บทที่ 230: ยากจะประคองน้ำในชามให้สมดุล
เมื่อทั้งสองไปถึงบ้านตระกูลฉิน ก็พบว่าลู่เฟิงผู้เป็นลูกชายอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว และในเวลาต่อมาไม่นาน ฉินซือฉีก็เดินเข้ามาในห้องเช่นกัน
ลู่เจิ้นกั๋วจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขารู้ให้ทุกคนฟัง
ฉินจงถึงกับนิ่งอึ้งไป
ฉินซือฉีแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกอิจฉา “เด็กบ้านนอกอย่างเธอจะไปมีปัญญารู้จักใครได้คะ ก็เหมือนกับฉันในตอนนั้น ที่แม้กระทั่งหัวหน้าคอมมูนยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ”
“ซ่งอวี้หน่วนกลับเติบโตมาในบ้านพักของเทศมณฑล แค่สถานะนี้ก็เพียงพอให้เธอใช้ประโยชน์ไปได้ทั้งชีวิตแล้ว”
“และอำเภอหนานซาน ก็ทั้งเก่าซอมซ่อและยากจน ในเมืองมีคูน้ำเน่าที่นับวันยิ่งส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง แถมถนนหนทางก็ยังขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ พ่อกับแม่ก็ได้เห็นมากับตาแล้วนี่คะ สถานที่แบบนั้นจะมีคุณสมบัติพอที่จะจัดตั้งวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะซ่งอวี้หน่วนแอบอ้างชื่อเสียงของตระกูลเราสองบ้าน หรืออาจจะรวมถึงตระกูลเจิ้งด้วย….ต้องเป็นแบบนี้แน่ ถึงว่าทำไมซ่งอวี้หน่วนถึงได้กลับมาที่เทศมณฑลอีก”
“ซ่งอวี้หน่วนใช้เส้นสายของทั้ง 3 ตระกูล หรืออาจจะมากกว่านั้นเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ไม่แน่ว่าพอกลับไปคราวนี้อาจจะได้งานประจำทำเลยก็ได้ กลยุทธ์แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะคะ ‘ยืมดอกไม้ไหว้พระ’ ใช่ไหมคะ”
“มีแต่พวกท่านนั่นแหละที่หลงเชื่อคำพูดไร้สาระของเธอ ที่บอกว่าจะตัดขาดกัน ไม่ติดต่อกันไปชั่วชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นยังไงล่ะคะ ซ่งอวี้หน่วนน่ะหรือจะยอมปล่อยโอกาสในเทศมณฑลให้หลุดมือไป”
“เธอวิ่งเต้นไปทั่วเพื่อใช้เส้นสายให้เกิดประโยชน์สูงสุด พวกท่านสองตระกูลนี่ช่างใจกว้างเสียจริงนะคะ ที่อุตส่าห์ปูทางที่สดใสโรยด้วยกลีบกุหลาบไว้ให้เธอ!”
บรรยากาศในห้องพลันเงียบสงัดลงทันที
แม้ว่าคำพูดของฉินซือฉีจะฟังดูเสียดแทงและแฝงไปด้วยความริษยา แต่มันก็มีเหตุผลที่น่าขบคิด
เซวียหมิ่นมีสีหน้าสับสนซับซ้อน บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร เธอเลี้ยงดูเด็กคนนั้นมานานถึง 17 ปี หากจะบอกว่าไม่มีความผูกพันเลยก็คงจะเป็นเรื่องโกหก
เธอยังจำวันที่เสี่ยวหน่วนร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่อยากจากไปได้ดี ในตอนนั้นหัวใจของเธอก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน การจะเลี้ยงลูกสาว 2 คนก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินกำลัง แต่หลายคนเคยเตือนเธอว่า หากเด็กทั้งสองคนยังอยู่ที่บ้านด้วยกัน น้ำชามเดียวไม่มีทางทำให้ราบเรียบเสมอกันได้
ขนาดพี่น้องแท้ๆ ยังทะเลาะกันรุนแรงได้ นับประสาอะไรกับเด็กที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด
คนที่เลี้ยงดูอยู่ข้างกายย่อมมีความผูกพันมากกว่า ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ต้องเผชิญชีวิตที่ยากลำบาก คุณก็ต้องคอยชดเชยให้เธอ ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะเลือกเข้าข้างใครก็เป็นเรื่องที่จัดการได้ยาก
แน่นอนว่ามันยังมีเหตุผลอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้การไม่ติดต่อกันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เธอและสามีต่างก็เห็นพ้องต้องกันเช่นนั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็ยังหลีกเลี่ยงการติดต่อกันไม่ได้อยู่ดี อย่างเช่นคราวก่อนที่ลู่เฟิงอดอาหารประท้วง ตระกูลเจิ้งก็จำต้องเชิญซ่งอวี้หน่วนมา อีกทั้งคำนินทาว่าร้ายลับหลังของผู้คนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟังนัก
โชคดีที่ทุกคนต่างเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม จึงไม่มีใครกล้าทำให้พวกเขาต้องขายหน้าต่อหน้า เธอเคยคิดว่าเรื่องราวคงจะจบลงเพียงเท่านั้น แต่ใครจะคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาอีก
เซวียหมิ่นรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าการมีลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองนั้นดีกว่าเป็นไหนๆ อย่างน้อยฉินซือฉีก็ไม่เคยคิดถึงคนหรือเรื่องราวในอดีตที่นั่นเลย ในขณะที่อีกคนกลับให้ความรู้สึกเหมือนสายใยที่ยังคงยืดเยื้อ ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เหล่าลู่พูดก็มีเหตุผล หากเด็กคนนั้นแอบอ้างชื่อเสียงของตระกูลพวกเขาไปหลอกลวงผู้อื่น ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขาต้องอับอายขายหน้า แต่อาจจะนำพาเรื่องเดือดร้อนมาอีกด้วย ถึงตอนนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของทั้งตระกูลฉินและตระกูลลู่
และที่สำคัญที่สุด หากมันส่งผลกระทบต่ออนาคตของลูกชายคนโตของเธอล่ะ ไช่เจี๋ยที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบกล่าวเสริม “ที่ซือฉีพูดก็ถูกนะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เราต้องไปตักเตือนซ่งอวี้หน่วนสักหน่อย ยังเด็กยังเล็ก ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เดี๋ยวจะก่อเรื่องเดือดร้อนขึ้นมา พอถึงตอนที่คนอื่นเขามาโวยวายถึงหน้าบ้านมันจะสายเกินไป”
ฉินจงขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจ “ถ้างั้นผมกับเหล่าลู่จะไปเอง”
ในตอนนั้นเอง ลู่เฟิงที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น “ซ่งอวี้หน่วนรู้จักกับผู้เฒ่าหลินที่พิพิธภัณฑ์ครับ แล้วก็ยังบอกด้วยว่าที่ค้นพบสุสานจักรพรรดิคังได้ ก็เพราะเสี่ยวหน่วนเป็นคนให้เบาะแส”
คำพูดของเขาทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนหันมามองหน้ากัน นี่มันเรื่องอะไรกันอีก จะเป็นเรื่องจริงไปได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงผู้เฒ่าหลินเลย แค่เรื่องสุสานจักรพรรดิคัง จะไปเกี่ยวข้องกับซ่งอวี้หน่วนได้อย่างไรกัน
ทุกคนต่างพากันซักไซ้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร
ฉินซือฉีเอ่ยขัดขึ้น “ลู่เฟิง ฉันไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่นนะ ตอนนั้นฉันก็อยู่ที่นั่นด้วย ผู้เฒ่าหลินพูดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ แต่ที่ฉันสงสัยก็คือ พวกคุณทุกคนไม่ใช่เหรอที่บอกว่าซ่งอวี้หน่วนเรียนไม่เก่ง ถึงขนาดที่ตอนสอบจบมัธยมต้น วิชาภาษาจีนกับประวัติศาสตร์ยังสอบตกเลยด้วยซ้ำ แถมยังเป็นพ่อไม่ใช่เหรอคะ ที่ต้องไปวิ่งเต้นหาคนมาช่วยเป็นพิเศษเพื่อให้เธอได้วุฒิการศึกษามาครองน่ะ ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่เพราะผลการเรียนที่ย่ำแย่ของเธอ ก็มีแค่โรงเรียนมัธยมปลายที่ห่วยที่สุดในแถบชานเมืองเท่านั้นที่ยอมรับเธอ หรือว่าเรื่องทั้งหมดที่ฉันพูดมามันเป็นเรื่องโกหกกันล่ะ”
ลู่เฟิงถึงกับพูดไม่ออก ที่เธอพูดมาก็ถูก เรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนเรียนไม่เก่งนั้นเป็นที่รู้กันดีในหมู่พวกเขา
ฉินจงในฐานะหัวหน้าครอบครัวจึงจำต้องแสดงจุดยืนของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซ่งอวี้หน่วนอาจกำลังใช้ชื่อของเขาเพื่อไปสร้างสัมพันธ์ และแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็เลี้ยงดูเธอมา ถ้ามีความต้องการอะไร ทำไมไม่มาบอกเขากับเซวียหมิ่นตรงๆ ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ แบบนี้ มันน่าโมโหจริงๆ
เขาจึงหันไปพูดกับลู่เจิ้นกั๋วว่า “พรุ่งนี้เช้าเราไปหาผู้เฒ่าหูกันเถอะ ไปถามไถ่ให้รู้เรื่อง แล้วก็เล่าความจริงให้ท่านฟัง เฮ้อ เด็กคนนี้ช่างไม่รู้จักเดียงสาเอาเสียเลย”
ฉินซือฉีเหลือบมองลู่เฟิงที่นั่งซึมเศร้าหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะปรายตามองไปยังคุณป้าไช่ที่จงเกลียดจงชังซ่งอวี้หน่วนเข้ากระดูกดำไปแล้วเพราะเรื่องของลู่เฟิง ริมฝีปากของเธอเหยียดยิ้มเย็นชาอยู่ในใจ
จริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้ ตอนแรกที่รู้ความจริงเรื่องที่ถูกสลับตัว เธอก็ดีใจราวกับจะบ้า จากนี้ไปเธอก็ไม่ใช่เด็กสาวบ้านนอกอีกต่อไป แต่เป็นคนเมืองเต็มตัว แถมยังเป็นลูกสาวแท้ๆ ของรองหัวหน้าฝ่ายฉินแห่งบ้านพักในเทศมณฑลอีกต่างหาก!
สำหรับเธอแล้ว เรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับการมีพายชิ้นใหญ่หล่นลงมาจากสวรรค์ ทั้งสองครอบครัวตกลงกันแล้วว่าจะต่างคนต่างอยู่ ไม่ติดต่อกันอีก
เธอเคยคิดว่านับจากนี้ไป ชีวิตของแต่ละคนก็จะดำเนินไปบนเส้นทางโชคชะตาของตนเอง แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น บ้านพักในเทศมณฑลคือสถานที่ที่ซ่งอวี้หน่วนเติบโตมา ผู้คนมากมายทั้งต่อหน้าและลับหลังต่างพากันเอาเธอไปเปรียบเทียบกับซ่งอวี้หน่วนอยู่เสมอ
สิ่งเดียวที่เธอเหนือกว่าซ่งอวี้หน่วนก็คือผลการเรียน ส่วนเรื่องอื่นๆ ดูเหมือนว่าเธอจะสู้ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เลยสักอย่าง
ไม่ว่าเธอจะมีความทรงจำในช่วง 5 ปีแรกของชีวิตหรือไม่ก็ตาม แต่ในวัย 17 ปีนี้ เธอปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนในบ้านพักแห่งนี้อย่างสุดหัวใจ เธอไม่ต้องการที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับใคร
แต่แล้วผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร เธอยังคงถูกเปรียบเทียบไม่สิ้นสุด บ้างก็ว่าเธอเป็นเด็กบ้านนอก แต่งตัวไม่เป็น บ้างก็ว่าเธอหน้าตาไม่สวยเท่าซ่งอวี้หน่วน หรือแม้กระทั่งน้ำเสียงของเธอก็ยังไม่น่าฟังเท่า
ที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ แม้แต่พ่อกับแม่ของเธอเอง ในช่วงแรกๆ เวลาที่เรียกกินข้าว ก็ยังเผลอเรียกออกมาว่า ‘เสี่ยวหน่วน ออกมากินข้าว!’ ด้วยซ้ำ
