บทที่ 248: ไม่กลัวคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะจนฟันร่วงหรือไง
หลังจากออกมาจากบ้านของพ่อแล้ว กู้ซินถึงได้มีเวลามาครุ่นคิดเรื่องราวอย่างจริงจัง ตอนนี้พี่ใหญ่ก็ไม่อยู่บ้าน ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่เป็นหญิงสาวที่ทั้งเก่งและฉลาด นิสัยก็อ่อนโยน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือความสามารถในการเสแสร้ง ต่อให้ในใจจะด่าคุณเป็นหมื่นๆ ครั้ง แต่ใบหน้าก็ยังคงยิ้มแย้มอยู่เสมอ
ด้วยนิสัยแบบนั้น ต่อให้รู้ว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอกที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า เธอก็คงจะแสร้งพูดออกมาด้วยความจริงใจว่า “เด็กสาวบ้านนอกก็ดีออกนะ เรียบง่ายจริงใจ ขอแค่มีความพยายาม หงส์ทองย่อมโบยบินออกจากหุบเขาได้อยู่แล้ว” แล้วก็คงจะยกสุภาษิตมาพูดอีกว่า
“มีแต่ครูที่สอนไม่เป็น ไม่มีหรอกนักเรียนที่เรียนไม่รู้เรื่อง”
คำพูดสวยหรูแบบนั้นน่ะ เก็บไว้พูดในบ้านเถอะ ดูอย่างลูกชายโง่ๆ ของเธอสิ ต่อให้เทพเซียนลงมาสอนเอง ก็คงจะสอนให้ฉลาดขึ้นมาไม่ได้หรอก
น่าเสียดายที่พี่สะใภ้ยุ่งเกินไป ไม่อย่างนั้นเธอคงจะพาลูกชายตัวดีของเธอมาให้ช่วยสอนสั่งให้หัวดีขึ้นมาบ้างแล้ว การสอบได้ศูนย์คะแนนมันน่าขายหน้าจริงๆ
แล้วนี่ยังมีเรื่องของเฉียนเสี่ยวหลิงจากตระกูลเฉียนที่ไม่ลงรอยกับเธอมาตลอดอีก
ตอนนี้สามีของนังนั่นก็กำลังจะไปเปิดบริษัทที่หนานเฉิง คงจะได้ทีอวดเบ่งไปอีกนาน นังนั่นทั้งหยิ่งยโสแถมยังปากร้าย ถ้าเกิดรู้ขึ้นมาว่าหลานชายสุดเพอร์เฟกต์ของเธอไปชอบพอเข้ากับเด็กสาวบ้านนอก ไม่กลัวว่าคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะจนฟันร่วงเอาหรือไง
กู้ซินคิดว่าเธอควรจะไปคุยกับพี่สะใภ้ให้รู้เรื่อง
ที่หน้าประตูหน่วยงาน เธอก็บังเอิญเจอกับฉินซู่อวิ๋นที่กำลังจะออกไปทำธุระพอดี
ฉินซู่อวิ๋นเห็นว่าเป็นน้องสามี ก็ยิ้มแล้วทักทายอย่างอ่อนโยน “ตั้งใจมาหาพี่ถึงที่นี่เลย มีธุระอะไรรึเปล่าจ๊ะ”
กู้ซินไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอรีบลากพี่สะใภ้ไปยังมุมตึก แล้วกระซิบถามทันที “หวยอันมีหญิงสาวในดวงใจแล้วนะ พี่จะเอายังไง”
ฉินซู่อวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับอย่างราบเรียบ “ถ้าพวกเขาสองคนรักกันจริง พี่ก็พร้อมจะแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านน่ะสิ”
กู้ซินถึงกับเบ้ปากในใจ ดูสิ ดูท่าทีหน้าไหว้หลังหลอกนั่นสิ เธอทนดูไม่ไหวจริงๆ เธอยังต้องรีบกลับบ้านไปจัดการลูกชายตัวดี ไม่มีเวลามาพูดอ้อมค้อมกับพี่สะใภ้หรอก
“อย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกันนะคะ อย่าให้ถึงวันที่หวยอันแต่งผู้หญิงบ้านนอกเข้าบ้านจริงๆ ถึงตอนนั้นพวกพี่ได้กลายเป็นตัวตลกของคนในบ้านพักทหารแน่”
“อย่ามาพูดคำพูดจอมปลอมอย่างคนเราเท่าเทียมกันอะไรแบบนั้นเลยนะ ไม่มีวันไหนหรอกที่จะเท่าเทียมกันได้จริงๆ ถ้าตอนนี้ให้พี่ไปสลับอาชีพและชีวิตกับผู้หญิงชาวนาที่ทำไร่ไถนาอยู่ พี่ดูสิว่าตัวเองจะยังพูดแบบนี้ออกมาได้อยู่ไหม”
“คนบ้านเฉียนมีหลายคนที่ไม่ชอบหน้าพี่ พี่แอบเสียเปรียบพวกเขามาหลายครั้งอย่าคิดว่าหนูไม่รู้ ถ้าเด็กคนนั้นได้แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้จริงๆ พวกพี่คงได้กลายเป็นตัวตลกของทุกคนแน่”
สีหน้าของฉินซู่อวิ๋นพลันเย็นชาลงทันที น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเฉียบขาด “ข้อแรก หวยอันไม่เคยพูดว่าเขามีหญิงสาวในดวงใจ ข้อสอง อีกฝ่ายยังเป็นนักเรียนและอายุยังน้อยมาก ช่วยพูดจาให้รู้จักกาลเทศะด้วย และข้อสุดท้าย ใครก็ตามที่กล้าเข้ามายุ่งวุ่นวายเรื่องของเขา ตอนที่หวยอันจัดการพวกเขา ก็อย่ามาอ้อนวอนขอความเมตตาจากพี่ก็แล้วกัน!”
หลังจากพูดจบ ฉินซู่อวิ๋นก็พยายามปรับอารมณ์ของตนเอง เธออดไม่ได้ที่จะบ่นท่านผู้เฒ่าในใจ ที่รักและหวงแหนหวยอันราวกับแก้วตาดวงใจ การนัดบอดหาคู่ครองให้หลานก็เป็นเรื่องปกติ แต่ท่านถึงกับลงทุนทำรายชื่อขึ้นมาเป็นกิจจะลักษณะ
ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนอื่นจะมองอย่างไร แล้วยังปากสว่างไปบอกเรื่องนี้กับกู้ซินอีก ชัดเจนว่าต้องการส่งน้องสามีมาหยั่งเชิงท่าทีของเธอ
เธอก็ไม่กังวลว่ากู้ซินจะนำเรื่องนี้ไปพูดต่อเสียหาย เพราะน้องสามีคนนี้รู้ดีว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังน่ารำคาญอยู่ดี
แต่เรื่องที่น่าปวดหัวยิ่งกว่านั้นก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างซ่งอวี้หน่วนกับลูกชายของเธอ ตกลงแล้วมันเป็นอย่างไรและไปถึงขั้นไหนกันแน่ มันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเท่าไรนัก
ต่อให้เธอจะไม่ใช่คนจู้จี้จุกจิก แต่ถ้าหากในอนาคตเด็กสาวคนนั้นได้แต่งเข้ามาจริงๆ ช่องว่างระหว่างเธอกับผู้คนรอบข้างก็อาจจะบดขยี้ตัวตนหลายๆ อย่างของเธอจนหมดสิ้น ปัญหาบางอย่าง ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยง
แต่แน่นอนว่า... ไม่มีใครรู้จักลูกชายของเธอดีไปกว่าเธออีกแล้ว ถ้าเขาตัดสินใจเลือกใครสักคนจริงๆ นั่นก็หมายถึงชั่วชีวิต... และหากถึงวันนั้นจริงๆ หน้าที่ของเธอก็มีเพียงแค่พยักหน้าและตอบว่า ‘ดี’ ก็เพียงพอแล้ว
ฉินซู่อวิ๋นถอนหายใจเบาๆ ในใจ ก่อนจะหันไปตอกย้ำคำเตือนกับกู้ซินอีกครั้ง แล้วจึงเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
กู้ซินได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห วุ่นวายไปตั้งนาน สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักอย่าง
เธอทำทั้งหมดนี่ไปเพื่ออะไรกัน
ช่างเถอะ! ถ้าสุดท้ายได้แต่งงานกันจริงๆ แล้วเด็กสาวคนนั้นออกงานสังคมไม่ได้ คนที่ขายหน้าก็ไม่ใช่อาหญิงอย่างเธอเสียหน่อย
ในขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนย่อมไม่รู้เลยว่าชื่อของเธอได้ไปถึงหูของคนในตระกูลกู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่าต่อให้เธอรู้ เธอก็คงจะไม่ใส่ใจอยู่ดี
สิ่งที่เธอกำลังเป็นกังวลอยู่บ้างในตอนนี้ คือชะตากรรมของครอบครัวผู้เฒ่าหูต่างหาก แต่หลังจากที่ได้ทบทวนเหตุการณ์ระหว่างทางเมื่อครู่ เธอก็คิดว่าถึงแม้จะไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไรแล้ว
เพราะเมื่อครู่เธอสังเกตเห็นชัดเจนว่า คนที่นั่งอยู่ในห้องคนขับของรถบรรทุกคันนั้น... น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
คนคนนั้นน่าจะเป็นลูกศิษย์เก่าของคุณปู่หู
ดังนั้น ต่อให้ครอบครัวของคุณอาหูต้องเผชิญหน้ากับคนของหมู่บ้านไหวซู่จริงๆ อีกฝ่ายก็ย่อมไม่กล้าลงมือทำอะไรอุกอาจเป็นแน่
เพราะการที่กล้าลงมือสกัดรถในคราแรก ก็คงเป็นเพราะเห็นว่าคุณอาหูเป็นเพียงบัณฑิตหน้าขาวที่สวมแว่นตา คุณอาสะใภ้ก็เป็นผู้หญิง แถมยังมีเด็กเล็กอีกสองคน กับคนขับรถหนุ่มที่อายุแค่ 19 ปีเท่านั้น
ถึงแม้เธอจะไม่สามารถเปิดเผยความจริงทั้งหมดได้ แต่เมื่อมีการวางแผนรับมือล่วงหน้าไว้แล้ว อย่างไรก็ต้องสามารถสกัดกั้นพวกเขาไว้ได้กลางทางแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้เตือนคุณปู่หูไปแล้วว่าหมู่บ้านไหวซู่เคยเป็นรังโจรมาก่อน พวกท่านน่าจะเตรียมพร้อมระวังตัวอยู่แล้ว
สำหรับเรื่องที่เกินกำลังความสามารถและยังทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้ ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยเก็บมาทรมานตัวเองให้เป็นทุกข์ เธอจึงเลิกคิดถึงเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว แล้วหันไปสอนน้องชายท่องบทกวีอย่างสบายใจแทน
สองพี่น้องจึงเดินกลับบ้านพักรับรองอย่างอารมณ์ดี
พอมาถึง ก็ได้ยินเสียงของหลี่ชุนเวยร้องเรียกแต่ไกล “เสี่ยวหน่วน เสี่ยวหน่วน รีบมานี่เร็วเข้า”
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือน้องชายเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของหลี่ชุนเวยเป็นประกายระยิบระยับ เธอบอกอย่างตื่นเต้นว่า “ฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศด้วยล่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลย เขาบอกว่าเขาชื่อกู้หวยอัน”
“พี่ชายคนโตนี่ครับ” หมิงเซิ่งน้อยร้องขึ้นทันที ในใจอยากจะบอกเหลือเกินว่าพี่สาวเพิ่งซื้อหนังสือพิมพ์ที่มีรูปพี่ชายคนโตมาด้วย แต่เด็กน้อยก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดเรื่องนั้นออกไป
หลี่ชุนเวยเล่าต่อ “เขาโทรมาสองครั้งแล้วนะ บอกว่าตอนบ่ายโมงครึ่งจะโทรมาอีกรอบ ถ้าไม่มีคนรับก็ไม่เป็นไร แล้วก็บอกว่าจะกลับมาในเร็ววันนี้ด้วย” พูดจบเธอก็ลดเสียงลงแล้วกระซิบกระซาบ
“เขาพูดจาสุภาพมาก แล้วเสียงก็เพราะมากด้วย จริงๆ นะเสี่ยวหน่วน นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้ยินเสียงผู้ชายที่เพราะขนาดนี้”
