บทที่ 243: เรื่องราวที่เริ่มต้นจากภาพถ่าย
สองสามีภรรยาสูงวัยกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อช่วงสายพวกเขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวว่าหลานแท้ๆจะมาพักร้อนที่บ้านในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้ โดยจะเดินทางมาถึงในช่วงค่ำราวๆ 19:00 น.
หลานสาวคนโตอายุ 14 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ส่วนหลานชายคนเล็กอายุเพียง 5 ขวบ มีผิวขาวผ่องและแก้มยุ้ยน่าฟัด ทั้งคู่เป็นแก้วตาดวงใจของคนเป็นปู่ย่าตายาย
แม้ว่าใจจริงพวกเขาอยากจะอยู่กับหลานๆตลอดเวลา แต่การจะรับพวกเขามาอยู่ด้วยที่เทศมณฑลก็หมายความว่าเด็กๆ ต้องห่างจากพ่อแม่ โดยเฉพาะคนเล็กที่ยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็ก อีกทั้งหากภรรยาต้องไปดูแลหลาน ผู้เฒ่าหูก็จะต้องอยู่บ้านคนเดียว ด้วยความเป็นห่วงสามี เธอจึงไม่สบายใจที่จะทิ้งเขาไว้ลำพัง
ดังนั้น ในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน หากไม่ติดธุระอะไร เด็กทั้งสองก็จะแวะเวียนมาหาอยู่เสมอ
ซ่งอวี้หน่วนและน้องชายเดินทางมาถึงในจังหวะที่คุณย่าหูเพิ่งจะวางสายโทรศัพท์ เธอกำลังอารมณ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้เห็นสองพี่น้องที่น่ารักน่าเอ็นดู ก็ยิ่งรู้สึกเบิกบานใจจนยิ้มไม่หุบ
สองพี่น้องคู่นี้ไม่เพียงแต่มีหน้าตาที่น่ารักน่าชัง แต่บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอ ทำให้บรรยากาศโดยรอบพลอยสดใสไปด้วย
คุณย่าหูจูงมือของซ่งอวี้หน่วนพลางเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบอย่างเอ็นดู ก่อนจะลุกไปหยิบขนมอร่อยๆ มากมายออกมาต้อนรับ
“คุณย่าหูคะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงหวานใส
หมิงเซิ่งตัวน้อยก็ทำตามพี่สาวอย่างน่ารัก
“ในครัวเขากำลังทำของอร่อยๆ กันอยู่นะจ๊ะ ถ้าพวกหนูอยากกินอะไรเป็นพิเศษก็บอกย่าได้เลย ไม่ต้องเกรงใจนะ” คุณย่าหูบอกกับเด็กทั้งสองด้วยความใจดี
ซ่งอวี้หน่วนหยิบชุดลำลองที่ทำจากผ้าลินินออกมาจากกระเป๋า เธอตั้งใจเตรียมของขวัญชิ้นนี้มามอบให้คุณย่าหูโดยเฉพาะ พร้อมกับบอกว่าครอบครัวของเธอทำขึ้นเอง “ผ้าลินินใส่สบายแล้วก็ระบายอากาศได้ดีมากเลยค่ะ”
เสื้อเป็นสีแดงพุทรา ส่วนกางเกงเป็นสีเขียวอมฟ้า ตัวเสื้อเป็นทรงคอกลมที่เปิดไม่กว้างนัก มีกระดุมผ่าหน้าหนึ่งแถวและปักลายดอกไม้เล็กๆ ประดับไว้อย่างน่ารัก
