บทที่ 198: ใครกันที่โยนเราเข้ากองไฟ?
เซี่ยโป๋เหวินส่งแขกกลับไปด้วยรอยยิ้มขื่นๆ ก่อนจะกลับเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเงียบงัน เซี่ยหมิงที่เดินตามเข้ามาก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน เมื่อเห็นสีหน้าย่ำแย่ของลูกชาย เซี่ยโป๋เหวินก็นวดขมับเบาๆ แล้วเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“นี่แกเป็นอะไรไปอีกล่ะ?”
เซี่ยหมิงตอบเสียงเครียด “พ่อครับ เรากำลังถูกโยนเข้ากองไฟใช่ไหมครับ?”
เซี่ยโป๋เหวินสวนกลับทันควัน “แล้วใครกันล่ะที่โยนเราเข้ากองไฟ?”
เซี่ยหมิงพลันนิ่งเงียบไป
“แกเป็นถึงระดับหัวหน้าแผนก เคยผ่านการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ มานับไม่ถ้วน ลองใช้ใจที่เป็นธรรมของแกพูดกับพ่อสิ ว่าใครกันแน่ที่ผลักไสเราให้มาตกอยู่ในสถานการณ์นี้?”
เซี่ยหมิงยืนนิ่งอยู่ที่ประตู กำหมัดทั้งสองข้างจนแน่น “ผมรู้ครับว่าตอนนี้พ่อเกลียดแม่มาก”
“แล้วพ่อไม่ควรเกลียดแม่แกหรือไง?” น้ำเสียงของเซี่ยโป๋เหวินเยียบเย็นลงทันที
“จนป่านนี้แม่แกก็ยังไม่สำนึกผิดเลยสักนิด ไม่เพียงแต่จะไม่ทำอะไรเลยนะ แต่กลับยังมาเกลียดพ่ออีก พ่อไม่เข้าใจจริงๆ ว่าแม่แกมีสิทธิ์อะไรมาเกลียดพ่อ? ตอนนั้นพ่อซื่อสัตย์กับแม่แกทุกอย่าง ไม่เคยปิดบังอะไรเลยแม้แต่น้อย พอแต่งงานกัน พ่อก็ทำตามที่แม่แกบอกทุกอย่าง”
“หลายปีที่ผ่านมาพ่อไม่เคยส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้เด็ก 3 คนนั้นเลยสักเฟิน แกก็เป็นพ่อคนเหมือนกัน แกก็น่าจะรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันน่าถูกคนทั้งโลกตราหน้าว่าเลวชาติขนาดไหน”
“แต่พ่อไม่สน พ่อทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำเหมือนว่าบนโลกนี้ไม่มีเด็ก 3 คนนั้นอยู่ ถ้าแม่ของแกมีความเป็นคนอยู่บ้างสักนิด เรื่องก็คงไม่เลวร้ายจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างทุกวันนี้หรอก”
“เซี่ยหมิง แกรู้ไหมว่าเนื้อตัวของเซี่ยซินตงเต็มไปด้วยรอยแส้? ซ่างกวนเหิงน่ะเหรอ ลุงใหญ่ที่ดีของแกน่ะโหดเหี้ยมยิ่งกว่าแม่ของแกเสียอีก เขามีสิทธิ์อะไรมาทำกับลูกของพ่อแบบนั้น?”
“แกบอกพ่อมาสิ ว่าพ่อติดค้างอะไรตระกูลซ่างกวนของพวกมันนัก? พ่อไม่เคยหวังให้พวกเขาต้องมาซาบซึ้งอะไร ไม่เคยหวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แต่ซ่างกวนเหิงกลับตอบแทนพ่อด้วยของขวัญชิ้นใหญ่อย่างเจ็บแสบ”
“แกเองก็รู้ดีว่าพ่อกับลุงใหญ่ของแกแตกหักกันเรื่องอะไร ยานั่นน่ะมันเห็นๆ กันอยู่ว่าเซี่ยซินตงเป็นคนคิดค้นขึ้นมา แต่เขากลับไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยสักคำ แถมยังบีบให้พ่อต้องลดตัวลงไปขอร้องเขาอีก พ่ออุตส่าห์ก้มหัวให้เขาก็เพื่อแก!”
“พ่อทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ตระกูลซ่างกวนขนาดนี้ แต่ดูสิ่งที่เขาตอบแทนพ่อสิ เซี่ยหมิง แกอาจจะยังคิดเข้าข้างว่าลุงใหญ่ของแกมีเหตุผลที่พูดไม่ได้ แต่พ่อจะบอกอะไรให้ พอพ่อนึกถึงใบหน้าที่น่ารังเกียจของเขาทีไร พ่อก็อยากจะให้มันฉิบหายวายวอดไปซะ!” แววตาของเซี่ยโป๋เหวินแข็งกร้าวและเย็นชา
“เขาคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ? ต่อให้ไม่ใช่เพื่อเซี่ยซินตง แต่เพื่อชดใช้ให้กับอดีตที่พ่อถูกหลอกใช้ ซ่างกวนเหิง พ่อไม่มีวันปล่อยมันไปแน่!”