ซ่งอวี้หน่วนอดขำไม่ได้จึงเอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อนรุ่นพี่เบาๆ เธอมองดูนาฬิกา ยังเหลือเวลาอีก 15 นาที จึงตัดสินใจที่จะรอ
ซ่งอวี้หน่วนไม่เปิดโอกาสให้หลี่ชุนเวยได้ซักไซ้ไล่เลียงไปมากกว่านี้ เธอรีบหยิบขนมแอลมอนด์กรอบที่คุณย่าสามทอดให้ ออกมาแบ่งให้ทาน
ขนมนั้นหอมอร่อยเต็มปากเต็มคำสมชื่อจริงๆ
พอหลี่ชุนเวยได้รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร เธอก็อดทึ่งไม่ได้ที่ภรรยาของอาจารย์ใหญ่หูจะทำอาหารได้เก่งกาจถึงเพียงนี้
และแน่นอนว่า... ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าซ่งอวี้หน่วนคนนี้เป็นคนที่ดูลึกลับและไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ขณะที่พูดคุยและหัวเราะกันเพลินๆ ก็ถึงเวลาที่นัดหมายไว้พอดี
เสียงกริ๊งของโทรศัพท์ดังขึ้นตรงตามเวลาที่นัดหมายไว้
หมิงเซิ่งน้อยผู้รักการรับโทรศัพท์เป็นชีวิตจิตใจไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว เขาพุ่งพรวดเข้าไปในห้องไม่กี่ก้าว ปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ แล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาพูดอย่างคล่องแคล่ว “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าพูดสายกับใครครับ”
ซ่งอวี้หน่วนกับหลี่ชุนเวยได้แต่หัวเราะให้ท่าทางนั้น
กู้หวยอันที่อยู่ปลายสายไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะสองพี่น้องคู่นี้แทบจะตัวติดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว
เขาพูดคุยกับหมิงเซิ่งน้อยสองสามประโยคด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พร้อมทั้งบอกข่าวดีว่าเขาได้ซื้อของขวัญเตรียมไว้ให้ด้วย
หมิงเซิ่งน้อยกล่าวขอบคุณอย่างมีความสุข และหลังจากกล่าวคำขอบคุณซ้ำอีกครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาก็ยอมส่งหูโทรศัพท์ให้พี่สาว
ถึงแม้จะดูเหมือนไม่ค่อยรู้ความ แต่เขาก็เข้าใจดีว่าพี่ชายคนโตตั้งใจจะโทรหาพี่สาวเป็นหลัก
ซ่งอวี้หน่วนรับโทรศัพท์มา บทสนทนาระหว่างเธอกับกู้หวยอันไม่ได้มีการทักทายตามมารยาทที่ยืดยาว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาคุยโทรศัพท์กัน
“คุณเห็นหนังสือพิมพ์รึยัง” กู้หวยอันเปิดประเด็นทันที
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “หนังสือพิมพ์อะไรเหรอคะ ฉบับไหน วันไหนคะ”
คำตอบของเธอทำให้กู้หวยอันมั่นใจได้ในทันทีว่าเธอเห็นข่าวแล้วอย่างแน่นอน
เขาจึงพูดต่อว่า “ปัญหาที่คุณเคยให้ผมไว้ ผมกำลังเตรียมหาแนวทางแก้ไขด้วยวิธีนี้นี่แหละ”
ซ่งอวี้หน่วนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมสารภาพออกมาตามตรง “ที่จริงแล้ว... ตอนนั้นฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเองค่ะ...”
[จบบท]