก็ต้องมีฉู่จื่อโจวตามมานั่งอยู่ข้างๆ ด้วย
อาหารมื้อนี้อุดมสมบูรณ์ไม่เบาเลยทีเดียว ทั้งหมูสามชั้นตุ๋นวุ้นเส้น ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ปลาหลิวทอดและปลาหลิวราดซอส ไข่ผัดกุยช่าย ยังมีชุดผักสดจิ้มน้ำพริกและยำผักรสเด็ด เสริมทัพด้วยซุปเต้าหู้ลูกชิ้นหมูสับใส่ผักกวางตุ้งอีกหนึ่งชามใหญ่
หากเป็นเมื่อก่อน ปู่ซ่งและย่าซ่งคงจะรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็ดูสิ เด็กหนุ่มทั้งสองคนยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเอง ไม่ได้ถือตัวเลยสักนิด อีกอย่าง ถ้าพวกเขารังเกียจครอบครัวชาวบ้านอย่างพวกตนจริงๆ กู้หวยอันคงไม่ย่างเท้าเข้ามาในบ้านตั้งแต่แรกแล้ว
ย่าซ่งชอบกู้หวยอันมากจริงๆ เด็กคนนี้แม้กระทั่งท่าทางตอนกินข้าวยังดูดีขนาดนี้ ไม่รีบร้อน ค่อยๆ กิน ดูแล้วสบายตาสบายใจ อันที่จริงแล้ว ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง หากวันข้างหน้าเด็กสองคนนี้ได้ลงเอยกันจริงๆ ไม่ใช่แค่กู้หวยอันที่โชคดี แต่เสี่ยวหน่วนของย่าเองก็มีวาสนาไม่น้อยเลย
ส่วนทางด้านเซี่ยกุ้ยหลานก็ได้ตักอาหารมากมายไปให้ที่พักปัญญาชนล่วงหน้าแล้ว เพราะตอนนี้สี่เชว่ย้ายมาอยู่กับเธอเป็นการถาวร ส่วนเซี่ยซินซานก็บอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนจูเฟิ่งเพื่อดูแลน้องชายจึงไม่ได้มาด้วยกัน และแน่นอนว่าพวกเขาคงไม่มีกะจิตกะใจทำอาหารกินเอง ย่าซ่งจึงไม่ลืมที่จะตักอาหารเผื่อไปให้ด้วย ย่าซ่งไม่ใช่คนโง่ ในสถานการณ์เช่นนี้ถ้ายังทำตัวขี้เหนียวอยู่ มีหวังเสี่ยวหน่วนคงได้งอนตุ๊บป่องแน่ ที่สำคัญ ย่าซ่งก็ไม่ใช่คนใจแคบแบบนั้นอยู่แล้ว
เมื่อเซี่ยกุ้ยหลานยกอาหารไปถึงที่พักปัญญาชน เธอเห็นว่าน้องชายยังคงนอนหลับไม่ตื่นก็อดเป็นห่วงไม่ได้
จูเฟิ่งพูดพลางสะอื้นไห้ “...สงสัยที่ผ่านมาคงไม่ได้นอนเต็มตาสักคืน พอได้กลับมาถึงบ้านแล้ว ไม่ต้องคอยระแวดระวังใคร เขาก็เลยหลับได้สนิทใจแบบนี้...”
แล้วทั้งสองแม่ลูกก็พากันร้องไห้เงียบๆ อีกพักใหญ่
จูเฟิ่งเช็ดน้ำตาแล้วพูดกับลูกสาวว่า “ลูกไปทำธุระของลูกเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ ตงตงกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ถือว่าเป็นบุญคุณจากสวรรค์แล้ว แม่ไม่ขออะไรอีกแล้ว ขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปวันๆ ก่อน ส่วนเรื่องในอนาคตค่อยว่ากันทีหลัง”
เซี่ยกุ้ยหลานมีสีหน้าเคร่งขรึมลงทันที ใช่สิ เมื่อเทียบกับซ่างกวนอวิ๋นฉีแล้ว ในสายตาของเซี่ยโป๋เหวิน พวกเธอรวมถึงแม่ด้วย คงไม่ต่างอะไรกับหมูกับหมา ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงไม่โผล่หน้ามาดูดำดูดีเลยสักนิด เป็นเพราะไม่กล้าหรือไม่อยากใส่ใจกันแน่ เซี่ยกุ้ยหลานเองก็ไม่เข้าใจ
เมื่อคิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ เธอจึงไม่อยากถามให้มากความ “แม่คะ หนูรู้สึกว่าน้องชายฉลาดมาก ในใจของเขาต้องมีแผนการบางอย่างอยู่แน่ๆ ค่ะ”
จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่น้องชายพูดกับเลขาธิการไป๋ที่สถานีรถไฟให้จูเฟิ่งฟังจนหมด
จูเฟิ่งขมวดคิ้วมุ่น ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“จะไปยกความดีความชอบให้ไอ้คนใจหมาใจไส้ระยำนั่นทำไมกัน นี่มันเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เขชัดๆ”
“พวกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ รอเสี่ยวหน่วนมาแล้ว แม่ลองถามเสี่ยวหน่วนดูแล้วกันนะคะ”
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ปู่ซ่งก็เรียกกู้หวยอันไปคุยเรื่องประสบการณ์การเลี้ยงม้า กู้หวยอันเล่าถึงเคล็ดลับการเลี้ยงม้าให้ปู่ซ่งฟังอย่างใจเย็น เขาเคยอยู่ในกองทหารม้ามาก่อน บวกกับเป็นคนฉลาดหลักแหลม จึงมีความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ทำให้แววตาของปู่ซ่งที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
ปู่ซ่งรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยอะไร หลานสาวยังเด็กนัก วันๆ ก็ทำตัวเหมือนเด็กน้อยไปทั่ว ดูนั่นสิ ไม่รู้ว่ากำลังคุยอะไรกับฉู่จื่อโจวอยู่ ถึงได้หัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ส่วนฉู่จื่อโจวก็ประสานมือคารวะให้เธอ ดูเหมือนจะเป็นการขอบคุณ
ฉู่จื่อโจวไม่เคยคิดเลยว่าการฝากฝังให้ซ่งอวี้หน่วนช่วยดูแลต้อนรับคุณแม่ พี่สาว และเสี่ยวหมิ่นจะก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาได้ เขามีความเชื่อมั่นในตัวซ่งอวี้หน่วนอย่างเต็มเปี่ยม ล้อกันเล่นหรือเปล่า ซ่งอวี้หน่วนที่ไหนจะเป็นคนธรรมดากันล่ะ