ใบหน้าของเซี่ยหมิงซีดเผือด ในแววตาก็ฉายแววเกลียดชังไม่ต่างกัน หากเพียงแต่ลุงใหญ่จะปฏิบัติต่อเซี่ยซินตงอย่างดี เลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่ขึ้นมาอย่างเหมาะสม ต่อให้วันนี้ความจริงจะถูกเปิดโปง มันก็ยังพอมีหนทางให้แก้ไขได้
การที่เซี่ยซินตงเป็นคนดี มีความสามารถและโดดเด่น ก็อาจจะช่วยลดทอนความผิดของแม่ลงไปได้บ้าง แต่ลุงใหญ่กลับเลี้ยงดูเซี่ยซินตงราวกับสุนัขตัวหนึ่ง แล้วแบบนี้พ่อของเขาจะไม่เกลียดได้ยังไง? แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่หาย
“เซี่ยหมิง แกยังมองเรื่องนี้อย่างเป็นกลางไม่ได้ พ่อผิดหวังในตัวแกจริงๆ” เซี่ยโป๋เหวินกล่าวอย่างเย็นชา
“ด้วยทัศนคติแบบนี้ยังคิดจะย้ายไปอยู่หน่วยงานยุติธรรมอีกเหรอ พ่อกลัวว่าแกจะตัดสินอะไรลำเอียงเข้าข้างตัวเองไปหมด” ใบหน้าของเซี่ยหมิงแดงก่ำ
“พ่อครับ พ่อคิดกับผมแบบนี้ได้ยังไง?”
“แล้วพ่อไม่ควรคิดแบบนี้รึไง? หรือในสายตาของแก ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคือคนผิดงั้นเหรอ? แกอยากจะให้เซี่ยซินตงหายไปจากโลกนี้เลยใช่ไหม แล้วพวกแกก็กำลังวางแผนจะไปแก้แค้นซ่งอวี้หน่วนอยู่ด้วยใช่หรือเปล่า?”
เซี่ยหมิงเอ่ยตอบอย่างยากลำบาก “เรื่องที่ผิดกฎหมาย เราจะไม่ทำอย่างแน่นอนครับ” เซี่ยโป๋เหวินแค่นเสียงเย็นชา “แล้ว 2 วันมานี้เซี่ยลี่อิ๋งกับเซี่ยจื้อหายหัวไปไหนกันหมด? ไปเฝ้าแม่แกที่โรงพยาบาลจริงๆ น่ะเหรอ?”
“เซี่ยหมิง แกเป็นพี่คนโตก็จริง แต่พ่อคือพ่อของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรลงไป พ่อก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่ถ้าแกรู้เห็นเป็นใจแล้วไม่รายงาน...เซี่ยหมิง แกนั่นแหละที่จะเป็นการผลักตัวเองลงสู่ขุมนรกที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด”
เซี่ยหมิงพยายามแก้ต่าง แม้จะรู้ดีว่าคำพูดของตนนั้นช่างไร้น้ำหนักสิ้นดี “พ่อครับ คนเราก็ต้องมีลำเอียงกันบ้างเป็นธรรมดา แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อพวกเรา ถ้าพวกเรายังไปซ้ำเติมแม่อีก แล้วพวกเราจะต่างอะไรกับคนอกตัญญูละครับ?”
