บทที่ 241: ไม่มีใครได้ดั่งใจสักคน
หัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนจากไปได้พักใหญ่ ทิ้งไว้เพียงกระดาษเปล่าบนโต๊ะให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีดูต่างหน้า
นี่คือคำชี้แจงที่เธอถูกสั่งให้เขียน แต่ทว่ามือของเธอกลับสั่นเทาจนไม่สามารถจรดปากกาเขียนตัวอักษรลงไปได้แม้แต่ตัวเดียว
เธอยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องผู้ป่วยและต้องเข้ารับการตรวจร่างกายทุกวัน ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ดูเหมือนว่าตราบใดที่เธอยังมีลมหายใจ เรื่องนี้ก็จะไม่มีวันจบสิ้น
ความคิดของเธอวนเวียนไปถึงเซี่ยโป๋เหวิน ไอ้คนใจหมาป่าที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวจนลืมบุญคุณ เขาไม่คิดจะเอ่ยปากปกป้องเธอเลยสักนิด แม้แต่เซี่ยหมิง ลูกชายของเธอก็ยังบอกว่าไม่มีทางอื่นแล้ว ในเมื่อความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย การจะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ต่อให้พยายามสร้างคุณงามความดีหลังจากนี้ ก็เป็นได้แค่การทำเพื่อไถ่โทษเท่านั้น
เซี่ยหมิงยังแนะนำให้เธอยอมรับความจริง ทบทวนความผิดของตัวเอง และยอมรับการลงโทษแต่โดยดี บางทีเรื่องทั้งหมดอาจจะผ่านพ้นไปได้
เมื่อความคิดวนมาถึงตรงนี้ ดวงตาของซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ลุกวาวด้วยความอำมหิต เธอคว้ากระดาษบนโต๊ะขยำแล้วปาทิ้งลงบนพื้นอย่างแรง
ซ่งอวี้หน่วน นังเด็กสมควรตาย! ทั้งหมดเป็นเพราะมัน ถ้าไม่ใช่เพราะมัน เธอจะตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร นังสารเลวตัวน้อย ต่อให้จับมาสับเป็นหมื่นชิ้นก็ยังไม่สาสมกับความแค้นที่สุมอยู่ในอกของเธอ
ทันใดนั้นเอง ประตูก็ถูกผลักเข้ามาพร้อมกับการปรากฏตัวของเซี่ยโป๋เหวิน สายตาของเขากวาดไปเห็นกระดาษที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังคงก้มลงเก็บมันขึ้นมาอย่างเงียบๆ แล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะตามเดิม
เขาหันไปเผชิญหน้ากับภรรยาที่จ้องมองเขาด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เอาอย่างนี้ เรามาลองสมมติสถานการณ์กันหน่อยไหม”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเมินหน้าหนี แต่เซี่ยโป๋เหวินก็หาได้ใส่ใจไม่ เขาพูดต่อ “สมมติว่าผมเลือกที่จะยืนอยู่ข้างคุณ แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้กับพวกเขาได้”
ริมฝีปากของซ่างกวนอวิ๋นฉีขยับเหมือนจะเถียง
“เซี่ยซินตงให้การถึงรายละเอียดทั้งหมดในปีนั้นได้อย่างแม่นยำ ถึงผมจะช่วยคุณแก้ต่าง แต่เรื่องที่เขาถูกซ่างกวนเหิงจับตัวไปขังไว้ คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร” เซี่ยโป๋เหวินพูดอย่างใจเย็น
“แล้วผมยิ่งใหญ่มาจากไหนเหรอ ถึงตอนนี้ผมจะมีอำนาจอยู่บ้าง แต่ผมจะวิเศษวิโสถึงขนาดปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียวได้เชียวหรือ”
“แล้วก็… ผมขอเตือนคุณเป็นครั้งสุดท้าย อย่าไปยุ่งกับเสี่ยวหน่วนอีก เด็กคนนั้นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คุณคิด อย่าได้ประมาทเธอเป็นอันขาด”
“อย่าให้ต้องถึงขั้นยกหินทุบเท้าตัวเอง จนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีวันหวนกลับเลย ถึงตอนนั้นต่อให้เสียใจแค่ไหนก็สายไปแล้ว”
“ซ่างกวนอวิ๋นฉี คุณเอาแต่ป่าวประกาศว่ารักลูก แต่การกระทำและการดื้อรั้นของคุณในตอนนี้มีแต่จะทำร้ายพวกเขาเท่านั้น”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวสรุป “เราจะออกเดินทางกันมะรืนนี้แล้ว ของทุกอย่างก็เตรียมพร้อมแล้ว ผมจะมารับคุณในวันนั้น”
หลังจากพูดจบ เซี่ยโป๋เหวินก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วเดินจากไป ทิ้งให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว
ตั้งแต่เข้ามาจนออกไป เขาไม่ได้ถามไถ่เรื่องสุขภาพของเธอเลยสักคำ นี่หมายความว่าเขาไม่สนใจความเป็นความตายของเธออีกต่อไปแล้วสินะ
ใช่สิ… ถ้าเธอตายไป คนที่จะดีใจที่สุดก็คงจะเป็นเซี่ยโป๋เหวินกับนังเด็กสารเลวนั่น
ไม่ได้….เธอจะยอมตายง่ายๆ ไม่ได้! เธอต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป!
