บทที่ 219: ไม่ได้ละเมอ
กว่าที่ร่างของซ่งอวี้หน่วนจะลับสายตาไป ชายทั้งสองถึงได้เริ่มออกเดินไปตามแนวท่อระบายน้ำอย่างไม่คิดชีวิต
ยิ่งเดินไปไกลจากจุดเดิมได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะตอนนี้พวกเขาไม่สามารถกลับไปยังบ้านพักรับรองได้อีกแล้ว
แม้ว่าชื่อที่ใช้ในจดหมายแนะนำตัวจะเป็นชื่อปลอมก็ตาม แต่ใครจะรับประกันได้ว่าซ่งอวี้หน่วนจะไม่รู้เรื่องนี้
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพเนื้อตัวที่เหม็นเน่าจนแทบทนไม่ไหว ทำให้พวกเขาต้องรีบหาโรงอาบน้ำเพื่อชำระล้างความสกปรกโสโครกนี้ออกไปให้เร็วที่สุด
เหล่าฉีไม่มีกะจิตกะใจจะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใดๆ กับเหล่าโต้ว แต่ในใจก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่แค่เด็กสาวอายุ 16-17 ปี ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น
คนที่จะหาญกล้าทำเรื่องเสี่ยงตายเช่นนี้ได้ ย่อมต้องมีฝีมือที่ไม่ธรรมดา
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน เธอดูไม่เหมือนคนละเมอแม้แต่น้อย สติสัมปชัญญะยังคงแจ่มชัดอยู่ในชุดสีขาวพร้อมไม้กระบองในมือ ภาพที่เห็นช่างดูพิสดารเกินบรรยาย
ที่แท้ความเก่งกาจก็เป็นบ่อเกิดของความใจกล้านี่เอง
ด้วยทักษะความเร็วและฝีมือระดับนั้น ต่อให้ฝ่ายตรงตนจะมีปืนอยู่ในมือก็ไม่แน่ว่าจะทำอะไรเธอไในมือหรือเปล่าก็ไม่รู้
แผนการทั้งหมดต้องเปลี่ยนใหม่สถานเดียว
เหล่าฉีตัดสินใจว่าจะต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีรับทราบโดยเร็วที่สุด ก่อนจะส่งเรื่องต่อไปถึงนายท่านเพื่อวางแผนการกันใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง
ส่วนในตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงแค่เก็บตัวเงียบและรอดูสถานการณ์ไปก่อน
กลิ่นเหม็นทำให้ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย คนพวกนี้ช่างเหมือนหนูที่ไม่กล้าสู้แสงตะวันเสียจริง มิน่าล่ะถึงได้กระโจนลงท่อระบายน้ำไปได้อย่างไม่ลังเล
เมื่อเดินกลับมาถึงจุดเดิม ก็เห็นชายสามคนนั่งยองๆ อยู่ริมถนนอย่างสงบเสงี่ยม
เธอเดินวนไปรอบๆ พวกเขาสองสามรอบ ก่อนจะใช้ปลายไม้กระบองกระทุ้งเข้าไปที่หน้าอกของชายร่างสูงจนเขาล้มก้นจ้ำเบ้าอีกครั้งหนึ่ง
ชายร่างสูงอยากจะลุกขึ้นมาสบถคำหยาบคายและแสดงความเหี้ยมเกรียมออกมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ความปอดแหกกลับมีมากกว่า จึงทำได้เพียงเก็บความรู้สึกอัดอั้นตันใจนี้ไว้
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโดนใครหยามเหยียดขนาดนี้มาก่อน แถมยัยปีศาจน้อยตรงหน้านี้ก็มีพละกำลังมหาศาลและความเร็วที่ผิดมนุษย์ ราวกับเป็นภูตผีปีศาจจำแลงกายมา
เหงื่อเย็นพลันผุดขึ้นมาทั่วแผ่นหลังของชายร่างสูง เขานึกถึงนิทานที่ย่าเคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้นยังเด็ก ที่มีปีศาจจิ้งจอกขาวผู้ซึ่งชอบควักกินไขสมองของเด็กๆ จนถูกนักพรตเต๋ารวมพลังกันปราบปราม
แม้จะจับตัวมันได้แล้ว แต่จู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลูกเห็บตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้เครื่องรางและแท่นบูชาเสียหายทั้งหมด
ปีศาจจิ้งจอกขาวจึงอาศัยจังหวะชุลมุนนี้หลบหนีไปได้ และไม่มีใครพบเห็นมันอีกเลย
