บทที่ 244: เธอไม่ได้พูดเลยสักนิด
หลังจากผู้เฒ่าหูพาหมิงเซิ่งเข้าไปในห้องหนังสือ เขากำลังเลือกหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กกับหนังสือภาพส่งให้เด็กชายที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ ในตอนนั้นเองที่ทั้งคู่พลันได้ยินเสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนดังขึ้นมาพร้อมกัน
ทันทีที่เสียงแผ่วเบาอันคุ้นเคยของเสี่ยวหน่วนดังขึ้นในหัวโดยไม่มีที่มาที่ไป หมิงเซิ่งก็รีบคว้ามือของผู้เฒ่าหูเอาไว้แน่น เด็กชายเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยแววตาตื่นตระหนกพร้อมกับส่ายหน้าไปมาไม่หยุด ขณะที่ผู้เฒ่าหูเองก็รู้สึกราวกับมีเสียงดังหึ่งๆ ก้องอยู่ในศีรษะ
【...นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมแค่รูปถ่ายครอบครัวใบเดียว ถึงได้กระตุ้นให้เกิดเรื่องราวขนาดนี้】
【วันที่ 14 กรกฎาคม ปี 1980 หรือก็คือช่วงบ่าย 2 โมงของวันนี้ หูจิ่นอวี๋ลูกชายคนโตของผู้เฒ่าหูจะพาชวีหมิงหรงภรรยาของเขา พร้อมด้วยหูเจาลูกสาวและหูเจ๋อลูกชาย เดินทางด้วยรถจี๊ปคันหนึ่งมุ่งหน้ามายังบ้านของคุณปู่หูที่อยู่ในเทศมณฑล】
【เส้นทางของพวกเขาจะผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งในอดีตเคยเป็นรังโจรมาก่อน ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านไหวซู่ในภายหลัง ว่ากันว่าที่มาของชื่อนี้เป็นเพราะที่นั่นมีต้นหวยขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก】
【ถึงแม้ว่าผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้จะกลายเป็นชาวไร่ชาวนาอย่างเต็มตัวไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาธรรมเนียมอันเลวร้ายหลายอย่างเอาไว้ ตัวอย่างเช่น หากครอบครัวไหนไม่มีลูกชายก็จะออกไปหาซื้อมา หรือถ้าไม่มีภรรยา ก็จะใช้วิธีเดียวกัน】
【แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นคนของพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่มีใครล่วงรู้ถึงอาชญากรรมที่คนบางกลุ่มในหมู่บ้านแห่งนี้ได้ก่อเอาไว้】
【และเรื่องที่เลวร้ายที่สุดก็คือ พวกเขาได้ลงมือฆ่าหูจิ่นอวี๋ลูกชายของปู่หู พร้อมกับคนขับรถหนุ่มอีกคนหนึ่ง】
【จากนั้นก็ได้ลักพาตัวชวีหมิงหรงและลูกๆ ทั้ง 2 คนเข้าไปในหมู่บ้าน】
【ระหว่างที่ชวีหมิงหรงพยายามต่อสู้ขัดขืน เธอกลับถูกชาวบ้านที่ชื่อเอ้อร์ไล่จื่อทุบตีจนเสียชีวิต ก่อนที่ศพของเธอจะถูกนำไปโยนทิ้งลงจากหน้าผา】
【ถนนสายที่ตัดผ่านใกล้หมู่บ้านไหวซู่ที่สุดนั้นไม่ใช่เส้นทางบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน ตรงกันข้ามกลับมีรถยนต์สัญจรผ่านอยู่เนืองๆ ในเวลาต่อมาจึงมีคนมาค้นพบคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญนี้เข้า】
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วมุ่นด้วยสีหน้าซีดเผือด ตามหลักการแล้วการกระตุ้นเรื่องราวแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลซ่งหรือโครงเรื่องเดิมแม้แต่น้อย
หญิงสาวยืนนิ่งงันอยู่หน้ารูปถ่ายครอบครัว พยายามทบทวนเนื้อเรื่องในนิยายแต่ก็ยังคิดหาคำตอบไม่ได้สักที
ขณะเดียวกันภายในห้องหนังสือ ทั้งผู้เฒ่าหูและหมิงเซิ่งต่างก็ยืนนิ่งไม่ต่างกัน ชายชราใช้มือยึดขอบโต๊ะไว้แน่นเพื่อพยุงร่างที่สั่นเทาไปทั้งตัว แผ่นหลังของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนดังขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว จนเขานึกว่าตัวเองแค่หูแว่วไป ผู้เฒ่าหูลองเดินออกมาจากห้องหนังสือเล็กน้อย ก่อนจะเห็นร่างของซ่งอวี้หน่วนยืนอยู่หน้ารูปถ่ายใบนั้น ริมฝีปากของเธอปิดสนิทแน่น เธอไม่ได้กำลังพูดอยู่เลย
แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงของเสี่ยวหน่วนอย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงแต่มีน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเวลาพูดคุยปกติ
มันเป็นเสียงที่แผ่วเบาจนราวกับไม่ได้ลอยผ่านเข้ามาทางหู แต่ดังก้องขึ้นในหัวโดยตรง
ใบหน้าของผู้เฒ่าหูซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่
เขาพยายามจะก้าวออกจากห้องหนังสือ แต่ก็ถูกหมิงเซิ่งรั้งแขนเอาไว้แน่น เด็กชายเอาแต่ส่ายหน้าอย่างสุดกำลัง
ผู้เฒ่าหูจำต้องหยุดฝีเท้าลง
ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่สามารถขยับไปไหนได้
เพราะเสียงลึกลับนั้นเป็นเพียงแค่การหยุดพักชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง
【...ในไม่ช้าผู้เฒ่าหูก็จะได้รับข่าว จากเดิมที่กำลังเฝ้ารอการกลับมาของหลานๆ เพื่อใช้เวลาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนด้วยกันอย่างมีความสุข ใครเลยจะคาดคิดว่าทั้งลูกชายและลูกสะใภ้จะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ส่วนหลานทั้ง 2 คนก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย】
【และเรื่องที่น่าเศร้าสลดไปกว่านั้นก็คือ ย่าหูจะสิ้นใจลงเพราะรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ไหว】
【ด้วยหัวใจที่แตกสลาย คุณปู่หูไม่มีแม้แต่เวลาที่จะจัดงานศพให้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก เขาต้องรีบรุดหน้าไปยังจุดเกิดเหตุทันทีภายในคืนนั้น】
【หมู่บ้านไหวซู่คือหนึ่งในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมากที่สุด ชาวบ้านที่นั่นรักใคร่สามัคคีกันอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ต้องรับมือกับคนนอก】
【ไม่ว่าจะถูกสอบปากคำกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ชาวบ้านเหล่านี้ก็จะแสร้งทำสีหน้าซื่อๆ เจือความวิตกกังวล พวกเขาจะเอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธพลางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวันว่าไม่รู้อะไรทั้งนั้น】
【แต่เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุมากที่สุด จึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรกๆ ทีมค้นหาหลายชุดถูกส่งเข้าไปตรวจสอบ แต่ใครเลยจะล่วงรู้ว่าภายใต้ผืนดินของหมู่บ้านไหวซู่ คือเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่คดเคี้ยวและสลับซับซ้อน】
【คุณปู่หูจะไม่มีวันได้ล่วงรู้เลยว่า หลานสาวของเขาถูกยาพิษกรอกปากจนกลายเป็นใบ้และถูกนำไปขังไว้ในห้องเล็กๆ ภายในอุโมงค์ใต้ดินแห่งนั้น ที่น่าเจ็บปวดคือเขาถึงกับเคยนำทีมค้นหาเดินผ่านต้นหวยขนาดใหญ่ที่ถูกใช้เป็นทางเข้านับครั้งไม่ถ้วน】
【แต่ใครเล่าจะคาดคิดได้ว่าใต้ต้นไม้ใหญ่คือทางเข้าอุโมงค์ และบริเวณหน้าผากับเนินดินรอบๆ ก็ยังมีทางเข้าออกอุโมงค์ของหมู่บ้านนี้อยู่อีก】
【เพียงเท่านี้ พวกเขาก็พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือไปตลอดกาล คุณปู่หูจึงทำได้เพียงเริ่มต้นภารกิจตามหาหลานรักทั้ง 2 คนทั่วประเทศ】
【3 ปีให้หลัง ผู้หญิงคนหนึ่งที่หลบหนีออกมาจากหมู่บ้านนรกแห่งนั้นได้เข้าแจ้งความกับทางการ และในที่สุด คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญเมื่อ 3 ปีก่อนก็ได้รับการคลี่คลาย】
【ทว่าในตอนนั้น หลานสาวของคุณปู่หูได้ถูกทารุณกรรมจนสิ้นใจไปแล้ว ร่างของเธอถูกพบอยู่ข้างช่องระบายอากาศเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ช่องระบายอากาศเล็กๆ แห่งนั้น เธอเคยเห็นคุณปู่ของตัวเองเดินวนเวียนไปมาอยู่ด้านนอก แต่ร่างกายของเธอกลับถูกมัดด้วยเชือก อีกทั้งลำคอก็ถูกพิษทำลายจนไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้ ทำได้เพียงเฝ้ามองแผ่นหลังของคุณปู่ที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปไกลขึ้นทุกทีด้วยสายตาที่ว่างเปล่า】
【ส่วนหลานชายของคุณปู่หูนั้น ถูกพวกมันลักลอบขายต่อไปยังดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ แต่โชคร้ายที่ระหว่างการเดินทางเด็กชายเกิดล้มป่วยอย่างหนัก ผู้ซื้อเห็นว่าเป็นตัวอัปมงคลจึงโยนเขาทิ้งลงแม่น้ำสายใหญ่กลางทาง ปล่อยให้จมน้ำตายอย่างทุกข์ทรมาน】
【ในปีเดียวกัน ภายในระยะเวลาห่างกันเพียง 1 เดือน คุณปู่หูก็ได้รับรู้ชะตากรรมของหลานทั้ง 2 คน】
【น่าเศร้าที่ในตอนนั้น เส้นทางชีวิตกับความตายได้ขีดคั่นพวกเขาทั้งสองออกจากกันตลอดกาล】
【คุณปู่หูไม่อาจทนรับความเจ็บปวดครั้งนี้ได้ไหว และเพียง 1 เดือนให้หลัง ท่านก็สิ้นใจจากโลกนี้ไปอีกคน】
【ไม่ได้การแล้ว จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ฉันต้องหาทางบอกเรื่องนี้กับคุณปู่หูให้ได้ โศกนาฏกรรมของครอบครัวพวกเขามันน่าเวทนาเกินไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับชะตากรรมของตระกูลซ่งในอดีตเลย】
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซ่งอวี้หน่วนจึงแสร้งตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงร้อนใจว่า “คุณปู่หูคะ รบกวนคุณปู่มาทางนี้หน่อยได้ไหมคะ ช่วยบอกหนูทีว่าคนในรูปนี้มีใครบ้าง”
หมิงเซิ่งรีบปล่อยมือที่จับชายชราไว้ออกทันที ตราบใดที่ไม่เป็นการรบกวนการหยั่งรู้อนาคตของพี่สาว เขาก็จะไม่เข้าไปยุ่ง
เพราะเขารู้ดีว่าเดี๋ยวพี่สาวก็ต้องหาทางรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน
ในเมื่อเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เด็กชายไม่กังวลเลยว่าผู้เฒ่าหูจะไปซักไซ้พี่สาวของตน เพราะครอบครัวของพวกเขาเคยทดลองเรื่องนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ผลลัพธ์ก็คือไม่มีใครสามารถพูดคุยถึงเรื่องอนาคตกับพี่สาวได้โดยตรง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดลำคอเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาได้แม้แต่คำเดียว
อาจเป็นเพราะเผลอกลั้นหายใจไว้นานเกินไป ผู้เฒ่าหูจึงเกิดสำลักและไอออกมาอย่างรุนแรง ซึ่งนับเป็นโชคดีที่อาการไอนี้ช่วยกลบเกลื่อนร่างกายที่กำลังสั่นเทาและใบหน้าที่ซีดเผือดของเขาได้อย่างแนบเนียน
ซ่งอวี้หน่วนรีบปรี่เข้าไปช่วยลูบหลังให้ชายชรา พร้อมเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “คุณปู่หู คุณปู่เป็นอะไรไปคะ”
เมื่ออาการไอของเขาเริ่มทุเลาลง หญิงสาวก็รินน้ำครึ่งแก้วส่งให้
ผู้เฒ่าหูรับมาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
วันนี้... ตอนบ่าย 2 โมงของวันนี้อย่างนั้นหรือ
แต่... แต่ในหัวของเขามันอื้อไปหมด
ราวกับมีเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงปร้างขึ้นในหัวนับครั้งไม่ถ้วน หากไม่ใช่เพราะพลังใจที่แข็งแกร่ง ป่านนี้เขาก็คงล้มทั้งยืนไปแล้ว
ชายชรากำมือทั้งสองข้างไว้แน่น ก่อนจะตอบซ่งอวี้หน่วนกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าว่า “ปู่ไม่เป็นไร แค่สำลักน้ำลายเท่านั้นเอง”
ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากเสียเวลาจึงเอ่ยปากถามถึงบุคคลในภาพอีกครั้ง
คราวนี้ผู้เฒ่าหูรีบเดินนำออกไปด้านนอก ก่อนจะเริ่มแนะนำให้เธอรู้จักทีละคน
วินาทีนี้เองที่ผู้เฒ่าหูเริ่มสัมผัสได้ถึงความสมจริงของเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
และยิ่งคิด... ก็ยิ่งรู้สึกใจหาย
เขาจำได้ว่าไม่เคยเล่าชื่อของลูกชาย ลูกสะใภ้ หรือหลานทั้งสองคนให้เสี่ยวหน่วนฟังเลยสักครั้ง
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ตอนที่ลูกชายคนโตโทรศัพท์มาหาเมื่อสักครู่ เขาไม่ได้บอกว่าจะเดินทางมาพร้อมกับภรรยาเพื่อส่งลูกๆ ด้วยตนเอง
เขาแค่บอกว่าจะไหว้วานเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ให้พาเด็กทั้งสองคนมาส่งเท่านั้น ซึ่งผิดกับเสียงในใจของเสี่ยวหน่วน
[จบบท]