บทที่ 238: อย่าได้พูดจาพล่อยๆ
แววตาของซ่งอวี้หน่วนไหวระริกเล็กน้อย
เธอมองว่าพวกผู้เฒ่าหูยังคงประเมินความร้ายกาจของจิตใจคนต่ำเกินไป เซี่ยโป๋เหวินน่ะเหรอ เขาคิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นแค่เพียงภาพลวงตา
เขาไม่สามารถควบคุมซ่างกวนอวิ๋นฉีที่มีจิตใจมุ่งร้ายได้เลย แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องในคืนนั้นที่มีคนสะกดรอยตามเธอ ป่านนี้ก็คงยังหาตัวเด็กทั้งสองคนไม่เจอหรอก
เรียกได้ว่าทุกอย่างล้วนเป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิต
ส่วนทางด้านนี้ รองหัวหน้าอำเภอจ้าวก็ได้จัดเตรียมอาหารกลางวันไว้เรียบร้อยแล้ว
ซ่งหมิงเซิ่งที่ตอนนี้กลายเป็นเงาตามตัวพี่สาวก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ กำลังมีความสุขกับการกินเนื้อปลาและซี่โครงหมูเนื้อนุ่มที่พี่สาวคีบให้ การได้อยู่กับพี่สาวนี่มันดีจริงๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ช่วยงานพี่สาวบ้าง
เฮ้อ…ในเมื่อช่วยงานไม่ได้ ก็ช่วยกินของอร่อยๆ แทนแล้วกัน
หมิงเซิ่งเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังทำลับๆ ล่อๆ อยู่ไกลๆ
อ๋อ ที่แท้ก็เป็นพวกของหลิวเหวินกับหลัวจื้ออู่นี่เอง
โรงอาหารมีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่อยู่ที่ชั้น 1 หมิงเซิ่งนั่งในตำแหน่งที่หันหน้าเข้าหาหน้าต่างพอดี พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นคนสามคนยืนอยู่ข้างป้อมยาม มองมาทางบ้านพักรับรอง กระเป๋าผ้าใบที่สะพายอยู่ก็พองโต ดูท่าแล้วน่าจะยังขายกิ๊บดอกไม้ออกไปไม่ได้แม้แต่อันเดียว
หมิงเซิ่งจึงดึงเสื้อของซ่งอวี้หน่วน แล้วกระซิบถาม “พี่ครับ ดูคนสามคนที่อยู่นอกหน้าต่างนั่นสิ พวกเขามาหาพี่หรือเปล่าครับ”
ซ่งอวี้หน่วนมองตามออกไป ก็เห็นว่าเป็นคนกลุ่มนั้นจริงๆ
ส่วนบนโต๊ะอาหาร ซ่งเหลียงก็หายจากอาการประหม่าไปนานแล้ว เพราะรองหัวหน้าอำเภอจ้าวและเหล่าซางต่างก็ปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นกันเอง ทำให้ซ่งเหลียงเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น บรรยากาศการกินข้าวด้วยกันจึงเป็นไปอย่างธรรมชาติ
บางครั้งซ่งเหลียงก็รู้สึกเหมือนกำลังฝันไป เพราะเมื่อก่อนอย่าว่าแต่จะได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับรองหัวหน้าอำเภอจ้าวเลย แค่จะคุยด้วยยังเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้กลับสามารถนั่งกินข้าวพูดคุยกันได้อย่างสบายๆแล้ว
ชีวิตคนเรานี่มันคาดเดาอะไรไม่ได้จริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนเห็นว่าพ่อของเธอรับมือสถานการณ์ได้ เธอจึงลุกขึ้นแล้วพูดว่า “มีคนมาหาหนูข้างนอกค่ะ เดี๋ยวหนูออกไปดูหน่อยนะคะ”
ผู้เฒ่าหูมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพูดขึ้น “อ๋อ พวกเสี่ยวหลัวนี่เอง”
ซ่งอวี้หน่วนจึงบอกว่า “หนูเดาว่าท่าทางของพวกเขาน่าจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวกผู้หญิงก็เลยไม่กล้าเข้าไปซื้อกิ๊บดอกไม้ เดี๋ยวหนูออกไปดูหน่อยค่ะ”
ในขณะเดียวกัน ฉินจงและเซวียหมิ่นก็ได้ปรึกษาหารือกันไปมา และตัดสินใจว่าจะต้องไปตักเตือนซ่งอวี้หน่วนสักหน่อย
เหตุเพราะเมื่อเช้าพวกเขาเห็นซ่งอวี้หน่วนอยู่กับกลุ่มชายหนุ่มท่าทางไม่น่าไว้วางใจ แถมยังดูสนิทสนมกันมากอีกด้วย
ถ้าหากคนในบ้านพักทหารมาเห็นเข้า ภาพลักษณ์ของเธอจะเสียหายได้ ไม่ใช่แค่นั้น ถ้าหากเรื่องนี้ไปถึงหูผู้เฒ่าหูเข้า แล้วท่านเกิดไม่พอใจขึ้นมา จนพาลโกรธมาถึงครอบครัวของพวกเขาไปด้วย จะไม่ยิ่งแย่ไปกันใหญ่เหรอ
ฉินจงนึกเสียใจที่ไปหาผู้เฒ่าหูที่อาคารการศึกษา ทั้งยังแอบตำหนิลู่เจิ้นกั๋วอยู่เงียบๆ ที่เชื่อข่าวลือไปทั่วโดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน จนสุดท้ายก็ต้องมาอับอายขายหน้า หาเรื่องใส่ตัว แถมยังไม่ได้คำพูดดีๆ จากผู้เฒ่าเจิ้งกลับมาสักคำ
เดิมทีผู้เฒ่าหูไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว แต่ตอนนี้ท่านรู้แล้ว มันจึงเกิดความเชื่อมโยงขึ้นมา ถ้าซ่งอวี้หน่วนทำตัวไม่ดีจริงๆ เขาก็คงต้องเข้าไปตักเตือนไม่ใช่เหรอ
เขาจึงตัดสินใจพาเซวียหมิ่นไปด้วย และยังเล่าให้ฉินซือฉีฟังด้วยว่าพวกเขาจะไปทำอะไร
ฉินซือฉีได้ฟังก็แสดงความคิดเห็น “ที่ซ่งอวี้หน่วนมาที่เทศมณฑลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะว่ายังตัดใจจากที่นี่ไม่ได้นั่นแหละ ใครจะไปรู้ว่าเธอใช้วิธีอะไรเพื่อที่จะได้อยู่ที่นี่ต่อ พวกวัยรุ่นหนุ่มๆ ที่ท่าทางเหมือนนักเลงพวกนั้น ต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ บอกให้ซ่งอวี้หน่วนเลิกคบกับพวกเขาไปเลยก็ดีค่ะ”
ฉินจงรู้ที่พักของซ่งอวี้หน่วนมาจากลู่เฟิงว่าเธอพักอยู่ที่บ้านพักรับรองของคณะกรรมการการศึกษา
พอซ่งอวี้หน่วนเดินออกไปพบกับคนกลุ่มนั้น สองสามีภรรยาก็มายืนดักรออยู่ที่ประตูใหญ่อยู่แล้ว และภาพที่พวกเขาเห็นก็คือซ่งอวี้หน่วนกำลังยืนพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนานกับชายหนุ่มสามคนนั้น
เซวียหมิ่นเห็นแล้วก็ของขึ้นทันที ไม่รักนวลสงวนตัวเลยหรือไง ทำไมถึงได้ทำตัวแบบนี้ไปได้นะ รู้จักคนนั้นทีคนนี้ที ทำเหมือนตัวเองเก่งกาจนักหนา ตอนอยู่ที่บ้านยังน่าสบายใจกว่าตั้งเยอะ เพิ่งจะส่งกลับไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอได้ไม่กี่วัน ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้
ใบหน้าของเซวียหมิ่นพลันเขียวคล้ำ เธอเดินฉุนเฉียวตรงเข้าไปหาทันที
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ทันสังเกตเห็นการมาของทั้งสองคนเลย เพราะเธอกำลังหันหลังให้พวกเขาอยู่ เธอกำลังอบรมสั่งสอนชายหนุ่มทั้งสามคนอยู่
“อันที่จริง ทรงผมกับการแต่งตัวของพวกนายมันไม่ใช่ปัญหาหลักหรอกนะ”
เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงยุคแฟชั่นจ๋าที่ผู้คนจะใส่แว่นตาดำ เสื้อแขนค้างคาว หรือกางเกงขากระดิ่งที่บานจนแทบจะกวาดถนนได้ การแต่งกายในช่วงเวลานี้จึงยังไม่มีอะไรที่แปลกแหวกแนวเกินไปนัก
หลิวเหวินรีบถามขึ้น “แล้วปัญหาหลักคืออะไรเหรอครับ”
“ก็สีหน้ากับแววตาของพวกนายยังไงล่ะ การซื้อของมันต้องอาศัยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นสุข ฉันเชื่อว่าพวกนายไม่กล้าพูดจาเกินเลยหรอก แต่คำพูดไร้สาระก็คงจะพูดไปไม่น้อยใช่ไหมล่ะ”
“ทำไมเมื่อเช้าฉันถึงขายของได้เร็วขนาดนั้น ก็เพราะใครๆ ก็ดูออกว่าฉันเป็นคนดี”
“แต่พอพวกนายไปตั้งแผงขายบ้าง กลับไม่มีใครกล้าเข้ามาซื้อ ก็เพราะมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าพวกนายสามคนไม่เหมือนคนดี”
“ผู้หญิงส่วนใหญ่ขี้กลัว พอเห็นท่าทางของพวกนายแล้ว บางทีอาจจะไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้ามาถามด้วยซ้ำ”
หลิวเหวิน หลัวจื้ออู่ และปาเท่อได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าเถียง เพราะทุกคำที่ซ่งอวี้หน่วนพูดล้วนเป็นความจริง นอกจากที่ขายได้ในบ้านพักรับรองแล้ว พวกเขาก็เพิ่งจะขายให้คุณยายคนหนึ่งที่จูงหลานสาวมาซื้อกิ๊บดอกไม้ไปได้แค่อันเดียวเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนจึงพูดต่อ “ฉันมีความคิดดีๆ อยู่อย่างหนึ่ง”
ดวงตาของหลิวเหวินเป็นประกายขึ้นมา เขาถามอย่างกระตือรือร้น “คุณหนูเสี่ยวหน่วน รีบพูดมาเลยครับว่ามีความคิดดีๆ อะไร”
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้เอ่ยปาก เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง “ซ่งอวี้หน่วน!”
พอหันกลับไปดู อ้าว นี่มันคุณลุงฉินกับคุณป้าเซวียหมิ่นนี่นา
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกรำคาญใจจะตายอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องปั้นหน้าเป็นเด็กดีที่ว่าง่าย ทักทายอย่างสุภาพ “คุณลุงฉิน คุณป้าฉิน พวกคุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
“ฉันจะไม่มาได้ยังไง พ่อของเธอเขา…” เซวียหมิ่นพูดออกมาอย่างฉุนเฉียว แต่แล้วก็ชะงักเมื่อรู้สึกว่าพูดผิดไป จึงรีบแก้คำพูดใหม่ “คุณลุงฉินของเธอเห็นเธออยู่กับคนพวกนี้ตั้งแต่เมื่อเช้า แล้วทำไมพวกเขาถึงยังตามมาหาเธอถึงที่บ้านพักรับรองอีกล่ะ เธอไม่กลัวว่าจะเสียชื่อเสียงหรือไง เธออายุเท่าไหร่กันแล้ว ทำไมถึงไปมั่วสุมกับนักเลงหัวไม้แบบนี้ได้”
หลัวจื้ออู่ได้ยินก็ถึงกับเบิกตาโต อยากจะสวนกลับไปว่า ‘ยายแก่คนนี้ ด่าใครว่าเป็นนักเลงหัวไม้’ แต่ก็ถูกหลิวเหวินดึงแขนไว้เสียก่อน
เขาจึงจำต้องกลืนคำพูดกลับลงคอไป ทั้งสามคนได้แต่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้วยกัน ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
“นี่เป็นเพื่อนที่ฉันเพิ่งรู้จักที่เทศมณฑลค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนอธิบายอย่างใจเย็น
“พวกเขารับสินค้ามาจากโรงงานเสื้อผ้าของบ้านฉัน เรากำลังปรึกษากันอยู่ว่าจะขายของยังไงให้ดีที่สุดค่ะ”
“นี่มันเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวชัดๆ” เซวียหมิ่นชี้หน้าตำหนิอย่างผิดหวัง “ฉันเคยสอนเธอมาตลอดไม่ใช่เหรอว่าให้รักนวลสงวนตัว หรือว่าพอออกจากบ้านฉินไปแล้วก็ลืมหมดสิ้น”
ใบหน้าของซ่งอวี้หน่วนพลันเคร่งขรึม นี่เซวียหมิ่นกำลังกล่าวหาว่าเธอไม่รักนวลสงวนตัวงั้นเหรอ คำพูดนี้มันช่างน่าเกลียดเหลือเกิน เพียงเพราะเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ก็เลยจะยัดเยียดข้อหาอะไรให้ก็ได้ใช่ไหม
แต่เธอก็ยังคงตอบกลับอย่างนอบน้อม “สิ่งที่ท่านสอน ฉันจำได้ขึ้นใจค่ะ ไม่เคยลืมจริงๆ”
จากนั้นฉินจงก็เริ่มเทศนาขึ้นมาบ้าง เขาพ่นคำสั่งสอนออกมาเป็นชุดจนน้ำลายแตกฟองเหมือนเช่นเคยในอดีต
ซ่งอวี้หน่วนจึงถอยหลังออกไปเล็กน้อย
เซวียหมิ่นพูดกับเธอต่อว่า “อย่าไปยุ่งกับพวกเขาอีกนะ ถ้าผู้เฒ่าหูรู้เข้า ท่านจะโกรธเธอเอาได้ ถึงตอนนั้นถ้าท่านมาตำหนิว่าพวกเราสอนลูกไม่ดี เราก็เท่ากับหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเปล่าๆ น่ะสิ”
และในจังหวะนั้นเอง เสียงที่ไม่สบอารมณ์ของผู้เฒ่าหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ทำไมถึงได้มีนิสัยชอบพูดจาพล่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกแล้วล่ะ”
เสียงที่คุ้นเคยนี้ทำให้ฉินจงสะดุ้งโหยง พอหันกลับไปก็ต้องตกใจ นี่มันผู้เฒ่าหูไม่ใช่เหรอ แถมคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่านก็คือผู้เฒ่าหลิน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์นั่นเอง
อันที่จริงแล้ว ผู้เฒ่าหูไม่ได้อยากจะตำหนิพ่อแม่บุญธรรมของซ่งอวี้หน่วนเลย เพราะพวกท่านต่างเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งเป็นอย่างดี นั่นคือคนเรามักจะชอบพาลโกรธ โดยเฉพาะคนไร้ความสามารถยิ่งชอบทำเช่นนั้น
เสี่ยวหน่วนเติบโตมาในบ้านฉิน หากเกิดเรื่องบาดหมางกับครอบครัวฉินขึ้นมา ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของเธออย่างแน่นอน
[จบบท]