ขณะเดียวกัน ที่หน้าทางเข้าโรงพยาบาล เซี่ยโป๋เหวินก็ได้พบกับเซี่ยซานหวา น้องชายที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว เพียงช่วงเวลาไม่นาน น้องชายของเขากลับดูซูบผอมลงไปมาก
เซี่ยโป๋เหวินมองน้องชายที่ไม่ได้เรื่องคนนี้อย่างไม่สบอารมณ์ “นายมาหาฉันมีเรื่องอะไร”
เวลานี้เขายุ่งจนหัวหมุน กำลังเตรียมแผนรับมือถึงสองทาง
เดิมทีทีมสืบสวนสอบสวนควรจะออกเดินทางไปตั้งนานแล้ว แต่เรื่องกลับยืดเยื้อเพราะผู้อำนวยการหลี่ว์แห่งสถาบันวิจัยและผู้จัดการหม่าจากโรงงานเภสัชหมายเลขหนึ่งแห่งปักกิ่งจะขอร่วมเดินทางไปด้วย
ในตอนนี้เขาทั้งหงุดหงิดและทุ่มเทแรงกายแรงใจจนแทบหมดสิ้น แต่ก็ยังต้องฝืนทนสู้ต่อไป เพราะหากเขาล้มลงเมื่อไหร่ ครอบครัวนี้ก็คงจะพังทลายลงอย่างแน่นอน
แผนแรกของเขาคือยอมรับผิดและยอมรับการลงโทษแต่โดยดี เพื่อหวังว่าจะได้รับการอภัยจากเซี่ยซินตงและเสี่ยวหน่วน แต่ถ้าหากแผนนี้ไม่ได้ผล เขาก็จำเป็นต้องใช้แผนสอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่เขาไม่อยากจะเลือกเดินเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น การปรากฏตัวของเซี่ยซานหวาในเวลานี้ จึงมีแต่จะทำให้เขาหงุดหงิดใจมากขึ้นไปอีก
เซี่ยซานหวารีบดึงแขนพี่ชายไปยังมุมที่ลับตาคน ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ “พี่รองครับ ผมจะทำยังไงดี”
เซี่ยโป๋เหวินยกมือนวดขมับ พลางเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ “แกไปก่อเรื่องอะไรมาอีก เซี่ยซานหวา ฉันขอเตือนไว้นะ ถ้าแกยังกล้าแอบอ้างชื่อฉันไปทำเรื่องเหลวไหลอีกละก็ ฉันจะจับแกส่งเข้าคุกด้วยมือของฉันเอง”
“ผมเปล่านะครับพี่รอง!” เซี่ยซานหวารีบปฏิเสธเสียงแข็ง “ช่วงนี้ผมลาหยุดตลอด ไม่ได้ไปก่อเรื่องที่ไหนเลยจริงๆ”
“ถ้าอย่างนั้นแกมาที่นี่ทำไม แล้วทำไมถึงต้องลาหยุดบ่อยๆ รีบกลับไปทำงานได้แล้ว” เซี่ยโป๋เหวินพูดเสียงเข้ม ก่อนจะกำชับทิ้งท้าย “ช่วงนี้อย่ามาสร้างปัญหาให้ฉันเด็ดขาด”
เซี่ยซานหวาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เต็มที ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แม้กระทั่งตอนนอนก็ยังเก็บไปฝันถึงคำพูดของซ่งอวี้หน่วนในวันนั้น
ภาพของเด็กสาวที่เอ่ยถ้อยคำเหล่านั้น ราวกับปีศาจน้อยที่คลานขึ้นมาจากขุมนรกยังคงตามมาหลอกหลอนจนเขาสะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่ทุกคืน
เรื่องนี้เขาไม่กล้าเล่าให้พี่รองฟัง แต่ถ้าไม่พูด เขาก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร
เมื่อเห็นว่าเซี่ยโป๋เหวินทำท่าจะไม่สนใจและกำลังจะเดินตรงไปยังรถที่จอดอยู่ เซี่ยซานหวาจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าคว้าแขนพี่ชายไว้แล้วโพล่งออกไป “พี่รองครับ พี่รู้ไหมว่าตอนที่ผมไปอำเภอหนานซาน นังเด็กเหลือขอนั่นมันพูดอะไรกับผมบ้าง”
ช่วงหลังมานี้เซี่ยซานหวาไม่ได้แวะเวียนไปที่บ้านของพี่ชายเลย เขาจึงไม่รู้เรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเซี่ยโป๋เหวิน
ทันทีที่ได้ยินชื่อซ่งอวี้หน่วนหลุดออกมาจากปากน้องชาย เซี่ยโป๋เหวินก็หยุดชะงักฝีเท้าทันที เขาหันกลับมาจ้องหน้าน้องชายเขม็ง ก่อนจะเค้นถามออกมาทีละคำ “บอกฉันมา… เสี่ยวหน่วนพูดอะไรกับแก”
เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นมาทั่วแผ่นหลังของเซี่ยซานหวา เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของพี่ชาย และที่สำคัญ… ทำไมพี่รองถึงเรียกซ่งอวี้หน่วนอย่างสนิทสนมว่าเสี่ยวหน่วนได้ล่ะ
เมื่อเห็นน้องชายอ้ำๆ อึ้งๆ เซี่ยโป๋เหวินจึงต้องปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น บอกฉันมาเถอะว่าซ่งอวี้หน่วนพูดอะไรกับแก”
เซี่ยซานหวาถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว จะไม่พูดก็คงไม่ได้ เพราะตอนนี้คนที่เขาพอจะพึ่งพาได้ก็มีแค่พี่รองคนเดียวเท่านั้น
เขาจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนพูดกับเขาในวันนั้นให้ฟัง โดยเลือกที่จะบอกเล่าเพียงบางส่วน
“...พี่รองครับ ซ่งอวี้หน่วนบอกว่าเธอเห็น… หวง…เสี่ยวชุ่ย ก็คือ…เมียคนแรกของผม แม่แท้ๆ ของเจ้าเถี่ยต้านน่ะครับ เธอยังบอกอีกว่าผู้หญิงคนนั้นคอยตามผมอยู่ตลอดเวลา หมายจะเอาชีวิตผมให้ได้”
“หลายวันมานี้ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับเลย พี่รองครับ พี่รู้จักพระอาจารย์เยอะแยะ พี่ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ ช่วยหาทางทำลายวิญญาณของ…ของหวงเสี่ยวชุ่ยให้สิ้นซากไปเลยยิ่งดี อย่าให้เธอมาตามผมอีกเลยนะครับพี่รอง ผมขอร้องล่ะ ช่วยผมด้วยเถอะ...”
หัวใจของเซี่ยโป๋เหวินดิ่งวูบ
ซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีทำอย่างทะลุปรุโปร่งเกินไป แม้จะไม่ได้รู้ทั้งหมด แต่ก็ใกล้เคียงมาก แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังหาโอกาสถามความจริงจากเธอไม่ได้ เดิมทีเขาตั้งใจจะรอให้ถึงอำเภอหนานซานเสียก่อน แล้วค่อยๆ เปิดอกคุยกับเสี่ยวหน่วน เพราะเรื่องราวทั้งหมดมันมีจุดที่น่าสงสัยและไม่สมเหตุสมผลมากเกินไป
ที่เสี่ยวหน่วนอ้างว่าเธอฝันเห็นเรื่องราวทั้งหมดนั้น เขาไม่เชื่อเลยสักนิด แต่ในเมื่อยังไม่มีคำอธิบายที่ดีกว่านี้ เขาก็ทำได้แค่เพียงเก็บงำความสงสัยนี้ไว้ในใจ
แต่มาวันนี้ กลับมีเรื่องของเซี่ยซานหวาเพิ่มเข้ามาอีกเรื่องหนึ่ง
เธออาศัยอะไรถึงได้พูดเรื่องพวกนี้ออกมาได้
“ซ่งอวี้หน่วนพูดอะไรอีก” เซี่ยโป๋เหวินกดเสียงต่ำถาม
เซี่ยซานหวาก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมตอบ
จากมุมที่เซี่ยโป๋เหวินยืนอยู่ เขามองเห็นขาทั้งสองข้างของน้องชายสั่นเทาอย่างชัดเจน เมื่อรวมกับท่าทางที่ซูบซีดราวกับคนแก่ไปสิบปี ก็พอจะเดาได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาน้องชายของเขาคงจะลำบากมากจริงๆ
แต่ทำไมเขาต้องกลัวขนาดนั้นด้วย
เซี่ยโป๋เหวินไม่ต้องเสียเวลาคิดก็รู้ได้ทันทีว่าน้องชายของเขากำลังร้อนตัวอะไรสักอย่าง
แต่ละคน… ไม่มีใครได้ดั่งใจเลยสักคน!
ตอนที่ยังไม่มีเรื่องอะไร ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะดี แต่พอเกิดปัญหาขึ้นมาหน่อยเดียว ธาตุแท้ของแต่ละคนก็ปรากฏออกมาจนหมดสิ้น
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หากไม่ได้ว่ากำลังยืนอยู่ข้างนอก เขาคงอยากจะระบายอารมณ์ด้วยการเตะน้องชายที่ไม่เคยทำประโยชน์อะไร มีแต่จะสร้างปัญหาให้เขาไม่หยุดหย่อนคนนี้ให้กระเด็นไปไกลๆ…
[จบบท]