กู้หวยอันเดินเข้ามาพอดี ฉู่จื่อโจวจึงเอ่ยขึ้น “หวยอัน ฉันขอกลับไปจัดการธุระก่อนนะ” จากนั้นก็หันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วน “ต้องรบกวนเสี่ยวหน่วนแล้วนะ”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างฉะฉาน “ไม่รบกวนหรอกน่า พี่แค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอ”
ฉู่จื่อโจวรีบวิ่งไปบอกปู่ซ่งก่อนเป็นอันดับแรก ว่าจะขอยืมรถม้ามาใช้สักสองสามวัน ปู่ซ่งยังไม่ทันได้ถามรายละเอียด ก็โบกมืออนุญาตให้ใช้ได้ตามสบาย เขาจึงรีบขับรถม้าไปที่ที่ทำการกองพลน้อยทันที โดยมีปู่ซ่งและปู่ซุน ช่างไม้ฝีมือดีของหมู่บ้านตามไปด้วย
พอพ้นช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างไปแล้ว กลางวันก็เริ่มยาวนานขึ้นเรื่อยๆ แม้จะกินข้าวเย็นกันเสร็จแล้ว แต่พระอาทิตย์ก็ยังไม่ลับขอบฟ้าดี พวกเขาจึงลงมือดัดแปลงรถม้าตามคำสั่งของซ่งอวี้หน่วนทันที
มีการติดตั้งแผงกั้นแบบพับได้ทั้งสองด้าน ซ่งอวี้หน่วนยังพูดอย่างนึกเสียดายว่า “ถ้าพี่บอกเร็วกว่านี้หน่อยก็ดีสิ เราจะได้ทำหลังคาแบบพับเก็บได้ด้วย ทีนี้ไม่ว่าจะลมพัดหรือฝนตกก็ไม่ต้องกลัว แถมยังวาดลวดลายดอกไม้สวยๆ บนแผงกั้นได้อีกนะ”
ฉู่จื่อโจวกล่าวขอบคุณซ้ำๆ “แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณมาก”
“ฉันจะไปบ้านยายสักครู่นะ” ซ่งอวี้หน่วนบอก เธอต้องไปอธิบายที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนเข้าใจ
ส่วนเรื่องที่เธอรู้ได้อย่างไรน่ะเหรอ ก็อ้างว่าฝันเห็นเอาสิ อีกอย่าง หมิงเซิ่งน้องชายของเธอก็ฝันเห็นเหมือนกัน แล้วน้าชายก็ยังยืนยันเองว่าเคยถูกแส้เฆี่ยนจริงๆ บนแส้เส้นนั้นมีกระดิ่งสีแดงอยู่ด้วย สำหรับเรื่องที่ร้องไห้จะกลับไปหาแม่ นั่นเป็นคำพูดติดปากที่เขาร้องไห้ฟูมฟายทุกวี่ทุกวันสมัยเด็กๆ อยู่แล้ว
เมื่อซ่งอวี้หน่วนไปถึง ก็พบว่าซ่งเหลียงกับเซี่ยกุ้ยหลานอยู่ที่นั่นกันพร้อมหน้า ส่วนเซี่ยซินตงยังคงนอนหลับอยู่ ซ่งอวี้หน่วนยังลองเอานิ้วไปอังที่ปลายจมูก สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอ เป็นเพียงการหลับลึกเท่านั้น เธอจึงค่อยวางใจ
จากนั้น เธอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่สามารถเปิดเผยได้ให้ครอบครัวฟัง ตั้งแต่การปะทะคารมและการข่มขู่ซ่างกวนอวิ๋นฉีในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของเซี่ยโป๋เหวิน แน่นอนว่าเธอไม่ลืมที่จะเล่าฉากที่เธอสาดเสียเทเสียใส่ซ่างกวนอวิ๋นฉีอย่างสะใจให้ทุกคนฟังด้วยท่าทีที่ภาคภูมิ
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ซ่งเหลียงอุทานออกมาด้วยความชื่นชม “ลูกสาวพ่อทำไมเก่งกาจขนาดนี้!”
แต่จูเฟิ่งกลับเป็นกังวล น้ำตาไหลพรากอีกครั้ง พลางกล่าวอย่างรู้สึกผิด “ผู้หญิงคนนั้นใจคอคับแคบแถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้น หนูทำแบบนี้ก็เท่ากับไปล่วงเกินเธออย่างจังเพื่อน้ากับยายเลยนะ”
ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับทันที “ต่อให้ไม่ทำแบบนั้น เธอก็จะวางแผนเล่นงานหนูอยู่ดีค่ะ แล้วอีกอย่างคุณยายว่าหนูกับเธอมีความสัมพันธ์อะไรกันเหรอคะ เธอถึงคิดจะมาวางแผนเล่นงานหนูได้”
เซี่ยกุ้ยหลานได้แต่กัดฟันกรอด เธอพยายามท่องในใจเสมอว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และจะทำให้อนาคตของลูกๆ ต้องมัวหมอง แต่ในใจของเธอก็เกลียดชังอย่างแท้จริง
หากลูกสาวของเธอไม่ฉลาดเท่านี้ หากถูกหลอกไปฮ่องกงเพื่อแต่งงานกับคนบ้า ชีวิตของคนเป็นแม่เองก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน โชคดีที่ลูกสาวของเธอฉลาดและไม่หลงกล แถมยังทำให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีต้องรับกรรมที่ก่อไว้
แต่น่าเสียดายที่แค่การมอบตัวและถูกปลดออกจากตำแหน่งมันช่างเบาเสียเหลือเกิน เธอก็อายุ 60 แล้ว ยังไงก็ต้องเกษียณอยู่ดี บอกว่าปลดออกจากตำแหน่ง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นแค่ละครตบตาฉากหนึ่งก็ได้
พวกนั้นเป็นพวกเดียวกัน จะพูดอะไรใครจะไปรู้ ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเขาจะไปตามทันได้อย่างไร
เซี่ยกุ้ยหลานแอบคิดในใจว่าถ้ามีโอกาสจริงๆ เธอจะข่วนหน้ายัยแก่สารเลวคนนั้นให้ยับเยินแล้วถอนผมออกมาให้หมด
ในเมื่อคนอย่างหล่อนเป็นตัวอันตรายต่อสังคมอยุ่แล้ว และถ้าไปทำร้ายเธอคงไม่โดนโทษจนถึงกับเสียชีวิตหรอกมั้ง อย่างมากก็คงถูกอบรมสองสามคำ ถึงตอนนั้นก็แค่แกล้งร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย ก็น่าจะแก้แค้นได้สาสมแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้นเพื่อหยุดความคิดของทุกคน “ทุกคนใจเย็นๆ ก่อนนะคะ รอให้คุณน้าตื่นขึ้นมาก่อน เรื่องอื่นไม่สำคัญเท่ากับสุขภาพของคุณน้า เราต้องบำรุงร่างกายของคุณน้าให้แข็งแรงก่อน ถึงจะไปจัดการเรื่องอื่นได้”
ทุกคนได้แต่มองหน้ากันไปมา สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครคิดได้รอบคอบเท่าเสี่ยวหน่วนอีกแล้ว
เซี่ยกุ้ยหลานอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “แล้วทำไมตอนอยู่ที่สถานีรถไฟ น้าเล้กของหนูถึงต้องเสนอสูตรยาผ่านตาแก่สารเลวเซี่ยโป๋เหวินคนนั้นด้วยล่ะลูก”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เรื่องนี้ง่ายนิดเดียวค่ะ ก็เพื่อทำให้ครอบครัวเซี่ยที่ปักกิ่งอยู่อย่างไม่สงบสุขยังไงล่ะคะ”
เซี่ยซินซานถามอย่างไม่เข้าใจ “จะอยู่อย่างไม่สงบสุขได้ยังไง ก็เห็นๆ อยู่ว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากตงตงไปเต็มๆ”
“งั้นคุณน้าคิดว่าครอบครัวเซี่ยที่ปักกิ่งอยากจะตัดขาดกับพวกเราแบบไม่เผาผีกันไปเลยใช่ไหมคะ”
เซี่ยซินซานพยักหน้ารับ
“...แต่การกระทำของน้าตงในครั้งนี้ จะทำให้เซี่ยโป๋เหวินกับน้าตงต้องมีเรื่องเกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่เพื่ออนาคตของตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติด้วย เซี่ยโป๋เหวินก็ต้องประคบประหงมน้าตงของหนู แล้วซ่างกวนอวิ๋นฉีจะพอใจได้ยังไง ลูกๆ ของเขาจะไม่รู้สึกอิจฉาเหรอคะ พวกเขาจะต้องทะเลาะกันใหญ่โต สร้างเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ตอนนั้นแหละ ภาพครอบครัวแสนสุขที่เคยสร้างไว้ก็จะพังทลายลงไม่เป็นท่า”
[จบบท]