บทที่ 194: โปรเจกต์ใหญ่ทั่วทั้งอำเภอ
ย่าซ่งลองคิดตามแล้วก็เห็นด้วย
ต่อให้แม่ของฉู่จื่อโจวจะหยิ่งยโสมาจากไหน ก็คงไม่กล้าหาเรื่องทำตัวให้ลูกชายต้องขายขี้หน้าที่นี่หรอกจริงไหม? ถึงจะต้องเจ็บช้ำน้ำใจแค่ไหน เธอก็ต้องกัดฟันอดทนสถานเดียว
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามาในห้องทำงานซึ่งดัดแปลงมาจากห้องปีกตะวันตกของบ้าน เห็นเซี่ยกุ้ยหลานกับเหลียนเซียงกำลังง่วนอยู่กับงานของพวกเธอ
ผ้าที่เหลืออยู่ร่อยหรอเต็มทีแล้ว
ซ่งเหลียงออกจากบ้านเข้าอำเภอไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เห็นว่าตั้งใจจะไปติดต่อโรงงานทอผ้าโดยตรง
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้า ตอนนี้พวกเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว อีกทั้งสถานีบริการเคลื่อนที่ของครอบครัวก็เปรียบเสมือนหน่วยงานเล็กๆ แห่งหนึ่ง การจะไปติดต่อขอซื้อสินค้าโดยตรงจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
อันที่จริง เธอคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะเดินทางไปเมืองหนานเฉิงเพื่อสั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่เสียที ว่าแล้วก็หมายมั่นในใจว่าต้องหาโอกาสไปกับพ่อให้ได้
ตอนนี้ที่บ้านมีจักรเย็บผ้าเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ตัว ซึ่งทั้งหมดซื้อมาจากตั๋วอุตสาหกรรมที่กู้หวยอันมอบให้
“แล้วหมิงเซิ่งล่ะคะ?” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามขึ้นลอยๆ
“วิ่งแจ้นไปดูน้าตงของลูกแล้วน่ะสิ”
“น้าตงยังไม่ฟื้นเหรอคะ?” เธอถามต่อ ก่อนจะพูดเสริม “เดี๋ยวปู่รองกับผู้อำนวยการจวงก็จะมาแล้ว ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน เราก็จะได้พาไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ”
เซี่ยกุ้ยหลานพยักหน้ารับ พลางมองลูกสาวด้วยแววตาเห็นใจ “วันๆ นึงวิ่งวุ่นหัวหมุนไปหมด ใครๆ ก็ใช้งานลูกราวกับเป็นผู้ใหญ่ไปแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนเพียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหันไปสำรวจชุดกระโปรงที่ตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีอยู่หลากหลายสไตล์ ครึ่งหนึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของเธอเอง ส่วนอีกครึ่งเป็นผลงานของแม่และอาสะใภ้รองเหลียนเซียง
ต้องยอมรับเลยว่าคนที่มีฝีมือมักจะมีหัวคิดที่สร้างสรรค์ สามารถเรียนรู้และต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือรสนิยมของทั้งสองคนก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร
“รอให้โรงเรียนสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่สร้างเสร็จเมื่อไหร่ แม่กับอาสะใภ้รองก็ไปสมัครเรียนด้วยกันสิคะ เรียนด้านการออกแบบเสื้อผ้าไปเลย ดีไหม?”
ซ่งอวี้หน่วนเสนอ ก่อนจะย้ำเตือน “หนังสือที่หนูให้ไปก็ต้องอ่านทุกวันนะคะ เผื่อตอนนั้นเขาจัดสอบเข้าขึ้นมา แล้วพวกแม่สอบไม่ผ่านจะยุ่งเอา”
เซี่ยกุ้ยหลานเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ “แม่เนี่ยนะต้องไปเรียน? โอ๊ย แม่อายุขนาดนี้แล้ว น่าอายจะตายไป”
“การเรียนรู้ไม่จำกัดอายุหรอกค่ะแม่ เมื่อสองปีก่อนตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีคนอายุ 30 กว่าปีไปสอบตั้งเยอะแยะไม่ใช่เหรอคะ? ไม่ต้องพูดถึงแม่กับอาสะใภ้รองหรอกค่ะ ต่อให้ย่าอยากจะไปเรียน หนูก็จะหาทางให้ท่านได้ไปจนได้”
ย่าซ่เดินเข้ามาได้ยินพอดีก่อนจะเอ่ยขึ้น “ถ้าไปได้จริงๆ ย่าไปแน่! สมัยที่เรียนในชั้นเรียนรณรงค์การรู้หนังสือ ย่าก็สอบได้ที่หนึ่งเชียวนะ ว่าแต่... เสี่ยวหน่วน โรงเรียนที่ว่าน่ะมันจะสร้างได้จริงๆ เหรอ?”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับด้วยความมั่นใจเต็มร้อย “เมื่อทั้งอำเภอร่วมแรงร่วมใจกันทำอะไรสักอย่าง มีที่ไหนกันที่จะไม่สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น... ยังมีหนูอยู่อีกทั้งคนนะคะ”
