บทที่ 226: กลับดำเป็นขาว?
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขอบคุณหลี่ชุนเวย พร้อมกับบอกข่าวดีว่าโรงงานเสื้อผ้าจือหลานของที่บ้านผลิตกิ๊บดอกไม้ที่สวยงามมาก และคืนนี้จะมีรถไฟนำสินค้าล็อตใหม่มาส่งให้ ถึงตอนนั้นเธอสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย
หลี่ชุนเวยไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดนั้นมากนัก เพราะเธอไม่เคยได้ยินชื่อโรงงานเสื้อผ้าจือหลานมาก่อน แต่เธอก็ยังคงยิ้มรับและตอบตกลง ก่อนจะปิดประตูให้อย่างเอาใจใส่
ขณะเดียวกัน รองหัวหน้าอำเภอจ้าวก็มีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เช่นกัน เขานึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ลืมรายงานให้นายอำเภอโค่วทราบ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงตัดสินใจหันหลังกลับขึ้นไปบนชั้น 2
การต้องไปที่ทำการไปรษณีย์นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและต้องเสียเวลารอคิวนาน เมื่อครู่ตอนที่เขาและเสี่ยวสวีไปใช้บริการ ก็ต้องยืนรอคิวนานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งกว่าจะได้คุย แถมพนักงานยังแจ้งว่าวันนี้มีคนใช้บริการเยอะ จึงจำกัดเวลาให้คุยได้เพียง 2 นาทีเท่านั้น
โทรศัพท์ของบ้านพักรับรองสะดวกสบายกว่ากันเยอะ ไม่ต้องต่อคิว และน่าจะไม่มีการจำกัดเวลาในการพูดคุยด้วย ช่างสะดวกสบายอะไรอย่างนี้
ซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวคนนี้ทำไมถึงได้ฉลาดหลักแหลม ทั้งทั้งที่เพิ่งจะอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น หากรออีกสักหลายปี เธอจะเติบโตขึ้นไปเป็นคนแบบไหนกันนะ?
ในเวลานี้ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ต่อสายโทรศัพท์ไปถึงที่ทำการกองพลน้อยเรียบร้อยแล้ว คนที่รับสายคือสมุห์บัญชีหลี่ หลังจากทักทายกันอย่างเป็นกันเองอยู่ครู่หนึ่ง ซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยถามว่าผู้ใหญ่บ้านอยู่หรือไม่
บังเอิญที่ฉู่จื่อโจวเพิ่งกลับมาจากการประชุมที่คอมมูนและกำลังนั่งพักผ่อนอยู่พอดี เขาจึงเดินมาคุยสาย
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส “พี่ผู้ใหญ่บ้านคะ ฉันกำลังเตรียมจะเปิดจุดจำหน่ายสินค้าที่เทศมณฑลแล้ว แถมยังหาคนทำงานได้แล้วด้วย อ้อ! ตอนนี้พ่อของฉันก็กำลังเขียนคำร้องขอจัดตั้งโรงงานเสื้อผ้าอยู่เหมือนกันค่ะ”
ฉู่จื่อโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับไป “เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ว่าเป็นโรงงานแปรรูปหรอกหรือ ทำไมถึงกลายเป็นโรงงานเสื้อผ้าไปได้ล่ะ?”
“อืม... ฉันคิดดูแล้ว ว่าตัดสินใจทำทีเดียวให้มันเสร็จไปเลยจะดีกว่า”
ฉู่จื่อโจวกะพริบตาปริบๆ “แล้วที่เธอโทรมานี่มีเรื่องอะไรให้ช่วยหรือเปล่า?”
“ต้องรบกวนพี่ช่วยไปที่บ้านแล้วบอกให้ย่าช่วยแพ็กกิ๊บดอกไม้ให้สัก 1,000 ชิ้นหน่อย ขนาดไหนก็ได้ค่ะ จากนั้นก็แวะไปที่บ้านของผู้เฒ่าจี้ ตอนเย็นจะมีรถไฟเที่ยวที่จะเข้าเทศมณฑล รบกวนให้คุณอาเสี่ยวตี้จื่อช่วยเอาของไปส่งที่สถานี เขารู้ว่าจะต้องฝากของมากับใคร แล้วเดี๋ยวตอนกลางคืนฉันจะไปรับของที่สถานีเองค่ะ”
ระยะทางจากอำเภอหนานซานไปยังเทศมณฑลนั้นไม่ไกลมากนัก ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟประมาณ 4 ชั่วโมง ที่ต้องบอกว่า ‘ประมาณ’ ก็เพราะรถไฟในยุคนี้ไม่ค่อยจะมาถึงตรงเวลาสักเท่าไหร่
ทางฝั่งของฉู่จื่อโจวตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เขาเป็นคนหนึ่งที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ค่อนข้างเร็ว ปู่ของเขาเคยบอกไว้ว่าให้ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเสริมอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวความผิดพลาด เพราะทุกความผิดพลาดถือเป็นประสบการณ์ และการทำงานในระดับรากหญ้าในปัจจุบันคือโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างผลงาน
หากครอบครัวซ่งสามารถจัดตั้งโรงงานเสื้อผ้าขึ้นมาได้จริง โรงงานแห่งนั้นก็จะขึ้นตรงต่อหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ นี่จึงเป็นเหตุผลที่บอกได้ว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นเด็กที่หัวไวมาก
เขากำชับให้ซ่งอวี้หน่วนระมัดระวังตัวตอนไปรับของที่สถานี เพราะเทศมณฑลไม่เหมือนกับอำเภอหนานซานที่คุ้นเคย
ซ่งอวี้หน่วนจึงบอกเขาไปว่าถึงตอนนั้นจะให้ซ่งเหลียงเป็นคนไปรับของเอง เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่จื่อโจวจึงวางใจ
หลังจากวางสายโทรศัพท์ ฉู่จื่อโจวก็มุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลซ่ง แต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับคน 5 คนที่กำลังก้าวลงมาจากรถ
ฉู่จื่อโจวหรี่ตามอง ก่อนจะเดินช้าๆ ตรงไปยังบ้านตระกูลซ่งต่อไป
คนทั้ง 5 คนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นกลุ่มของเซี่ยจื้อที่ถูกซ่งอวี้หน่วนกักตัวไว้ที่บ้านพักรับรอง
คนที่ตระหนักถึงความผิดปกติได้เป็นคนแรกคือทังโส่วกุย เขาตามเซี่ยจื้อออกมาโดยที่ทางบ้านไม่ได้รับรู้ แต่เรื่องที่น่าแปลกคือคุณลุงเซี่ยกลับไม่เคยโทรศัพท์มาหาเลยสักครั้ง ซึ่งมันดูไม่ชอบมาพากลเอาเสียเลย
ตามหลักเหตุผลแล้ว ที่นี่มีทั้งลูกสาวและลูกชายของเขาอยู่ด้วย อย่างน้อยก็น่าจะแสดงความห่วงใยกันบ้าง การที่ไม่ติดต่อมาเลยสักนิดทำเขาให้รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี
เขาจึงตัดสินใจไปปรึกษากับฉินว่าง แล้วทั้งสองก็พากันไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นขนมกระป๋อง เหล้าขาว บุหรี่ และขนมเค้ก พอรู้ว่าที่บ้านของซ่งอวี้หน่วนมีน้องชายตัวเล็กๆ อยู่ด้วย พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะซื้อลูกอมติดไม้ติดมือมาอีกมากมาย ระหว่างทางกลับ พวกเขาก็ได้นัดแนะกันเป็นอย่างดีว่าจะให้การไปในทิศทางเดียวกัน
ฉินว่างเดินเข้าไปหาย่าซ่งพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่เต็มใบหน้า “คุณย่าซ่งครับ พวกเราตั้งใจมาเพื่อขอบคุณสหายซ่งอวี้หน่วน สำหรับบุญคุณที่ได้ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ครับ”
ฉู่จื่อโจวซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพวกเขา ชะงักฝีเท้าลง
ซ่งอวี้หน่วนไปช่วยชีวิตคนมาอย่างนั้นหรือ?
