บทที่ 207: ตัวหลักจะขาดไปได้ยังไง
เซี่ยโป๋เหวินแทบจะอธิบายความรู้สึกในใจตัวเองไม่ถูก
เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันต้องไม่ใช่แบบที่เสี่ยวหน่วนเล่ามาแน่ๆ แต่เขาก็รู้ดีว่าท้ายที่สุดแล้ว เรื่องมันก็ต้องจบลงแบบที่ซ่งอวี้หน่วนต้องการนั่นแหละ นี่คือความคิดที่ดังก้องอยู่ในหัวของเขา
เมื่อเห็นว่ายังมีคนยืนต่อคิวรอใช้โทรศัพท์อีกหลายคน ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ เธอจึงตัดบทไปว่า “เรื่องแบบนี้คุยในโทรศัพท์ที่ที่ทำการไปรษณีย์มันไม่ค่อยสะดวกหรอกค่ะ รอคุณตามาถึงที่นี่เมื่อไหร่ เดี๋ยวก็รู้เองว่าเกิดอะไรขึ้น”
ตอนแรกเซี่ยโป๋เหวินอยากจะถามไถ่ถึงอาการของคนทั้ง 5 แต่พอคิดดูอีกที เขาก็มั่นใจว่าคงไม่มีใครเจ็บหนักอะไร แต่ถ้าเป็นแผลเล็กๆ น้อยๆ ก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ และถึงจะถามไป ซ่งอวี้หน่วนก็คงไม่ยอมปริปากพูดความจริงอยู่ดี
เซี่ยโป๋เหวินจึงเปลี่ยนเรื่องถามด้วยน้ำเสียงที่ลำบากใจ “เสี่ยวหน่วน แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าตากำลังจะไปที่อำเภอหนานซาน”
“ไม่ใช่แค่คุณตาที่ต้องมานะคะ แต่ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ต้องมาด้วย” ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติ
คิ้วของเซี่ยโป๋เหวินขมวดเข้าหากันทันที เขากำกระบอกโทรศัพท์แน่นขึ้น ก่อนจะเค้นเสียงตอบกลับไป “ซ่างกวนอวิ๋นฉีเข้าโรงพยาบาลอยู่”
“เรื่องนั้นไม่เห็นจะเป็นปัญหาเลยนี่คะ ถ้าเธอมาไม่ได้ หนูก็แค่พาน้าของหนูกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปเยี่ยมถึงห้องพักผู้ป่วย เพื่อเล่านิทานให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีฟังถึงที่ก็ได้”
“ซ่างกวนจำเป็นต้องไปปรากฏตัวด้วยเหรอ” เซี่ยโป๋เหวินกัดฟันถาม
“แน่นอนสิคะ เธอเป็นตัวละครหลักของเรื่องนี่นา จะให้ขาดเธอไปได้ยังไงกัน” ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง
“เสี่ยวหน่วน ตกลงว่าเธอวางแผนจะทำอะไรกันแน่ บอกตาหน่อยได้ไหม” เขาถามด้วยความร้อนใจ ก่อนจะรีบอธิบายต่อ “เสี่ยวหน่วนวางใจได้เลยนะ ตาไม่มีเจตนาร้ายกับเธอแน่นอน ส่วนเรื่องที่ไอ้ลูกสารเลวสองคนนั่นไปที่อำเภอหนานซาน ตาไม่รู้เรื่องจริงๆ”
เขาเป็นคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน แค่มองปราดเดียวก็พอจะเดาออกว่าใครเป็นคนยังไง ซ่งอวี้หน่วนน่ะเหรอจะเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน เขาก็รู้ซึ้งถึงพิษสงของเธอดี
“โอ๊ย คุณตาคะ ดูเหมือนว่าในชีวิตนี้ของคุณตาจะมีเรื่องที่ไม่รู้อยู่เยอะเหมือนกันนะคะเนี่ย” น้ำเสียงเย้ยหยันที่แฝงมากับรอยยิ้มของซ่งอวี้หน่วน ทำเอาเซี่ยโป๋เหวินที่อยู่อีกฟากของสายถึงกับหน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก
“คุณตาเอาข้อเสนอของหนูไปบอกซ่างกวนอวิ๋นฉีได้เลยนะคะ ว่าเธอจะเลือกมาสะสางปัญหาที่อำเภอหนานซาน หรือจะให้พวกหนูยกโขยงไปสะสางปัญหาให้ถึงในห้องพักผู้ป่วยของเธอ”
เพียงเท่านี้เซี่ยโป๋เหวินก็เข้าใจทุกอย่างในทันที มิน่าล่ะ เสี่ยวหน่วนถึงได้บอกว่าของดีอยู่ตอนท้าย ที่แท้เธอก็ไม่ได้คิดจะปล่อยซ่างกวนอวิ๋นฉีไปตั้งแต่แรกแล้ว
“เอาล่ะค่ะคุณตา หนูต้องวางสายแล้ว ข้างหลังมีคนรอคิวอีกตั้งเยอะ จะคุยนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว สวัสดีค่ะ”
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็วางหูโทรศัพท์ไปอย่างไม่ไยดี
เซี่ยโป๋เหวินที่อยู่อีกฝั่งถึงกับแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดอารมณ์ด้วยการทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอย่างแรง เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปนขึ้นมาจนรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังเขาได้ตายเร็วขึ้นแน่ๆ
ไอ้โง่เซี่ยจื้อกับเซี่ยลี่อิ๋ง เตือนพวกมันไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเข้าไปยุ่ง ให้ก้มหน้าก้มตาทำเรื่องของตัวเองไปก็พอ แต่ผลที่ได้คืออะไร ไม่มีใครเอาคำพูดของเขาไปใส่ใจเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นเพราะพวกมันเคยตัวจนไม่เห็นหัวใคร หรือเป็นเพราะชีวิตของเขามันล้มเหลวเกินไปกันแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้โง่สองคนนั่นจะโดนอัดก็ช่างมันเถอะ นั่นมันสมควรแล้ว เป็นเพราะพวกมันหาเรื่องใส่ตัวเอง แต่ว่าอีกสามคนที่เหลือเป็นใครกันล่ะ ใบหน้าของเซี่ยโป๋เหวินพลันเคร่งขรึมลง ในขณะที่หัวใจของเขาก็ดิ่งวูบตามไป
เมื่อเสร็จธุระ ซ่งอวี้หน่วนก็สลัดเรื่องของเซี่ยโป๋เหวินทิ้งไปจากหัวอย่างรวดเร็ว เธอไม่สนใจหรอกว่าเขาจะรู้สึกยังไง ตุ่มน้ำพองบนเท้ามันก็เกิดจากฝีเท้าของตัวเองทั้งนั้น เมื่อคิดจะทำอะไรแล้วก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา มันเป็นกฎเกณฑ์ของโลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนกับน้องชายขี่ม้าสีแดงพุทราไปตามท้องถนนอย่างสง่างาม ดึงดูดสายตาของผู้คนให้หันมามองเป็นตาเดียว
ทันใดนั้นก็มีเสียงของคุณยายคนหนึ่งดังขึ้น “ตายจริง ทำไมยังมีคนขี่ม้ากลางถนนแบบนี้อีกล่ะ ถ้าเกิดม้ามันตกใจวิ่งขึ้นมา แล้วไปชนเด็กๆ เข้าจะทำยังไง”
ซ่งหมิงเซิ่งรีบหันไปตอบ “คุณยายครับ ม้าตัวนี้นิสัยดีจะตายไป อีกอย่างผมก็ยังเป็นเด็กอยู่เลย ถ้ามันดื้อขึ้นมาจริงๆ คนที่จะซวยเป็นคนแรกก็ต้องเป็นผมไม่ใช่เหรอครับ”
คุณยายคนนั้นไม่คิดว่าคำพูดของตัวเองจะดังไปถึงหูของเด็กๆ ก็เลยรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาเล็กน้อย
ซ่งอวี้หน่วนพลันคิดได้ว่า สงสัยวันหลังเธอคงต้องเปลี่ยนไปขี่จักรยานแทนซะแล้ว
สองพี่น้องรีบเดินทางออกจากถนนเส้นนั้นในทันที จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็ตรงไปพบอาจารย์ใหญ่ชุย พร้อมกับบอกเขาว่าเธอมีบางประเด็นที่อยากจะเสนอเพิ่มเติม
“จะเสริมเรื่องอะไรเหรอ ไหนลองว่ามาสิ” อาจารย์ใหญ่ชุยกล่าว
“การดำเนินงานของอำเภอหนานซานเราต้องบอกว่ารวดเร็วทันใจสุดๆ เลยค่ะ เริ่มโครงการมาได้ไม่นาน หอประชุมใหญ่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว หนูคิดว่าเราน่าจะใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกภาพความคืบหน้าเก็บไว้นะคะ รวมถึงถ่ายภาพสถานีรถไฟ แผนที่เส้นทาง แล้วก็สภาพแวดล้อมรอบๆ ที่ตั้งโรงเรียนแห่งใหม่ของเราด้วย นอกจากนี้ ก็น่าจะหาคนวาดรูปเก่งๆ สักคน มาช่วยวาดภาพจำลองของวิทยาลัยสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่อำเภอหนานซานในฝันของเราออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม”
อาจารย์ใหญ่ชุยมองซ่งอวี้หน่วนนิ่ง ยิ่งฟัง ดวงตาของเขาก็ยิ่งเปล่งประกาย เด็กคนนี้ฉลาดเป็นกรดจริงๆ
แต่แล้วในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะเป็นฝีมือของผู้เฒ่าหูที่คอยให้คำแนะนำเธออยู่ลับๆ พอคิดได้แบบนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นรอยโคลนกระเด็นเปรอะแขนเสื้อเชิ้ตและกางเกงของซ่งอวี้หน่วน จึงเอ่ยถามขึ้น “ระหว่างทางโดนรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่เหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเองแล้วพยักหน้า “ใช่ค่ะ โดนรถเฉี่ยวมา”
อาจารย์ใหญ่ชุยได้ยินดังนั้นก็สบถด่าคนขับรถคันนั้นเสียๆ หายๆ
ซ่งอวี้หน่วนแอบคิดในใจว่า หากไม่ใช่เพราะเธอรู้จักควบคุมพลังของตัวเองเอาไว้ ป่านนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวคงได้เละเทะเป็นถังสีเพราะแรงฟาดที่ไม่ยั้งมือของเธอแน่ๆ เธอรู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่ลึกๆ ดูเหมือนว่าการควบคุมพลังของเธอจะยิ่งเฉียบคมและได้ดั่งใจมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ต้องเรียกว่าอะไรดีนะ เดินผ่านดงโคลน ตัวไม่เปื้อนสักหยดดีไหม
อาจารย์ใหญ่ชุยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “แต่พรุ่งนี้เช้าเราก็ต้องออกเดินทางกันแล้วนะ จะทำทันเหรอ”
“ก็ไปถ่ายกันตอนนี้เลยสิคะ” ซ่งอวี้หน่วนตบกระเป๋าเสื้อของตัวเองเบาๆ “หนูมีกล้องถ่ายรูปติดตัวมาพอดีเลย แถมยังเป็นกล้องสีด้วยนะคะ”
อาจารย์ใหญ่ชุยจึงไม่รอช้า รีบโทรศัพท์หาโค่วฮุยทันที ซึ่งแน่นอนว่าทางนั้นก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และยังได้จัดหาคนไปวาดภาพตามที่ซ่งอวี้หน่วนเสนอมาอีกด้วย
หลังจากนั้น อาจารย์ใหญ่ชุยก็ขี่จักรยาน ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็ขี่ม้าพาน้องชายไปยังที่ตั้งของหอประชุมใหญ่เดิม ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงให้กลายเป็นวิทยาลัยสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่
ความจริงแล้ว มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะพวกเขามองว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน หากโครงการล้มเหลวขึ้นมา มันจะไม่กลายเป็นการสิ้นเปลืองทั้งแรงงานและงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ
แต่เพราะโค่วฮุยยืนกรานอย่างหนักแน่น คนอื่นๆ จึงทำได้เพียงเก็บความไม่พอใจไว้ในใจ แต่ก็มีหลายคนที่เฝ้ารอดูความล้มเหลวอยู่ห่างๆ
ขณะนั้น มีชายสองสามคนกำลังยืนชี้ไม้ชี้มืออยู่บริเวณประตูทางเข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ชายคนหนึ่งบ่นขึ้นว่า “เงินทุกเซ็นต์ตอนนี้ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด การคลังของประเทศเรากำลังลำบากแค่ไหน ทำไมถึงนึกอยากจะทำอะไรก็ทำขึ้นมาดื้อๆ”
อาจารย์ใหญ่ชุยขมวดคิ้วมุ่นแล้วพูดกับชายคนนั้น “เหล่าหวง คุณช่วยอย่าพูดจาบั่นทอนกำลังใจกันได้ไหม พรุ่งนี้พวกเราก็จะเดินทางเข้าเทศมณฑลกันแล้วนะ”
เหล่าหวงถลึงตาใส่อาจารย์ใหญ่ชุยอย่างไม่พอใจ
ซ่งอวี้หน่วนหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม “หอประชุมใหญ่นี่อาจจะเป็นต้นแบบของวิทยาลัยในอนาคตก็ได้นะคะ มีความหมายในเชิงที่ระลึกมากๆ เลย พวกคุณลุงไม่อยากถ่ายรูปหมู่เก็บไว้หน่อยเหรอคะ เผื่อว่าวิทยาลัยของเราได้รับการอนุมัติขึ้นมาจริงๆ รูปถ่ายของพวกคุณลุงก็จะถูกนำไปจัดแสดงในห้องนิทรรศการของวิทยาลัยในฐานะพยานทางประวัติศาสตร์คนสำคัญเลยนะคะ”
เหล่าหวงเป็นข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว เขามองหน้าซ่งอวี้หน่วนสลับกับอาจารย์ใหญ่ชุย แล้วคิดในใจว่าข้อเสนอนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน หากคำขอจัดตั้งวิทยาลัยไม่ผ่านการอนุมัติ เขาก็จะได้ใช้รูปถ่ายใบนี้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนกับผู้ใหญ่ต่อไป
เมื่อเห็นว่าทุกคนเห็นด้วย ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่รอช้า กดชัตเตอร์รัวๆ เก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ รวมถึงภาพการก่อสร้างที่กำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก
ระหว่างทางกลับ อาจารย์ใหญ่ชุยพูดกับซ่งอวี้หน่วนว่า “เสี่ยวหน่วน ลุงจะไม่ให้เธอมาถ่ายรูปให้ฟรีๆ หรอกนะ เดี๋ยวจะจ่ายค่าจ้างให้”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับว่า “อาจารย์ใหญ่ชุยคะ พอดีหนูมีรูปบางส่วนที่ไม่อยากให้ใครเห็น ไม่ทราบว่าพอจะหาสถานที่ลับๆ สำหรับล้างรูปพวกนี้ได้ไหมคะ”
อาจารย์ใหญ่ชุยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “ได้สิ งั้นเราไปกันเลย ถือโอกาสไปรายงานความคืบหน้าให้โค่วฮุยฟังด้วย”
[จบบท]