บทที่ 242: กล้าดีเหรอที่จะไม่หวั่นเกรง
แต่พอย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองไม่ได้อยู่ น้องชายกลับเป็นคนที่คอยดูแลพ่อแม่กระทั่งวาระสุดท้ายของพวกท่าน อีกทั้งยังรับผิดชอบเรื่องงานศพทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว เขาจึงไม่สามารถใจแข็งกับน้องได้ลง
ในตอนนั้นเขาต้องเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อปฏิบัติภารกิจพิเศษมากมาย ทำให้ไม่มีโอกาสได้กลับไปดูใจพ่อแม่แม้แต่ครั้งเดียว
ตามหลักเหตุผลแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของเขาในฐานะพี่ชาย แต่ภาระทั้งหมดกลับตกไปอยู่ที่บ่าของน้องชายแทน
เซี่ยโป๋เหวินอดไม่ได้ที่จะนึกถึงป้ายบรรพบุรุษของพ่อกับแม่ที่แอบนำไปฝากไว้ที่วัด ถึงแม้ว่านี่จะเป็นยุค 80 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าทำเรื่องแบบนี้อย่างเปิดเผยอยู่ดี
หากมีใครล่วงรู้แล้วนำเรื่องไปรายงานเข้า เขาคงต้องเจอกับปัญหาใหญ่แน่
ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าปริปากบอกใคร
และในตอนนั้นเขาก็โกรธน้องชายมากจนด่าไปเสียยกใหญ่
ช่วงที่งานยุ่งวุ่นวาย เขาไม่ได้คิดอะไรมากนักและไม่ได้ใส่ใจเรื่องของจูเฟิ่งเลย แต่ในวินาทีนี้ เซี่ยโป๋เหวินกลับฉุกคิดถึงปัญหาที่เขาละเลยขึ้นมาได้ ซึ่งเขาก็เคยเอ่ยปากถามไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เซี่ยซานหวากลับตอบมาอย่างคลุมเครือ
จู่ๆ เซี่ยโป๋เหวินจึงเอ่ยถามเซี่ยซานหวาขึ้นมาอีกครั้ง “ทำไมป้ายบรรพบุรุษของพ่อกับแม่ถึงไปอยู่ที่จูเฟิ่งได้” พร้อมกับคำเตือนที่ตามมา “พูดความจริงมา”
มีหรือที่เซี่ยซานหวาจะกล้าพูดความจริง
เขาทำใจดีสู้เสือตอบกลับไปว่า “ผมเคยบอกพี่แล้วไม่ใช่เหรอครับ ว่านังจูเฟิ่งนั่นมันเป็นคนเจ้าเล่ห์จะตายไป นี่อาจจะเป็นแผนสำรองที่เธอเตรียมไว้กันเหนียวนั่นแหละ ไม่แน่ว่าอาจจะมีของอย่างอื่นอยู่ในมือเธออีกก็ได้นะ พี่ยังจะเห็นว่าเธอเป็นคนดีอีกเหรอ”
เซี่ยโป๋เหวินแค่นยิ้มหยันหยามตัวเองในใจ คนพวกนี้นี่มันหยิ่งยโสโอหังกันจนไม่เจียมตัวกันเลยหรือไงนะ
ยังมองสถานการณ์ไม่ออกกันอีก
คิดว่าจูเฟิ่งยังเป็นจูเฟิ่งคนเดิมที่เคยรู้จักอยู่หรือไง ถึงจูเฟิ่งจะยังเป็นคนเดิม แต่เธอมีลูกชายที่ชื่อเซี่ยซินตง แล้วยังมีหลานสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนอีก
สองคนน้าหลานคู่นี้ คนหนึ่งหนุ่มคนหนึ่งเด็ก แต่กลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว การกระทำแต่ละอย่างก็คาดเดาไม่ได้ แถมยังรอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง คนแบบนี้จะกล้าไม่เกรงกลัวได้ยังไง
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นมานวดขมับของตัวเองเบาๆ
เมื่อครู่เขาตั้งใจจะถามอะไรเจ้าโง่นี่กันนะ
อ้อ…นึกออกแล้ว
เขาอยากจะถามว่าซ่งอวี้หน่วนได้พูดอะไรกับเขาอีกบ้าง
มันไม่มีทางเป็นแค่การพูดคุยธรรมดาไม่กี่ประโยคแน่
แววตาของเซี่ยซานหวาวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด เรื่องที่เขาแอบเปลี่ยนน้ำเปล่าเป็นยาฆ่าแมลงนั้น เขาไม่กล้าปริปากพูดออกไปเด็ดขาด
ดังนั้น เซี่ยซานหวาจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรุนแรง “พี่รองครับ ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้พูดอะไรอย่างอื่นแล้วจริงๆ แต่แค่ที่เธอขู่ผมแบบนี้ มันก็ถือว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่มีใครสั่งสอนแล้วนะพี่ พี่ก็รู้ว่าน้องชายคนนี้ของพี่ขวัญอ่อน ผมรับไม่ไหวหรอกนะ พี่รอง พี่ช่วยหาอาจารย์เก่งๆ ไปจัดการให้ผมหน่อยเถอะครับ”
เซี่ยโป๋เหวินหมดความอดทนที่จะยืนฟังเรื่องไร้สาระของน้องชายอีกต่อไป
แต่ก็อดประหลาดใจไม่ได้
เด็กสาวอย่างซ่งอวี้หน่วนนั้นทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอนและมีแบบแผนเสมอ เธอคงไม่พูดจาแบบนั้นกับเซี่ยซานหวาอย่างไร้เหตุผลแน่นอน
แต่เรื่องของเขาในตอนนี้มันก็เยอะเกินไปแล้ว ไหนจะต้องรักษาตำแหน่งนี้ไว้ให้มั่นคง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีที่ให้เขายืนในปักกิ่งอีก เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนพวกนี้อาศัยอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นเพราะเขาปกป้องพวกเขาดีเกินไป หรือเพราะสันดานของพวกเขาไม่เคยเห็นฟ้าสูงแผ่นดินต่ำกันแน่
ณ ตอนนี้ เซี่ยโป๋เหวินไม่อยากเสียเวลาทำความเข้าใจอะไรอีกแล้ว เขาเพียงต้องการก้าวข้ามอุปสรรคที่ขวางอยู่ตรงหน้านี้ไปให้ได้
แต่หากผ่านไปไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องหาหนทางอื่นกันใหม่ ยังไงเขาก็ไม่ยอมแพ้ ไม่มีทางยอมให้ความพยายามที่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตต้องมลายหายไปกับสายน้ำแน่นอน
เขาตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของเซี่ยซานหวา ก่อนจะกดเสียงต่ำข่มขู่ “แกอยู่เฉยๆ ในที่ของแกไป อย่าให้ฉันรู้เด็ดขาดว่าแกแอบไปทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามอะไรมาอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะจับแกส่งเข้าซังเตด้วยมือของฉันเอง”
จากนั้นก็ตวาดเตือนด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “แล้วเรื่องที่พูดเมื่อกี้ก็ห้ามไปพูดกับใครอีก ไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้เขาเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้กันขนาดไหน เก่งมาจากไหน ถึงคิดจะหาอาจารย์ไปจัดการคนอื่นเขา เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม”
เซี่ยโป๋เหวินสะบัดมือออกอย่างแรง เขาไม่คิดจะสนใจไยดีเซี่ยซานหวาอีกต่อไป ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินไปยังทิศทางที่จอดรถไว้
เซี่ยซานหวายืนนิ่งอยู่ที่เดิม มุมปากเหยียดยิ้มเย็นชาอย่างสมเพช มีหน้ามาพูดว่าเขาไร้ศีลธรรม แล้วตัวเองไม่เลวทรามหรือไง
ลูกชายตัวเองถูกพี่ชายภรรยาขังไว้เหมือนหมาตัวหนึ่งมาจนถึงปีนี้ ก็น่าจะเกือบ 30 ปีแล้วไม่ใช่เหรอ
แล้วตอนนี้ตัวเองก็ยังประคบประหงมภรรยาคนปัจจุบันอย่างกับสมบัติล้ำค่า ไหนจะพี่ชายภรรยาคนนั้นอีก พี่ไปช่วยอะไรเขาไว้ตั้งเท่าไหร่
เรียกได้ว่าพี่ชายเขาใช้มือข้างเดียวผลักดันจนพี่ชายภรรยากลายเป็นมหาเศรษฐีของฮ่องกงได้เลย
แต่กลับกัน พอเป็นคนในครอบครัวตัวเองกลับไม่เคยสนใจไยดี มีแต่ความรังเกียจเดียดฉันท์ หากเพียงแค่แบ่งเศษเสี้ยวความใส่ใจที่มีให้ตระกูลซ่างกวนสักหนึ่งในสิบมาให้ตระกูลเซี่ยบ้าง พวกเขาก็คงซาบซึ้งในบุญคุณแล้ว
ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นคนดีมีคุณธรรม แต่ลับหลังกลับเอาอกเอาใจแค่ตระกูลซ่างกวน ไม่ต่างอะไรกับสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของตระกูลซ่างกวน
ตอนที่เขานำป้ายบรรพบุรุษของพ่อแม่กลับมาให้ ก็กลัวจนลนลานไปหมด กลัวว่าจะมีคนรู้เรื่องแล้วนำไปรายงานจนตำแหน่งหน้าที่การงานของตัวเองต้องสั่นคลอน
นี่มันเข้าตำราได้ภรรยาแล้วลืมแม่ชัดๆ
แล้วยังมีหน้ามากล่าวหาว่าเขาเป็นคนไร้ศีลธรรมสิ้นดีอีก ถ้าตัวเองดีจริง แล้วจะหย่ากับจูเฟิ่งทำไม
เซี่ยซานหวาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาตัดสินใจวิ่งตามรถของเซี่ยโป๋เหวินไปอย่างรวดเร็ว
ในอดีต ตอนที่เซี่ยซินตงถูกซ่างกวนอวิ๋นฉีหลอกลวงจนหายตัวไป คนที่ให้ข้อมูลก็คือเขาเอง ถึงแม้จะไม่ได้ออกหน้า แต่ทันทีที่รู้ว่าตงตงหายไป เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นฝีมือของซ่างกวนอวิ๋นฉี
ต่อมาเขาก็บังเอิญได้ล่วงรู้ความจริงทั้งหมดของเรื่องนี้ แต่เขาไม่กล้าพอที่จะนำเรื่องนี้ไปใช้ข่มขู่ตระกูลซ่างกวน และไม่กล้าบอกพี่รองด้วย
อีกอย่าง ถึงบอกไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรขึ้นมา ในเมื่อพี่ชายของเขาไม่เคยเห็นลูกๆ ที่เกิดกับภรรยาคนก่อนอยู่ในสายตาเลยสักนิด
หากเทียบกันในเรื่องนี้ เขายังดูดีกว่าพี่ชายเสียอีก เพราะอย่างน้อยตอนที่เขาออกจากหมู่บ้านเซี่ยเจีย เขาก็ยังพาลูกชายทั้งสองคนออกมาด้วย
เซี่ยซานหวายังไม่รู้ว่าเซี่ยซินตงได้เดินทางกลับมาถึงอำเภอหนานซานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขาจึงวิ่งไปขวางหน้ารถของเซี่ยโป๋เหวินไว้
เซี่ยโป๋เหวินที่ใบหน้าดำคล้ำเปิดประตูรถพรวดออกมาแล้วลากตัวเซี่ยซานหวาไปข้างทาง เขาจ้องน้องชายด้วยสีหน้าถมึงทึงแล้วเอ่ยถาม “แกต้องการจะทำอะไรอีก!”
เซี่ยซานหวากัดฟันแน่น “พี่รอง! พี่ช่วยหาอาจารย์เก่งๆ ให้ผม แล้วผมจะบอกความลับให้พี่ฟัง!”
ดวงตาของเซี่ยโป๋เหวินหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมาอย่างซับซ้อน เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เขาก็ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงพร้อมกับถอนหายใจยาว “ถึงยังไงแกก็เป็นน้องชายของฉัน ตอนที่ฉันไม่อยู่บ้าน พ่อกับแม่ก็ได้แกคอยดูแลปรนนิบัติจนถึงวาระสุดท้าย ฉันเป็นหนี้แกเยอะมาก เพราะฉะนั้นเรื่องเลวร้ายที่แกทำมาตลอดหลายปีนี้ฉันถึงคอยตามเก็บกวาดให้ เอาล่ะ ฉันจะหาอาจารย์มาให้แกสบายใจแล้วกัน”
เซี่ยซานหวาตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา
เขารีบโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูพี่ชาย “พี่สะใภ้รองส่งลูกชายคนเล็กที่เกิดจากจูเฟิ่ง น่าจะชื่อเซี่ยซินตง ไปอยู่ที่ฮ่องกงแล้วล่ะครับ เธอบอกว่าจะให้พี่ชายของเธอช่วยอบรมสั่งสอนให้”
“แต่ว่ามีครั้งหนึ่งที่ผมบังเอิญได้ยินเธอคุยโทรศัพท์กัน เธอบอกว่าเซี่ยซินตงถูกพี่ชายของเธอจับไปขังไว้ในห้องใต้ดิน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อนแล้วนะครับ ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะ...”
เซี่ยซานหวาไม่กล้าพูดต่อให้จบประโยค
เพราะเขาเห็นแววตาของพี่รองที่มองมานั้นเปลี่ยนเป็นสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ
มือของเซี่ยโป๋เหวินสั่นระริกขณะที่พยายามจะเอื้อมไปคว้าตัวเซี่ยซานหวา แต่ในวินาทีต่อมา ร่างของเขากลับโคลงเคลงอย่างรุนแรง โลกทั้งใบพลันมืดดับลง ก่อนที่เซี่ยโป๋เหวินจะล้มหงายหลังไปทั้งอย่างนั้น
ในห้วงสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบไป เขาพลันนึกถึงประโยคที่เสี่ยวหน่วนเคยพูดกับเขาขึ้นมาได้
‘เรื่องที่คุณตาไม่รู้ ยังมีอยู่อีกเยอะค่ะ’ เหมือนจะมีอยู่มากมายจริงๆ
***
และในขณะเดียวกันนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนก็ได้พาน้องชายของเธอเดินทางไปเป็นแขกที่บ้านของผู้เฒ่าหู
คุณย่าหู ภรรยาของผู้เฒ่าหูก็เกษียณอายุแล้วเช่นกัน และแน่นอนว่าเธอรู้จักซ่งอวี้หน่วนเป็นอย่างดี เพราะผู้เฒ่าหูไม่เคยปิดบังเรื่องราวใดๆ กับภรรยาของเขา เรื่องราวที่ควรรู้ส่วนใหญ่ คุณย่าหูก็ล้วนรับทราบทั้งสิ้น
บ้านของครอบครัวหูไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตบ้านพักข้าราชการคณะกรรมการการศึกษา แต่เป็นบ้านทรงตะวันตกสไตล์ยุโรปหลังเล็กที่ตั้งอยู่อย่างเป็นเอกเทศ
ภายในบ้านนอกจากแม่บ้านหนึ่งคนแล้ว ก็มีเพียงผู้เฒ่าหูและคุณย่าหูอาศัยอยู่กันตามลำพังเท่านั้น
ผู้เฒ่าหูมีลูกชาย 2 คน คนเล็กเสียชีวิตในหน้าที่ไปเมื่อ 10 ปีก่อน ส่วนลูกชายคนโตปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารของฝ่ายพลาธิการหน่วยรบพิเศษ
เขามีลูกชาย 1 คนและลูกสาวอีก 1 คน ซึ่งตอนนี้หลานทั้งสองคนก็อาศัยอยู่กับลูกชายคนโตของผู้เฒ่าหูนั่นเอง
[จบบท]