แล้วทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน?
จากนั้นฉินว่างก็เริ่มร่ายเรื่องราวที่แต่งขึ้น โดยเล่าว่าพวกเขา 5 คนขับรถมาเที่ยวเล่นแถวนี้ แต่โชคร้ายเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำตกลงไปในคูระบายน้ำ และเป็นโชคดีที่ได้พบกับซ่งอวี้หน่วน เธอไม่เพียงแต่ช่วยพาพวกเขาทั้ง 5 คนไปส่งที่โรงพยาบาล แต่ยังเป็นผู้ทำความดีที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
พวกเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะสืบจนรู้ว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน จึงได้รีบเดินทางมาเพื่อแสดงความขอบคุณด้วยตัวเอง
ทังโส่วกุยที่ได้ฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับปากกระตุกไม่หยุด ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจถ่องแท้ว่าการกลับดำเป็นขาวและความทุกข์ทรมานใจที่พูดไม่ออกมันเป็นอย่างไร
ทว่าย่าซ่งกลับเชื่อเรื่องราวทั้งหมดอย่างสนิทใจ
ในสายตาของเธอ เสี่ยวหน่วนหลานรักเป็นเด็กสาวที่จิตใจดีงามราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ
“แหม โชคดีนะที่พวกเธอได้เจอกับหลานสาวของย่า ถ้าเป็นคนอื่นเขาอาจจะไม่สนใจก็ได้ จะบอกให้นะหลานของย่าน่ะใจอ่อนที่สุดแล้ว ขนาดเห็นมดบนพื้นยังต้องเดินอ้อมเลยล่ะจ้ะ”
คำพูดนั้นทำให้ปากของทังโส่วกุยกระตุกรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
“เธอเป็นอะไรไปน่ะ?” ย่าซ่งถามด้วยความสงสัย “ไม่ได้ไปให้โรงพยาบาลตรวจดูหน่อยเหรอ? หรือว่าจะเป็นผลข้างเคียงจากอุบัติเหตุคราวนั้น?”
ทังโส่วกุยรีบโบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ใช่ครับคุณย่า ไม่ใช่เลย ผมแค่รู้สึกคอแห้งนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ”
“อ้าว ถ้างั้นก็เข้ามาดื่มน้ำในบ้านก่อนสิ ย่าเพิ่งจะต้มชาสมุนไพรเย็นๆ ไว้พอดีเลย”
เมื่อถูกชวนแบบนั้น พวกเขาก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมาจริงๆ
ทั้ง 5 คนจึงเดินตามเข้าไปในลานบ้านของตระกูลซ่ง
ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ที่ซ่งอวี้หน่วนย้ายเข้ามา ลานบ้านชนบทแห่งนี้ก็ได้รับการปรับปรุงจนสวยงามขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ที่ดอกไม้นานาพันธุ์ต่างพากันเบ่งบานอวดสีสันสดใสไปทั่วบริเวณ
ลานบ้านถูกดูแลจนสะอาดสะอ้าน ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือบริเวณข้างคอกม้ากลับถูกปกคลุมไปด้วยผืนหญ้าสีเขียวขจี แซมด้วยดอกไม้เล็กๆ ที่ผลิบานอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
กลางลานบ้านมีร้านปลูกฟักทองที่ตอนนี้เถาของมันเลื้อยปกคลุมไปทั่วร้าน ประดับด้วยใบขนาดเท่าฝ่ามือและลูกฟักทองขนาดเท่ากำปั้นอีกหลายลูก สองข้างของร้านมีม้านั่งไม้ตัวยาวตั้งอยู่ โดยมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ วางอยู่ตรงกลาง
เซี่ยลี่อิ๋งยืนกะพริบตาปริบๆ มองไปรอบๆ ลานบ้านอย่างคาดไม่ถึง เธอไม่เคยคิดเลยว่าลานบ้านของตระกูลซ่งจะถูกจัดแจงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และสวยงามถึงเพียงนี้ ผิดกับที่เคยจินตนาการไว้ว่าจะต้องเจอกับมูลไก่ และมูลสุนัขเกลื่อนกลาดไปทั่ว
ทางด้านย่าซ่ง หลังจากบอกให้เซี่ยกุ้ยหลานไปยกชาสมุนไพรมาต้อนรับแขกแล้ว ก็หันไปถามฉู่จื่อโจวถึงธุระที่มาในวันนี้
แทั้ง 5 เพิ่งจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของฉู่จื่อโจว
ฉินว่างถึงกับลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งในทันที
ฉู่จื่อโจวมองพวกเขาแวบหนึ่ง เขาไม่รู้จักคนกลุ่มนี้ แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มร่างสูงคนนั้นจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี
ฉินว่างจ้องมองฉู่จื่อโจวด้วยความรู้สึกแทบไม่เชื่อในสายตา นี่มันคุณชายฉู่จื่อโจวแห่งบ้านตระกูลฉู่ในบ้านพักหมายเลข 01 ไม่ใช่หรือ? แล้วเขา... เขามาทำอะไรอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้?
แล้วเขาก็ได้ยินย่าซ่งเรียกชายหนุ่มคนนั้นว่า ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ และถามถึงธุระที่มา
ฉู่จื่อโจวจึงตอบไปว่า “เมื่อครู่เสี่ยวหน่วนโทรมาหาผมครับ บอกว่าต้องการกิ๊บดอกไม้ 1,000 ชิ้น”
“โอ้โห หลานสาวของย่าทำไมเก่งอย่างนี้นะ?” ย่าซ่งเอ่ยชมอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะรีบตรงไปยังโกดังพร้อมกับสะใภ้รองเหลียนเซียงเพื่อช่วยกันคัดเลือกกิ๊บดอกไม้ แน่นอนว่าต้องเลือกแต่ชิ้นที่ดีและสวยที่สุดเท่านั้น ในเมื่อมีผู้ตรวจสอบคุณภาพชั้นหนึ่งอย่างเธออยู่ด้วย รับรองได้เลยว่าทุกชิ้นที่ถูกเลือกจะต้องเป็นของดีเลิศไร้ที่ติ
ฉินว่างรีบเดินเข้าไปหาฉู่จื่อโจว อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้าให้เป็นเชิงทักทาย
“พี่ฉู่ คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรครับ?” ฉินว่างถามด้วยรอยยิ้มกว้าง ทั้งที่ความจริงแล้วเขาอายุมากกว่าฉู่จื่อโจวถึง 1 ปี แต่คำว่า ‘พี่’ คำนี้ เขารู้ดีว่าจำเป็นต้องเรียก
“ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านของที่นี่” ฉู่จื่อโจวตอบกลับเรียบๆ
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ฉินว่างถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะสรรหาคำถามใดมาถามต่อ
แต่แล้วฉู่จื่อโจวกลับเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นเอง “พวกคุณมาที่นี่เพื่อขอบคุณซ่งอวี้หน่วนอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ครับ” ฉินว่างพยักหน้ารับในทันที
“อืม” ฉู่จื่อโจวยิ้ม “เสี่ยวหน่วนเป็นคนจิตใจดีงาม ชอบทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพิเศษอยู่แล้ว”
เมื่อนึกถึงความหวาดกลัวที่เคยถูกกิ่งหลิวหวดสั่งสอน ฉินว่างก็ได้แต่ฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบากแล้วกล่าวเสริม “ใช่ครับ เธอเป็นสหายที่ดีมากจริงๆ ครับ”
“ไปดื่มน้ำก่อนเถอะ ชาของบ้านตระกูลซ่งช่วยแก้กระหายคลายร้อนได้ดีทีเดียว เดี๋ยวผมขอตัวไปดูของที่โกดังก่อน”
ฉินว่างมองตามแผ่นหลังของฉู่จื่อโจวไป ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกับความสงสัยที่แก้ไม่ตก
เหตุใดทายาทตระกูลฉู่ถึงได้มาเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่ได้นะ...
[จบบท]