ซ่งอวี้หน่วนเชื่อเสมอว่าการเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า และการไปมาหาสู่กันก็ควรจะมีของติดไม้ติดมือไปให้บ้าง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีให้ยั่งยืน
อีกอย่าง ชุดแบบนี้กัวเสีย แม่ของฉู่จื่อโจวก็เคยซื้อไปตั้งสองชุด เธอจึงเดาว่าคุณย่าหูน่าจะชอบเหมือนกัน แต่ถึงจะไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะยังสามารถนำไปมอบให้คนอื่นต่อได้
ปรากฏว่าคุณย่าหูถูกใจชุดนี้มากจนลุกไปเปลี่ยนทันที ในยุคสมัยนี้ หากไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ คนส่วนใหญ่มักจะผอมเพรียวกันทั้งนั้น หากใครมีรูปร่างท้วมขึ้นมาสักหน่อย ก็มักจะถูกมองว่าครอบครัวนั้นมีฐานะ อยู่ดีกินดีนั่นเอง
คนที่มีรูปร่างท้วมในยุคนี้ถือเป็นที่น่าอิจฉา ซึ่งแตกต่างจากค่านิยมในยุคหลังอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นชุดที่คุณย่าหูสวมใส่อยู่จึงพอดีตัวราวกับสั่งตัด และเหตุผลที่เธอชอบมันมากก็เพราะว่าไม่เคยเห็นเสื้อผ้าสไตล์นี้วางขายในเทศมณฑลมาก่อน
คุณย่าหูเอ็นดูซ่งอวี้หน่วนจากใจจริง เด็กคนนี้ไม่เพียงแต่พูดจาฉะฉานไพเราะน่าฟัง แต่ยังมีกิริยามารยาทที่งดงามและสง่าผ่าเผย แค่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าอนาคตจะต้องไปได้ไกลอย่างแน่นอน
คุณย่าหูวิ่งกลับไปส่องกระจกสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าคุณย่าหูชอบชุดนี้จริงๆ ซ่งอวี้หน่วนก็รู้สึกยินดี เธอมั่นใจแล้วว่าผลิตภัณฑ์จากโรงงานเสื้อผ้าของครอบครัวจะกลายเป็นผู้นำแฟชั่นในยุคนี้ได้
ดังนั้นเมื่อกลับไปถึงบ้านครานี้ เธอจะต้องขยับขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น และปลดปล่อยคุณย่า คุณแม่ และคุณอาสะใภ้รองจากการทำงานหนักได้เสียที
พวกเธอจะได้เลื่อนขั้นไปเป็นผู้สอนงานแทน
ขณะที่ซ่งอวี้หน่วนกำลังเพลิดเพลินกับแอปเปิลในมือ คุณย่าหูก็หันไปถามแม่บ้านในครัว “เสี่ยวหวังจ๊ะ น้ำตาลทรายที่บ้านเราหมดแล้วหรือยัง เดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อมาเพิ่มให้”
เสี่ยวหวังนึกในใจ ‘เอ... เหมือนจะยังไม่หมดนะ’ แต่ยังไม่ทันได้ตอบอะไรออกไป คุณย่าก็คว้าตะกร้าจ่ายตลาดมาคล้องแขนเตรียมจะออกจากบ้านแล้ว
“ชุดใหม่เหรอคะ สวยจังเลยค่ะ!” เสี่ยวหวังเอ่ยด้วยความชื่นชม
คุณย่าหูยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปถามสามีด้วยความกระตือรือร้น “คุณคะ อยากได้อะไรเพิ่มอีกไหม?”
ซ่งอวี้หน่วนเห็นท่าทางนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ คุณย่านี่ช่างน่ารักจริงๆ คงอยากจะใส่ชุดใหม่ไปอวดใครต่อใครข้างนอกนั่นแหละ
ยิ่งพอคุณย่าสวมรองเท้าแตะหนังสีน้ำตาลเข้าไป ก็ยิ่งขับให้เธอดูเป็นหญิงสูงวัยที่ทั้งอ่อนโยนและสง่างาม
ไม่ต้องพูดถึงตัวเธอที่ชอบอยู่แล้ว ขนาดคุณปู่หูยังมองด้วยแววตาชื่นชม
“ชุดนี้สวยจริงๆ พอคุณใส่แล้วก็ดูดีมากเลย ดูสาวขึ้นเยอะ เห็นได้ชัดเลยนะว่าโรงงานเสื้อผ้าของเสี่ยวหน่วนมีฝีมือ”
คุณย่าหูลูบศีรษะของหมิงเซิ่งเบาๆ ขณะที่ในใจก็พลอยรู้สึกปลาบปลื้มไปด้วย
ถึงสามีของเธอจะเป็นคนมีความรู้ แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเอ่ยปากชมเธอเลยสักครั้ง วันนี้นับว่าเป็นวันที่พิเศษจริงๆ
จากนั้นคุณย่าหูก็บอกกับซ่งอวี้หน่วนว่าให้ทำตัวตามสบาย เหมือนอยู่ที่บ้านของตัวเอง ไม่ต้องเกร็ง ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงคำพูดตามมารยาทเท่านั้น และซ่งอวี้หน่วนเองก็รับรู้ได้ว่าทุกถ้อยคำของคุณย่าล้วนออกมาจากใจ
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าหากคุณย่าหูไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ปฏิกิริยาของเธอก็คงเป็นเพียงการพยักหน้ารับอย่างสงวนท่าที กล่าวขอบคุณสั้นๆ แล้ววางชุดนั้นไว้ข้างๆ การกระทำเช่นนั้นคงทำให้คนให้รู้สึกแย่ไม่น้อย
แต่คุณย่าหูกลับลุกไปเปลี่ยนชุดทันที แถมยังส่องกระจกด้วยความเบิกบานใจ และถึงขั้นจะออกไปอวดให้คนอื่นดูอีกด้วย ท่าทีที่เป็นธรรมชาตินี้เองที่ทำให้ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกสนิทใจกับเธออย่างแท้จริง
คุณย่าหูเดินออกจากบ้านไปอย่างอารมณ์ดี แน่นอนว่าเธอตั้งใจจะออกไปอวดชุดใหม่จริงๆ เพราะก่อนหน้านี้เสี่ยวหน่วนได้บอกเธอว่าเสื้อผ้าคอลเลกชันนี้ยังไม่ได้วางขายอย่างเป็นทางการ
มีเพียงคุณแม่และพี่สาวของฉู่จื่อโจวเท่านั้นที่ซื้อกลับไปสองสามชุด แล้วฉู่จื่อโจวเป็นใครกัน... มีหรือที่คุณย่าหูจะไม่รู้จัก
สำหรับคนอย่างพวกเขาแล้ว ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นในเทศมณฑล ก็มักจะได้รับข่าวสารเป็นกลุ่มแรกๆ เสมอ ตัวอย่างเช่นเรื่องที่ฉู่จื่อโจวแห่งบ้านพักหมายเลข 01 ปักกิ่ง ย้ายไปเป็นผู้ใหญ่บ้านที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ เรื่องนี้ได้แพร่สะพัดไปในวงแคบๆ นานแล้ว
ถึงแม้เธอจะไม่รู้ว่ากัวเสียเดินทางไปเยี่ยมลูกชาย แต่การที่ซื้อเสื้อผ้าแบบเดียวกันกลับไปหลายชุด ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าเธอชอบมันมากแค่ไหน
เมื่อรวมกับการที่คุณย่าหูไม่ได้มองว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นคนนอก ความเกรงใจหรือการเสแสร้งตามมารยาทจึงไม่มีความจำเป็น และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้นในทันที
บรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเองนี้ ทำให้แม้แต่หมิงเซิ่งตัวน้อยยังรู้สึกไม่ต่างจากการอยู่ที่บ้านของตัวเอง นี่คงเป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่าบรรยากาศที่ดีนั้นล้วนเกิดขึ้นจากผู้คน
หลังจากคุณย่าหูออกไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็ตั้งใจจะเข้าไปช่วยงานในครัว แต่เสี่ยวหวังก็รีบดันตัวเธอออกมาพลางบอกว่าไม่ต้อง เพราะทุกอย่างเตรียมไว้เกือบพร้อมแล้ว ก่อนจะคะยั้นคะยอให้เธอไปนั่งกินลูกอมกับน้องชายแทน
ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่ได้ยืนกรานที่จะช่วย เพราะปกติเธอก็ไม่ถนัดงานครัวอยู่แล้ว อย่างมากก็คงเป็นได้แค่ลูกมือ
บ้านของผู้เฒ่าหูหลังใหญ่โตมาก มีห้องหนังสือเป็นสัดส่วน และยังมีของกินของดื่มเตรียมพร้อมไว้ในห้องนั่งเล่น คุณปู่หูเปิดโทรทัศน์ให้เด็กๆ ดู แต่โชคร้ายที่รับสัญญาณได้เพียง 2 ช่อง และทั้ง 2 ช่องก็มีแต่ภาพสัญญาณรบกวนจนมองอะไรไม่เห็น
ในยุคนี้ ครอบครัวที่มีโทรทัศน์ยังถือเป็นของหายาก ส่วนใหญ่ยังคงเป็นโทรทัศน์ขาวดำ ขนาดในตัวอำเภอหนานซานเองยังไม่มีสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำ ผู้คนจำนวนมากจึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโทรทัศน์คืออะไร
ถึงแม้ว่าสัญญาณโทรทัศน์ในช่วงเวลานี้จะไม่ค่อยดีนัก และจำเป็นต้องหยุดส่งสัญญาณเพื่อซ่อมบำรุงเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม แต่มันก็ยังสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คน โดยเฉพาะเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้สนใจโทรทัศน์นัก แต่หมิงเซิ่งกลับไปยืนจ้องหน้าจอที่มีแต่ภาพสัญญาณรบกวนอยู่นานสองนาน ก่อนจะหันไปบอกผู้เฒ่าหูว่า “คุณปู่ครับ ภาพสัญญาณรบกวนมันแสบตาจังเลยครับ”
คุณปู่หูรีบดึงหลานชายตัวน้อยเข้ามาใกล้ๆ แล้วชวนให้ไปที่ห้องหนังสือแทน พลางบอกว่าในนั้นมีหนังสือภาพการ์ตูนและนิตยสารภาพมากมายให้อ่านเล่น
ซ่งอวี้หน่วนจึงเดินตามไปอย่างไม่เร่งรีบ และในวินาทีถัดมา สายตาของเธอก็พลันไปสะดุดเข้ากับภาพหมู่ใบหนึ่งที่ประดับอยู่บนผนัง
เธอเหลือบมองเพียงครั้งแรก ก่อนจะต้องหันกลับไปมองซ้ำเป็นครั้งที่สอง และมือทั้งสองข้างก็เผลอกำแน่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ภาพใบนี้แขวนอยู่ในตำแหน่งที่จะมองไม่เห็นเมื่อเดินเข้าบ้านหรือนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเดินมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เธอเพิ่งจะสังเกตเห็นมัน
ในภาพคือคุณปู่และคุณย่าหูในท่านั่ง ซึ่งดูไม่แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก คาดว่าน่าจะถ่ายไว้เมื่อไม่เกินสองปีที่ผ่านมา
ด้านหลังของพวกท่านมีสามีภรรยาคู่หนึ่งยืนอยู่ พร้อมด้วยเด็กอีกสองคน เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักอายุราว 12-13 ปียืนอยู่ข้างคุณปู่ ส่วนเด็กผู้ชายที่ดูเล็กกว่าหมิงเซิ่งหน่อยยืนอยู่ข้างคุณย่า
เพียงไม่กี่อึดใจ ใบหน้าของซ่งอวี้หน่วนก็พลันซีดเผือด เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าภาพหมู่ใบนี้จะจุดชนวนเนื้อเรื่องบทใหม่ขึ้นมา แถมยังเป็นเนื้อเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง
ปกติแล้วเนื้อเรื่องจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเธอได้พบกับบุคคลนั้นด้วยตัวเอง แต่ทำไมครั้งนี้เพียงแค่มองรูปถ่ายก็ได้แล้ว?
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดเท่าไหร่ก็หาคำตอบไม่ได้
เธอก้มลงมองนาฬิกาบนข้อมือ หัวใจเต้นรัวระส่ำอยู่ในอก
[จบบท]