โรงเรียนแห่งนี้จะต้องถูกสร้างขึ้นให้ได้ เพราะมันคือโปรเจกต์ใหญ่ชิ้นแรกที่เธอลงมือทำในอำเภอหนานซาน หากทำสำเร็จเมื่อไหร่ ผลประโยชน์ที่เธอจะได้รับนั้นมีมากมายมหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซ่งอวี้หน่วนก็เดินเลี่ยงไปยังห้องข้างๆ ซึ่งถูกปูพื้นด้วยไม้และใช้เป็นที่เก็บเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเสร็จแล้ว ทุกชิ้นถูกพับไว้อย่างประณีต ส่วนบางตัวก็ถูกแขวนโชว์ไว้บนผนังเป็นตัวอย่าง
ห้องนี้สะอาดเอี่ยมอ่องจนใครที่จะเข้ามาต้องถอดรองเท้า แม้แต่ซ่งเหลียงผู้เป็นพ่อก็แทบไม่ย่างกรายเข้ามา เพราะกลัวจะทำพื้นที่ภรรยาสุดที่รักใช้ผ้าขี้ริ้วขัดถูจนขึ้นเงาต้องเปรอะเปื้อน ที่นี่จึงดูไม่ต่างจากร้านเสื้อผ้าขนาดย่อมเลยทีเดียว
เสียงความเคลื่อนไหวจากข้างนอกทำให้ซ่งอวี้หน่วนหันไปมองที่ประตู “ปู่รองน่าจะมาตรวจน้าตงแล้ว หนูขอออกไปดูหน่อยนะคะ”
เมื่อไปถึงที่พักปัญญาชน เซี่ยซินตงก็ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ
ผู้เฒ่าจี้นั่งลงข้างๆ อย่างสงบ ค่อยๆ วางนิ้วลงบนข้อมือเพื่อจับชีพจรอย่างละเอียด ตลอดกระบวนการนั้น เซี่ยซินตงเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
“เขาแค่เหนื่อยกับง่วงมาก อยากจะนอนให้เต็มอิ่มเท่านั้นเอง วางใจเถอะ ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก” ผู้เฒ่าจี้เอ่ยขึ้นเพื่อปลอบใจ
แต่ความจริงแล้ว ร่างกายของชายหนุ่มนั้นอ่อนแอลงอย่างน่าเป็นห่วง ทว่าเขายังไม่เลือกที่จะพูดออกไปในตอนนี้ เพราะเขารู้ดีว่าไม่เพียงแต่ตัวเขาจะสามารถช่วยฟื้นฟูได้ แต่ตัวของเซี่ยซินตงเองก็มีศักยภาพที่จะเยียวยาตัวเองได้เช่นกัน
นี่สินะที่เขาเรียกว่าพรสวรรค์ฟ้าประทาน... บางคนก็เกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษติดตัว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความพยายามมากนัก
คำพูดนั้นทำให้จูเฟิ่งโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
เธอได้ยินมาว่าปู่รองของเสี่ยวหน่วนผู้นี้กำลังจะเดินทางกลับปักกิ่งในเร็ววันเพื่อไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการแพทย์ และยังได้ยินอีกว่าขาของปัญญาชนหลินที่ใครต่อใครต่างลงความเห็นว่ารักษาไม่หายแล้วนั้น ก็กลับมาดีขึ้นได้ด้วยฝีมือของท่านผู้นี้นี่เอง
ในเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ยืนยันเช่นนี้ ก็คงแปลว่าตงตงแค่เหนื่อยเกินไปจริงๆ
แม้ในใจจะยังคงเจ็บปวดรวดร้าว แต่จูเฟิ่งก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมากโข
***
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ณ กรุงปักกิ่ง เลขานุการไป๋ที่เพิ่งเดินทางมาถึงก็มุ่งตรงไปยังที่ทำงานของเซี่ยโป๋เหวินเพื่อรายงานภารกิจทันทีโดยไม่ได้หยุดพัก
ทันทีที่ได้ยินว่าเซี่ยซินตงตั้งใจจะมอบตำรับยาให้แก่ทางการ เซี่ยโป๋เหวินก็ถึงกับสูดหายใจเฮือกด้วยความตกตะลึง
บัดนี้เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน เดินวนไปเวียนมาภายในห้องทำงานอย่างกระสับกระส่าย
เลขานุการไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ท่านผู้นำครับ มีเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่ได้ลงรายละเอียดทางโทรศัพท์”
เซี่ยโป๋เหวินหยุดชะงักไปหลายวินาที “ว่ามา”
เลขานุการไป๋กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก “คือ... โดยบังเอิญ ผมได้เห็นว่าทั่วทั้งร่างกายของเซี่ยซินตงเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นครับ”
เซี่ยโป๋เหวินขมวดคิ้วมุ่น “เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น? หมายความว่ายังไง?”
“น่าจะเป็นร่องรอยจากการถูกทุบตีมาตั้งแต่เล็กจนโตครับ แผลเก่ายังไม่ทันจางหาย แผลใหม่ก็ถูกเพิ่มเข้ามาซ้อนทับ เขาไม่ได้ตั้งใจให้ผมเห็น และก็ไม่ได้ปริปากเล่าอะไรให้ผมฟังเลย อันที่จริงแล้วตั้งแต่ต้นจนจบเขาแทบไม่คุยกับผมสักคำ เพิ่งจะมาเปิดใจก็ตอนที่อยู่สถานีรถไฟ แต่มีจังหวะหนึ่งที่แขนเสื้อของเขาเลิกขึ้น ผมถึงได้เห็น... บนแขนของเขาเต็มไปด้วยรอยแส้ครับ”
ในฐานะพยานเพียงคนเดียวที่ล่วงรู้ความจริงทั้งหมด เลขานุการไป๋รู้สึกสับสนในใจอย่างยิ่ง เขาไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ หากเป็นลูกของเขาเองที่ถูกกระทำย่ำยีเช่นนี้ หัวใจคงแหลกสลายและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
แต่เรื่องนี้มันซับซ้อนเกินกว่าจะพูดออกมาง่ายๆ เพราะผู้กระทำคือพี่ชายแท้ๆ ของซ่างกวนอวิ๋นฉี... ซ่างกวนเหิง ชายที่ครั้งหนึ่งท่านผู้นำเคยรักใคร่สนิทสนมราวกับพี่น้องร่วมอุทร
จนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจตรรกะความคิดของซ่างกวนเหิง บางทีเขาอาจจะคิดว่าความลับนี้จะถูกฝังกลบไปตลอดกาลกระมัง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องเลวร้ายทั้งหมดก็คงจะเงียบหายไปจนใครมิอาจล่วงรู้! แต่ดูเหมือนว่าฟ้าดินยังมีตา
ใบหน้าของเซี่ยโป๋เหวินแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ กำปั้นทั้งสองข้างถูกกำเข้าหากันแน่นจนสั่นเทา เลขานุการไป๋เห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยปลอบ
“มันเป็นอดีตไปแล้วครับท่าน ตอนนี้เขากลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว เรื่องแบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด ท่านอย่าโกรธจนทำลายสุขภาพเลยนะครับ หากท่านล้มป่วยไป ซ่างกวนเหิงก็ยังคงลอยนวลอยู่ได้ แบบนั้นมันจะได้ไม่คุ้มเสีย”
เซี่ยโป๋เหวินพยักหน้ารับช้าๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เลขานุการไป๋จึงเปลี่ยนเรื่อง “โรคติดต่อหมายเลข 06 ที่ว่าเป็นอะไรกันแน่ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมดูก่อนครับ”
เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะทาง คนที่ทำงานในแวดวงการเงินและเศรษฐกิจอย่างเซี่ยโป๋เหวินย่อมไม่มีทางรู้ลึกซึ้งในเรื่องการแพทย์อยู่แล้ว
ข้อมูลถูกรวบรวมมาอย่างรวดเร็ว แต่ทันทีที่ได้รู้ว่าโรคติดต่อหมายเลข 06 คืออะไร เซี่ยโป๋เหวินก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าการตัดสินใจของเซี่ยซินตงในครั้งนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่วงการแพทย์ของประเทศจีนได้มหาศาลเพียงใด แต่ที่เขารู้แน่ชัดก็คือ ตำรับยานี้จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้เกือบ 10 ล้านคน ปกป้องครอบครัวนับไม่ถ้วนจากการแตกสลาย และยังช่วยชีวิตบุคลากรทางการแพทย์ในแนวหน้านับพันนับหมื่นที่ยอมพลีกายทดลองยาด้วยตัวเอง
ในวินาทีนี้ เขาไม่เคยสงสัยในประสิทธิภาพของตัวยาแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เซี่ยซินตงกล้านำออกมาเปิดเผย จะต้องเป็นสิ่งที่ผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจแล้ว ส่วนที่มาที่ไปนั้น เขาไม่รู้อะไรเลย
รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเซี่ยโป๋เหวิน
ชีวิตของเขากำลังเผชิญกับสภาวะที่ต่างกันสุดขั้ว มันไม่ได้ราบรื่นเลยสักนิด ซ่างกวนอวิ๋นฉีมองเขาด้วยสายตาราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาต ล่าสุดยังอ้างว่าหัวใจกำเริบเพื่อหนีไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งสำหรับเธอแล้วนั่นคือทางออกที่ดีที่สุด แต่เธอกลับไม่เคยพอใจ และไม่เคยแสดงความสำนึกผิดออกมาแม้แต่น้อย
คิ้วของเซี่ยโป๋เหวินขมวดเข้าหากันแน่น แววตาฉายประกายเย็นเยียบ เขารู้ดีว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เดินทางมาถึงจุดที่ไม่ใช่แค่เรื่องของเขาคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เขายังมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ภักดีอีกมากมาย และยังมีอนาคตของลูกหลานเป็นเดิมพัน
[จบบท]