“เพียงเพราะอย่างนั้น ก็เลยไม่จำเป็นต้องแยกแยะผิดชอบชั่วดีอย่างนั้นเหรอ?” เซี่ยโป๋เหวินสูดลมหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์แล้วพูดกับลูกชายว่า
“แล้วแกยังมองไม่ออกอีกหรือไง ว่านี่มันไม่ใช่เรื่องของพ่อคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ถ้าพ่อทำอะไรผิดพลาดไปจริงๆ คนแรกที่จะมาเล่นงานพ่อก็คือกงอวิ๋นปินกับพวกพ้องของเขา แล้วแกเองก็คงไม่รอดเหมือนกัน”
“เซี่ยหมิง ตั้งแต่เล็กจนโตแกเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด แทบไม่เคยต้องเจอกับความผิดหวังเลย เพราะพ่อคอยปกป้องพวกแกมาอย่างดีตลอด พอจู่ๆ ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ สภาพจิตใจของแกเลยเสียศูนย์ พ่อเข้าใจดี ในช่วงเวลาแบบนี้ การที่แกไม่ได้ทอดทิ้งแม่ของแกไป จริงๆ แล้วพ่อก็รู้สึกยินดีนะ อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ได้ว่าแกเป็นลูกกตัญญู แม่ของแกไม่ได้เหนื่อยยากเลี้ยงดูพวกแกมาทั้งชีวิตโดยเปล่าประโยชน์”
“แล้วพ่อล่ะครับ?” เซี่ยหมิงถามสวนขึ้นมาทันที
“เซี่ยหมิง แกต้องจำไว้ว่าเซี่ยซินตงก็เป็นลูกของพ่อเหมือนกัน ต่อให้เราจะไม่ได้ยอมรับซึ่งกันและกัน แต่ความจริงที่ว่าเขาคือสายเลือดของพ่อ คือลูกหลานของพ่อ เรื่องนี้ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้”
“หมายความว่าพ่อคิดจะเสียสละแม่เพื่อเรื่องนี้เหรอครับ?” เซี่ยหมิงถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
“แกรู้ไหมว่าทำไมตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พ่อถึงสามารถปกป้องพวกแกกับตระกูลซ่างกวน ให้ใช้ชีวิตมาได้อย่างราบรื่นจนถึงทุกวันนี้?” เซี่ยหมิงมองหน้าพ่อของตน นิ่งเงียบไม่ตอบ จริงๆ แล้วเขารู้คำตอบดีอยู่แก่ใจ แต่แค่ไม่อยากยอมรับมันเท่านั้น
“ก็เพราะว่าไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องคอขาดบาดตายแค่ไหน พ่อก็ยังยึดมั่นในหลักการของตัวเองเสมอมา” เซี่ยโป๋เหวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงเจือความหงุดหงิด
“พ่อจะไปโรงพยาบาล แกก็ใช้เวลาคิดทบทวนดูให้ดี อย่าทำให้พ่อต้องผิดหวังในตัวแก” แล้วเขาก็พูดเสริมขึ้นมาอีกว่า “ซ่างกวนหว่านไม่เหมาะที่จะอยู่ที่ปักกิ่งอีกต่อไป พ่อจัดการเรื่องเอกสารให้เธอเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ก็ให้เดินทางกลับฮ่องกงเลย”
เซี่ยโป๋เหวินเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเซี่ยหมิง เขามองใบหน้าของลูกชายที่ดูคล้ายคลึงกับซ่างกวนเหิงอย่างน่าประหลาด ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง “เซี่ยหมิง แกมีหน้าที่แค่ไปส่งซ่างกวนหว่านก็พอ ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว”
เซี่ยหมิงนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ซ่างกวนหว่านคือลูกพี่ลูกน้องของเขา แม้จะไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่เขาก็รู้ดีว่าเธอมาที่นี่เพื่อหนีการแต่งงาน หากต้องกลับไปตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมนั้นอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ การส่งตัวเซี่ยซินตงกลับคืนไป คงทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงในกลุ่มผู้มีอำนาจทั้ง 3 ตระกูล เพราะเซี่ยซินตงเปรียบเสมือนห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ เป็นความหวังในการมีชีวิตที่ยืนยาวของพวกเขา
ป่านนี้ลุงใหญ่ซ่างกวนเหิงคงกำลังตกที่นั่งลำบากอย่างแสนสาหัส และหนทางเดียวที่ซ่างกวนหว่านจะทำได้เมื่อกลับไป ก็คือแต่งงานเข้าตระกูลจง
แต่เซี่ยหมิงก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แค่เรื่องวุ่นวายในครอบครัวของตัวเองตอนนี้ก็หนักหนาเกินพอแล้ว จะมีเวลาที่ไหนไปกังวลเรื่องของคนอื่น
ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังตึงตังลงมาจากชั้นบน เซี่ยโป๋เหวินหันไปมอง ก็เห็นซ่างกวนหว่านที่หน้าตาตื่นตระหนกกำลังวิ่งกระหืดกระหอบลงมาจากชั้นบน เธอวิ่งมาถึงตรงหน้าเซี่ยโป๋เหวิน แล้วจู่ๆ เธอก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเขา ใบหน้าขาวซีดเผือด
“คุณน้าคะ หนูขอร้องล่ะค่ะ อย่าส่งหนูกลับฮ่องกงเลยนะคะ ถ้าหนูกลับไปก็มีแต่ต้องแต่งเข้าตระกูลจงเท่านั้น คุณน้าไม่รู้หรอกว่าไอ้บ้าตระกูลจงคนนั้นมันน่ากลัวจะตาย ในมือของเขามีคนตายไปแล้วหลายคน หนูแต่งเข้าไปก็มีแต่ตายกับตายสถานเดียว ให้หนูอยู่ที่นี่อีกสักพักเถอะนะคะ รอให้พ่อของหนูคิดหาทางออกได้ก่อน หนูขอร้องล่ะค่ะคุณน้า ได้โปรดอย่าส่งหนูไปเลย หนูรู้ว่าเรื่องที่พ่อของหนูทำมันเลวร้ายมาก แต่หนูไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยจริงๆ นะคะ มันไม่เกี่ยวกับหนูเลย”
[จบบท]