ย่ายังบอกอีกว่ามันอาจจะซ่อนตัวรักษาแผลอยู่ในป่าแถวนี้ รอคอยเวลาเหมาะเจาะดักจับเด็กที่คอยวิ่งเล่นซุกซนมาบำรุงร่างกาย
แน่นอนว่าความคิดไร้สาระนั้นผ่านเข้ามาในหัวเพียงชั่ววูบ ชายร่างสูงทำได้เพียงกอดศีรษะของตัวเองเอาไว้เงียบๆ จนตอนนี้เขาก็สร่างเมาเป็นปลิดทิ้งแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนใช้ไม้กระบองกระทุ้งที่หน้าอกของเขาอีกสองสามที ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “วันนี้ที่ห้างสรรพสินค้ามีเด็กแฝดหายไปคู่หนึ่ง ได้ยินว่าเป็นเด็กผู้ชายอายุ 3 ขวบ 2 คน พวกนายรู้เรื่องอะไรบ้างไหม”
แววตาของชายร่างสูงไหวระริก เขาลอบมองเพื่อนอีกสองคนที่นั่งก้มหน้านิ่งไม่ยอมสบตา ท่าทีลังเลของเขาทำให้ซ่งอวี้หน่วนเริ่มจะหมดความอดทน
“รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้”
ริมฝีปากของชายร่างสูงขยับเล็กน้อย แต่ยังไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
“ถ้านายรู้เรื่องอะไรก็บอกฉันมา แล้วฉันจะปล่อยพวกนายทั้งสามคนไปเดี๋ยวนี้” ซ่งอวี้หน่วนยื่นข้อเสนอ
และในที่สุดซ่งอวี้หน่วนก็ได้รู้เบาะแสของเด็กทั้งสองคนจนได้ สังหรณ์ของเธอไม่ผิดพลาด คนในแวดวงมืดเหล่านี้มักจะมีสายใยโยงถึงกันอย่างซับซ้อนเสมอ
ยกตัวอย่างเช่นพวกหัวขโมยด้วยกันเอง ก็จะรู้ดีว่าใครเป็นใครในย่านนี้ และมีการแบ่งเขตพื้นที่ทำมาหากินกันอย่างเด่นชัด
แม้ว่าโจรลักเล็กขโมยน้อยกับแก๊งลักพาตัวเด็กจะอยู่คนละวงการ แต่ตราบใดที่ยังวนเวียนอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างห้างสรรพสินค้า ก็ย่อมต้องมีข่าวคราวหรือเบาะแสอะไรบางอย่างหลุดรอดมาถึงหูบ้างไม่มากก็น้อย
อันธพาลสามคนที่อยู่ตรงหน้านี้คงผ่านการก่ออาชญากรรมมาแล้วทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง ต้มตุ๋น ลักพาตัว หรือฉ้อโกง ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านี้ย่อมต้องล่วงรู้เรื่องราวในโลกมืดที่คนทั่วไปไม่มีทางได้สัมผัส
ชายร่างสูงยอมเปิดปากเล่าให้ซ่งอวี้หน่วนฟังว่า มีคนรับงานชิ้นใหญ่มา โดยได้รับค่าจ้างสูงลิ่วเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการลักพาตัวเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปขายต่อยังหมู่บ้านในหุบเขาลึกแถบตะวันตกเฉียงเหนือ
แม้จะไม่รู้รายละเอียดมากนัก แต่เขาก็ยอมบอกที่ตั้งของรังโจรแห่งหนึ่ง ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเถียนเจียนอกเมือง
ส่วนเด็กแฝดสองคนนั้นก็ถูกลักลอบนำตัวออกไปด้วย โดยการยัดไว้ในถังอุจจาระ
ทว่าตอนนี้เด็กๆ จะเป็นตายร้ายดีหรือยังอยู่ที่นั่นหรือไม่ เขาก็ไม่อาจยืนยันได้
‘หรือว่าเด็กผู้หญิงที่ว่าจะเป็นตัวฉันเอง’ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของซ่งอวี้หน่วน
เธอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในนิยายที่เคยอ่าน ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมจะมีการกวาดล้างอาชญากรรมครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการปราบปรามที่รุนแรงและเด็ดขาด มีคนจำนวนมากถูกตัดสินประหารชีวิต และอาเล็กของเธอในนิยายก็เป็นหนึ่งในนั้น
“เรื่องเลวร้ายที่สุดที่พวกนายเคยทำคืออะไร” เธอเอ่ยถาม
ชายร่างผอมหลุดปากตอบทันที “ก็คือคืนนี้ไง ที่เตรียมจะจับตัวเธอ...”
แต่แล้วเขาก็หุบปากฉับ ไม่กล้าเอ่ยคำพูดที่เหลือออกมา
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตามองคนทั้งสาม ก่อนจะตัดสินใจลองทดสอบใช้พลังของตัวเองดู
เนื่องพวกเขาเป็นเพียงตัวละครปลายแถวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลัก ปกติเลยไม่กระตุ้นให้เกิดภาพนิมิต ถ้าอย่างนั้นลองใช้พลังกระตุ้นดูก็ไม่เสียหาย
พริบตานั้นเธอก็เหวี่ยงฝ่ามือออก ชายร่างสูงที่อายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ ถึงกับยกมือขึ้นกอดศีรษะด้วยความหวาดผวา ก่อนจะรู้สึกถึงกระแสลมรุนแรงพัดปะทะใบหน้าจนร่างของเขาหงายหลังผลึ่งราวกับเต่าที่ถูกจับพลิกกระดอง
ชายอีกสองคนยืนตะลึงงัน “นี่คือ... องค์หญิงพัดเหล็กกลับชาติมาเกิด?”
วินาทีนั้น ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของซ่งอวี้หน่วน เป็นภาพของหญิงชราผมขาวที่กำลังใช้ไม้เท้าค้ำยันพลางร่ำไห้ด่าทอชายหนุ่ม
“หลัวจื้ออู่ ไอ้หลัวจื้ออู่! ไอ้ลูกทรพีเอ๊ย แกจะตั้งใจทำงานดีๆ สักครั้งไม่ได้หรือไง พ่อแกต้องยอมลาออกก่อนกำหนดก็เพราะแก ส่วนแม่แกก็ต้องกลุ้มใจจนผมขาวโพลนในคืนเดียว ”
“งานดีๆ ที่โรงงานรองเท้าหมายเลขหนึ่งน่ะมันหายากแค่ไหน แต่แกกลับทำตัวเป็นไอ้ขี้เกียจสันหลังยาวจนถูกไล่ออก เมื่อไหร่แกจะทำตัวให้เป็นผู้เป็นคนกับเขาสักที ตระกูลหลัวของเราไปสร้างเวรกรรมอะไรไว้นักหนา!”
เมื่อภาพนั้นจางหายไป ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกว่าอากาศรอบกายขุ่นมัวลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อตัวเธอมากนัก
เธอชี้ไปยังชายร่างสูงที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นมา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “นายชื่อหลัวจื้ออู่ เคยทำงานที่โรงงานรองเท้าหมายเลขหนึ่ง แต่เพราะความเกียจคร้านของนาย ทำให้ถูกไล่ออกเมื่อสามวันก่อน จนแม่นายเสียใจผมขาวโพลนในชั่วข้ามคืน พ่อนายก็อับอายจนไม่กล้าสู้หน้าใคร ส่วนย่านายก็แทบอยากจะทุบตีนายให้ตาย แต่สุดท้ายก็ใจอ่อนทำไม่ลง แต่นายกลับไม่สำนึก ยังมีหน้าไปชวนเพื่อนกินเหล้าอีก”
หลัวจื้ออู่เบิกตาโพลงด้วยความเหลือเชื่อ เขาอ้าปากค้างจนลืมหายใจ ก่อนจะสำลักไอออกมาอย่างรุนแรง
เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักเด็กสาวคนนี้มาก่อน แล้วเธอรู้เรื่องราวของเขาได้อย่างไรกัน หรือว่าฝ่ามือเมื่อครู่จะเป็นการส่องวิญญาณ
แท้จริงแล้วเธอคือปีศาจจิ้งจอกขาวในตำนานที่ย่าเคยเล่าให้ฟังจริงๆใช่ไหม
เพื่อนอีกสองคนของเขาก็มีสีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวไม่ต่างกัน
ซ่งอวี้หน่วนฉวยโอกาสที่อันธพาลทั้งสามกำลังขวัญหนีดีฝ่อ บังคับให้มุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด
เธอคอยยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูจนแน่ใจจริงๆว่า พวกเขาเข้าไปแจ้งความและให้เบาะแสเกี่ยวกับสถานที่ซ่อนของเด็กแฝดกับตำรวจที่เข้าเวรอยู่ จึงถอยร่นออกมา
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ชายทั้งสามก็เดินคอตกออกมาจากสถานีตำรวจ
ซ่งอวี้หน่วนได้ยินเสียงตำรวจคนหนึ่งกำลังตำหนิพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็กล่าวขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ พร้อมทั้งให้กำลังใจว่าการกลับตัวกลับใจยังไม่สายเกินแก้ และสั่งให้เตรียมพร้อมสำหรับการสอบสวนเพิ่มเติมได้ในทุกเมื่อ
เมื่อไม่เห็นซ่งอวี้หน่วน ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ในละแวกบ้านพักคนงานเดียวกัน
ทว่าเมื่อเลี้ยวตรงหัวมุมถนน ร่างในชุดสีขาวที่แสนคุ้นตาก็กำลังยืนพิงกำแพงพร้อมไม้กระบองในมือรอคอยพวกเขาอยู่
[จบบท]