เจ็บปวดไหมน่ะเหรอ แน่นอนว่ามันเจ็บปวดอยู่แล้ว คนอื่นมักจะพูดว่าเธอเป็นคนขี้อิจฉา แต่หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครบ้าง ใครกันที่จะไม่รู้สึกอิจฉาและเจ็บปวด
เธอ…ฉินซือฉีก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีจิตใจที่กว้างขวางขนาดนั้น หากซ่งอวี้หน่วนหายตัวไปจากชีวิตของทุกคนเสียก็คงจะดี ไม่นานผู้คนก็จะค่อยๆ ลืมเลือนเธอไปเอง แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า เธอกลับมาที่เทศมณฑลครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อตอกย้ำตัวตน และใช้เส้นสายเก่าๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
การวิ่งเต้นไปทั่วนั้นทำไปเพื่ออะไร ก็คงไม่ใช่เพราะกลัวว่าทุกคนจะลืมเธอหรอกเหรอ ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเสียจริง ไม่แน่ว่าอีกไม่นานเธอก็คงจะกลับมาที่นี่อีก
ฉินซือฉีกัดฟันแน่น พยายามข่มความโกรธเกรี้ยวที่คุกรุ่นอยู่ในใจ คราวนี้แหละจะได้เห็นดีกัน ว่าซ่งอวี้หน่วนจะยังเหิมเกริมได้อีกนานแค่ไหน เพราะอีกไม่นานธาตุแท้ของเธอก็จะถูกเปิดโปงออกมาแล้ว
***
ในขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองนาฬิกา เธอไม่แน่ใจว่าผู้เฒ่าหูจะยังอยู่ที่ห้องทำงานหรือไม่ แต่การทำความดีโดยไม่เปิดเผยชื่อนั้น ไม่ใช่แนวทางของเธอเลย เธอจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไป และก็เป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่ผู้เฒ่าหูยังคงอยู่ที่ห้องทำงาน ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบมุ่งหน้าไปยังศูนย์การศึกษาที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ของเทศมณฑลทันที
คุณเฒ่าหูที่กำลังจะเลิกงานก็เอ่ยถามซ่งอวี้หน่วนด้วยรอยยิ้มว่ามีธุระอะไรอีกหรือเปล่า
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้เอ่ยปาก ผู้เฒ่าหูก็พูดขึ้นมาก่อน “อำเภอหนานซานของพวกหนูเตรียมการมาดีมากเลยนะ บรรดาอาจารย์ที่มาประชุมเมื่อบ่ายนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าสนใจและพึงพอใจอย่างยิ่ง...”
“นี่หนูไปพูดจาอวยอำเภอหนานซานของตัวเองจนเกินจริงหรือเปล่า แล้วก็…คำพูดพวกนั้นน่ะ หนูเป็นคนสอนรองหัวหน้าอำเภอจ้าวให้พูดใช่ไหม?”
[จบบท]
**แปลผิดพลาด จากที่ผู้แปลใช้คำแปลว่าเมืองหลวงมาตลอดนั้นคือใช้ผิดมาตลอด โดยพึ่งสังเกตุว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงปักกิ่ง แต่หมายถึงเมืองหลวงของมณฑลหรือเทศมณฑล ซึ่งในเรื่องนี้คือเมืองสมมุติชื่อ เจิ้นเป่ย
***บ้านพักของตระกูลฉินที่แปลว่าเมืองหลวงนั้น คือบ้านพักในเทศมณฑล
***หอสมุดที่เคยแปล ก็คือหอสมุดประจำเทศมณฑล ไม่ได้อยู่ในปักกิ่ง
***สามีเก่าของยายของน้องหน่วน อยู่ที่ปักกิ่งถูกแล้ว ไม่ได้อยู่ในเทศมณฑล
***ตระกูลกู้คือตระกูลใหญ่ในเขตจิ่วเฉิงปักกิ่ง
***น้องหน่วนยังไม่เคยไปเหยียบปักกิ่งเลยจนถึง ณ ตอนนี้
***ที่ใช้คำว่าเมืองหลวงมาตลอดคือเมืองหลวงในมณฑล ซึ่งผู้แปลจะใช้คำว่าเทศมณฑล และได้ย้อนไปแก้ไขแล้ว
ขอกราบขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยนะคะ