บทที่ 215: อาการเพ้อ
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวขอบคุณผู้เฒ่าหลิน แต่แล้วเธอก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงที่มือ ก่อนที่น้องชายจะใช้นิ้วจิกเบาๆ ที่กลางฝ่ามือของเธอ
นี่เจ้าตัวเล็กต้องการจะทำอะไรกันนะ หรือว่าจะหิวขึ้นมา แต่ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารสักหน่อย ถ้าอยากกินของอร่อยก็คงต้องรอให้ออกไปจากที่นี่ก่อนนะ
ซ่งอวี้หน่วนกับน้องชายจึงกล่าวลาผู้เฒ่าหลินซึ่งกำลังง่วนอยู่กับงาน แต่เขาก็ยังไม่ลืมสละเวลามาสอบถามเรื่องการทบทวนบทเรียนของเธอ พร้อมกำชับว่าอย่าได้เกียจคร้านเป็นอันขาด เพราะการทบทวนความรู้เก่าจะทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเสมอ ซึ่งซ่งอวี้หน่วนก็ยิ้มรับคำเป็นอย่างดี
ทันใดนั้นผู้เฒ่าหลินก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามซ่งอวี้หน่วน “แล้วนิทานเรื่องที่สองของหนูล่ะ ได้ส่งต้นฉบับไปแล้วหรือยัง”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้า “ส่งไปแล้วค่ะ ตอนนี้น่าจะถึงแล้วนะคะ”
“หลานชายตัวน้อยของปู่ชอบเรื่องของหนูมากเลยนะ เขาบอกว่าถ้าโตขึ้นอยากจะเป็นเด็กหนุ่มที่ทั้งกล้าหาญและฉลาดให้ได้เหมือนกับเสี่ยวสือโถวในเรื่อง”
หมิงเซิ่งตัวน้อยพูดขึ้นอย่างมีความสุข “เรื่องที่สองก็สนุกเหมือนกันครับ พี่อ่านให้ผมฟังแล้ว”
แน่นอนว่าพี่สาวอ่านให้เขาฟังแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้นแหละ หลังจากนั้นเธอก็บังคับให้เขาหัดอ่านหนังสือด้วยตัวเอง แม้จะอ่านแบบกระท่อนกระแท่นไปบ้างแต่สุดท้ายก็อ่านจนจบเรื่องอยู่ดี
ผู้เฒ่าหลินลูบศีรษะของหมิงเซิ่งด้วยรอยยิ้มใจดี ก่อนจะหันไปบอกซ่งอวี้หน่วนว่ารถจอดรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว จากนั้นเขาก็หันกลับไปจัดการงานของตัวเองต่อ
เมื่อเดินมาถึงระเบียงทางเดิน หมิงเซิ่งก็รั้งมือพี่สาวเอาไว้ ก่อนจะกดเสียงให้เบาลง “พี่ครับ ถ้าผมบอกว่าคทาหยกของบ้านเราอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นี่ พี่จะเชื่อมั้ย”
“เชื่อสิ”
คำตอบของพี่สาวทำให้หมิงเซิ่งดีใจจนน้ำตาแทบไหล
“แต่ว่า...นั่นไม่ใช่ของบ้านเรานะจ๊ะ”
“แต่มันบอกกับผมเองนะครับว่าเป็นของบ้านเรา”
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือน้องชายเข้าไปหลบมุม ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่”
“ก็ตอนที่เราเพิ่งเข้ามา มันบอกผมว่าตัวมันอยู่ในห้องใต้ดิน ให้ผมรีบไปหามันหน่อย”
ซ่งอวี้หน่วน: “...”
ถึงเธอจะพอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่มากพอที่จะขอให้ใครเปิดห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนนอกอย่างเธอเข้าไปได้หรอก
“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้อยู่ในนั้นไปก่อนแล้วกัน อย่างน้อยอยู่ในห้องใต้ดินก็ยังปลอดภัยดี”
ซ่งหมิงเซิ่งพึมพำ “...ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น งั้นเดี๋ยวผมจะบอกมันดู”
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกสับสนในใจอยู่ไม่น้อย เธอไม่ได้คิดว่าน้องชายกำลังมีอาการเพ้อหรือจิตหลอน เพราะในเมื่อตัวเธอเองยังสามารถทะลุมิติเข้ามาอยู่ในหนังสือได้ แล้วทำไมเจ้าตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้าจะมีความสามารถพิเศษในการสื่อสารทางจิตกับสิ่งของบ้างไม่ได้ล่ะ
เพียงแต่เรื่องที่ได้ยินมันก็ยังรู้สึกว่าเหลือเชื่ออยู่ดี
เมื่อนึกถึงความสามารถของน้องชายที่แยกแยะของเก่าของจริงกับของปลอมได้ มันก็ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่า หรือเขาจะใช้วิธีนี้ในการแยกแยะสิ่งของกันนะ
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือน้องชายเดินออกมาด้านนอก แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว หมิงเซิ่งก็หยุดเดินแล้วพูดกับเธอด้วยท่าทีลำบากใจ “พี่ครับ ดูเหมือนว่าคทาหยกจะไม่อยากอยู่ในห้องใต้ดิน”
“ต่อให้ไม่อยากอยู่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ ห้องใต้ดินนั่นเป็นของพิพิธภัณฑ์ พี่สาวของเธอไม่มีปัญญาไปขอให้เขาเปิดห้องเพื่อให้คนนอกอย่างเราเข้าไปได้หรอก”
ซ่งหมิงเซิ่งพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาเดินจากมาพร้อมกับหันกลับไปมองอยู่หลายครั้ง
หรือที่เขาว่ากันว่าเรื่องบังเอิญไม่มีในโลกนิยายก็คงจะจริง เมื่อผู้เฒ่าหลินนึกเรื่องของเหล่าเอ้อร์ฮาขึ้นมาได้ เขาคิดว่าสมควรแจ้งข่าวนี้ให้เสี่ยวหน่วนทราบ เพราะการที่สามารถตามหาตัวเหล่าเอ้อร์ฮาจนเจอและยึดของปลอมทั้งหมดกลับมาได้ก็ต้องขอบคุณเธอ
เขาจึงรีบออกจากห้องทำงานมาทันที เมื่อเห็นเงาของสองพี่น้องอยู่สุดทางเดินจึงรีบตะโกนเรียกเสียงดัง “เสี่ยวหน่วน เสี่ยวหน่วน เดี๋ยวก่อน”
ซ่งอวี้หน่วนหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองผู้เฒ่าหลินที่กำลังกวักมือเรียกเธออยู่ เธอจึงจูงมือน้องชายเดินกลับไปหาเขาอีกครั้ง
ผู้เฒ่าหลินพูดขึ้นว่า “ในห้องใต้ดินมีของปลอมที่เหล่าเอ้อร์ฮาทำไว้จำนวนหนึ่ง อีกไม่กี่วันก็จะเตรียมขนย้ายไปที่ฮ่องกงแล้ว ปู่จะพาหนูลงไปดู ถ้าเกิดถูกใจชิ้นไหน เสี่ยวหน่วนก็เลือกไปได้เลยนะ ถือว่าเป็นรางวัลที่ทางพิพิธภัณฑ์มอบให้หนู”
พูดจบเขาก็พาซ่งอวี้หน่วนตรงไปที่ห้องใต้ดินทันที
ระหว่างทาง ซ่งอวี้หน่วนก็ได้รู้ถึงเหตุผลที่ของเหล่านั้นต้องถูกส่งไปยังฮ่องกง
ที่แท้ที่นั่นมีองค์กรสมาพันธ์แห่งหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนแผ่นดินใหญ่
ท่านประธานของสมาพันธ์ได้กล่าวว่าต้องการจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ระหว่างสองพื้นที่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ในฮ่องกงได้เข้าใจประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของประเทศจีน จึงได้ส่งจดหมายมายังพิพิธภัณฑ์ที่ปักกิ่ง
จากนั้นผู้อำนวยการเฝิงจึงได้แจ้งต่อไปยังหน่วยงานด้านโบราณวัตถุในแต่ละพื้นที่ แน่นอนว่าการจะส่งโบราณวัตถุของจริงไปจัดแสดงนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะการเดินทางไปที่นั่นต้องผ่านด่านศุลกากรซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อน
หากต้องการจัดนิทรรศการสัญจรจริงๆ ก็จำเป็นต้องดำเนินการผ่านช่องทางของทางการเท่านั้น แต่งานในครั้งนี้จัดขึ้นโดยภาคเอกชน ถึงอย่างนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ตั้งแต่ระดับบนสุดจนถึงระดับล่างสุดต่างก็ให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นอย่างมาก
โชคดีที่เหล่าเอ้อร์ฮามีผลงานที่ทำเลียนแบบไว้เป็นจำนวนไม่น้อย และเนื่องจากกลุ่มของผู้เฒ่าหลินเป็นผู้ค้นพบเขา ในตอนนี้เหล่าเอ้อร์ฮาจึงยังไม่ถูกส่งตัวไปดำเนินคดี แต่ถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนอยู่ที่ใดที่หนึ่งในเทศมณฑลนี่เอง
แน่นอนว่าคนที่มีฝีมือระดับนี้ย่อมมีความสามารถที่ไม่ธรรมดา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คิดจะลงโทษอะไรเขา เพียงแค่หวังว่าหลังจากสอบสวนเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่างแล้ว จะสามารถโน้มน้าวให้เขายอมใช้ความสามารถของตัวเองให้เป็นประโยชน์ และยินยอมพร้อมใจที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อีกสักสองสามคน
ซ่งอวี้หน่วนถึงได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคทาหยกที่น้องชายพูดถึงมาอยู่ในห้องใต้ดินนี้ได้อย่างไร
หลังจากที่หลินฉิงจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอไป เธอก็ไม่ได้ติดตามข่าวคราวของหญิงสาวคนนั้นอีกเลย
เธอไม่รู้ว่าคทาหยกที่เคยอยู่ในมือของหลินฉิงนั้นถูกใครบางคนสับเปลี่ยนไป แล้วเหตุใดมันถึงได้มาปรากฏอยู่ที่ห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ได้เล่า เรื่องนี้มันช่างแปลกประหลาดและดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด มันเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่คิดจะเอ่ยปากถามน้องชาย ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้มีผู้เฒ่าหลินอยู่ข้างๆ ต่อให้ไม่มีใครอยู่ด้วย เธอก็ไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ
ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้ ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยชี้นำให้น้องชายพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความสามารถพิเศษของเขาเลย เจ้าตัวเล็กเพิ่งจะอายุได้เพียง 5 ขวบ ตามความเชื่อของคนโบราณ เด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ขวบ ตาทิพย์ของพวกเขายังไม่ปิดสนิท นั่นหมายความว่าเด็กในช่วงวัยนี้จะมีความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งเร้นลับเป็นพิเศษ และน้องชายของเธอก็น่าจะเป็นหนึ่งในเด็กกลุ่มนี้ที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ในนิยายต้นฉบับ หลังจากที่น้องชายของเธออายุครบ 8 ขวบ เขาก็ยังคงมีความสามารถด้านนี้ติดตัวอยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับความสามารถของน้องชายอย่างไรจึงจะถูกต้อง แต่การไม่ซักถาม ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็เดินมาถึงห้องใต้ดิน หลังจากประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก ผู้เฒ่าหลินก็จัดการเปิดไฟจนสว่างไสว ทำให้มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องได้อย่างชัดเจนในพริบตา
สิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนเห็นเป็นอันดับแรกคือเครื่องกระเบื้องและภาชนะทองสัมฤทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างงดงามวิจิตรบรรจงวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง นี่คงจะเป็นผลงานของเหล่าเอ้อร์ฮาอย่างไม่ต้องสงสัย เธอต้องยอมรับเลยว่าชายชราคนนี้เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากจริงๆ
ผู้เฒ่าหลินทอดถอนใจ “เฮ้อ ถ้าของทั้งหมดนี่เป็นของจริงจะดีแค่ไหนกันนะ”
โบราณวัตถุของจริงจำนวนไม่น้อยได้หายสาบสูญไปตามกาลเวลาแล้ว ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าร้อยปี แม้จะรู้ว่าของจริงอยู่ที่ไหน แต่ก็ทำได้เพียงทอดถอนใจเพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ในขณะเดียวกัน ซ่งหมิงเซิ่งกลับเดินตรงไปยังมุมห้อง ที่นั่นมีโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งมีกองสิ่งของวางระเกะระกะอยู่
เมื่อผู้เฒ่าหลินเห็นซ่งอวี้หน่วนมองไปทางนั้น เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ของพวกนั้นเป็นของที่พิพิธภัณฑ์ของเรารับมาในช่วงหลายปีนี้ บางชิ้นก็เสียหายหนักมากจนค่าซ่อมแซมสูงกว่ามูลค่าของมันเสียอีก บางชิ้นก็เป็นของปลอม บางชิ้นก็ยากที่จะประเมินว่าเป็นของจริงหรือของปลอมและมีมูลค่าไม่สูงนัก... ก็เลยกองรวมกันไว้ตรงนั้น รอโอกาสเหมาะๆ แล้วค่อยจัดการทีเดียว”
ซ่งหมิงเซิ่งหยิบหยกแกะสลักชิ้นเล็กๆ ที่มีสภาพเก่าคร่ำคร่าและมีรอยด่างดวงขึ้นมา เมื่อซ่งอวี้หน่วนมองดูดีๆ ก็พบว่านี่มันคือคทาหยกชิ้นเดียวกับที่หลินฉิงเคยนำมาให้ดูในครั้งแรกไม่ใช่หรือ แล้วทำไมมันถึงได้ตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเช่นนี้ได้
ท้ายที่สุด ซ่งอวี้หน่วนก็เลือกหยิบคทาหยกที่ดูเหมือนจะถูกกัดกร่อนจนเสียหายชิ้นนั้น พร้อมกับกล่องเครื่องประดับไม้เคลือบเงาสีแดงอีกหนึ่งใบ
ซ่งอวี้หน่วนทำตามที่น้องชายบอก เธอเลือกของเก่าออกมาอีก 5 ชิ้นจากกองสิ่งของนั้น แล้วกระซิบกับผู้เฒ่าหลิน “คุณปู่หลินคะ หนูรู้สึกว่าของพวกนี้น่าจะเป็นของจริงนะคะ ถ้าเรานำไปซ่อมแซมสักหน่อย ก็น่าจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อยเลยค่ะ”
ผู้เฒ่าหลินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังซ่งอวี้หน่วน ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายสดใส ในขณะที่มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย เขาก็หัวเราะออกมาทันที “ได้ๆๆ ปู่เชื่อนะว่านี่คือของจริง!”
เขาเชื่ออย่างสุดใจจริงๆ
สำหรับเขาแล้ว เสี่ยวหน่วนไม่ใช่แค่เด็กสาวธรรมดา แต่เธอคือเด็กนำโชคตัวน้อยของเขาต่างหาก!