บทที่ 25: ถูกฆ่าล้างโคตรก็สมควรแล้ว
ดวงตาของซ่งถิงเปล่งประกายอย่างน่าทึ่ง เธอประสานมือแน่น “อื้ม อาทำได้แน่นอน!”
ไม่นานนัก เหลียนเซียงกับซ่งเหอก็พาลูกทั้งสองคนมาถึง ซ่งเหอตรงเข้าไปปลอบใจพี่ชายคนโต ส่วนเหลียนเซียงก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยงานในห้องครัว
กลิ่นหอมของอาหารทำให้แม้แต่ผู้ใหญ่ยังต้องลอบกลืนน้ำลาย นี่ไม่ใช่วันตรุษจีนเสียหน่อย แต่กลับจะได้กินเกี๊ยวกันแล้ว นี่จะไม่ทำมาหากินกันแล้วหรือไง
ต่อมาเมื่อได้รู้แผนการของครอบครัวว่าจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเก็บผักจี้ไช่ เหลียนเซียงก็รู้สึกตื่นเต้นจนอยากจะเข้าไปชื่นชมซ่งอวี้หน่วนที่ช่างคิดช่างทำอะไรขนาดนี้
แต่ในตอนนี้ ซ่งอวี้หน่วนกำลังสาละวนอยู่กับการจับน้องชายอาบน้ำจนตัวสะอาดเอี่ยม ก่อนจะพาลูกๆ ของอารองอย่างเสี่ยวกังที่อายุ 12 ปีและเสี่ยวหรูที่อายุ 10 ปี
ไปนั่งเล่นโยนถุงผ้าบนคังด้วยกัน
เสี่ยวหรูหยิบถุงผ้า 5 ใบออกมา มันทำมาจากเศษผ้าลายดอกไม้ ด้านในยัดไส้ด้วยข้าวโพดบด เจ้าของร่างเดิมรู้จักและเคยเล่นของเล่นชิ้นนี้ แต่สำหรับซ่งอวี้หน่วนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกของเธอ
เสี่ยวหรูอวดว่าตัวเองสามารถเล่นโยนถุงผ้า 3 ใบสลับกันไปมาได้
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้าง “พี่เล่น 5 ใบได้นะ”
ว่าแล้วซ่งอวี้หน่วนก็เริ่มขยับนิ้วมือวอร์มร่างกาย ตั้งแต่ได้พละกำลังประหลาดมา เธอก็ยังไม่เคยได้ลองใช้มันอย่างจริงจังเลยสักครั้ง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เริ่มโยนถุงผ้า 2 ใบขึ้นไปในอากาศ ตามด้วยใบที่ 3 จนกระทั่งถุงผ้าทั้ง 5 ใบลอยหมุนวนสลับกันไปมาอย่างต่อเนื่อง
พลังนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ รู้สึกเหมือนทำอะไรก็ได้ดั่งใจนึก
เสี่ยวกังที่กำลังเล่นพลิกกระดาษอยู่กับหมิงเซิ่งถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพนั้น นี่มันเก่งเกินไปแล้ว ถุงผ้าตั้ง 5 ใบ โยนขึ้นไปพร้อมกันหมดได้ยังไงกัน
ขณะเดียวกัน ซ่งถิงก็ถูกไล่ให้กลับไปทบทวนโน้ตเพลงสากลในห้องของตัวเอง ทางด้านห้องครัว ย่าซ่งและลูกสะใภ้ทั้งสองก็ช่วยกันห่อเกี๊ยวเสร็จอย่างรวดเร็วพอดีกับที่น้ำในหม้อใบใหญ่เดือดปุดๆ
เด็กๆทุกคน ที่ได้กลิ่นหอมต่างเลิกเล่นแล้วพากันมายืนล้อมเตาพลางกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ
ย่าซ่งบอกไม่ถูกว่าในใจรู้สึกดีใจหรือเศร้าใจกันแน่ เธอมองซ่งอวี้หน่วนที่เติบโตเป็นสาวสะพรั่งอย่างรักใคร่ พูดตามตรง ตอนที่เสี่ยวหน่วนถูกส่งตัวกลับมาใหม่ๆ แม้ใจหนึ่งจะอาลัยอาวรณ์ฉินซือฉี แต่อีกใจก็ดีใจยิ่งกว่าที่ได้รู้ว่าเสี่ยวหน่วนคือหลานสาวแท้ๆ ของตัวเอง
เด็กคนนี้ช่างเหมือนเธอตอนสาวๆไม่มีผิดเพี้ยน แน่นอนว่าสวยกว่าเธอในตอนนั้นมากโข น่าเสียดายที่ตอนนั้นเสี่ยวหน่วนไม่ชอบหน้าเธอเอาเสียเลย แต่ก็นั่นแหละ ตอนนั้นเธอยังเด็ก พอคิดได้แล้วก็กลับมาสนิทสนมกับครอบครัวเหมือนเดิม
ย่าซ่งยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยกับซ่งอวี้หน่วน “เสี่ยวหน่วน ย่าจะทายปริศนาให้หนูทายนะ”
“ได้ค่ะ”
“ฝูงห่านมาจากบูรพา ส่งเสียงดังพลั่กๆ ลงแม่น้ำใหญ่ จมลงก่อนแล้วค่อยลอยขึ้นมา ทายซิว่าคือของอร่อยอะไร”
ทุกคน “…”
นี่เห็นพวกเขาเป็นเด็กๆ ไปได้ ทุกคนต่างเม้มปากกลั้นยิ้ม
ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งเคยได้ยินปริศนานี้เป็นครั้งแรก ดวงตาของเธอเป็นประกายวับ “เกี๊ยว!”
“หลานสาวคนโตของย่าฉลาดจริงๆ!” ย่าซ่งเอ่ยชม
“พี่สาวของผมฉลาดที่สุด!” หมิงเซิ่งกล่าวเสริม
ซ่งอวี้หน่วนหันไปพูดกับหมิงเซิ่ง “ใครกันนะที่เคยบอกว่ากว่าจะได้กินเกี๊ยวอีกทีคงต้องรอไปอีกนาน”
หมิงเซิ่งรีบเอามือปิดปากแล้วส่ายหน้าไปมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ไม่ใช่ผม!”
“อย่ามัวแต่ล้อมเตากันอยู่เลย เข้าบ้านไปเตรียมกินข้าวได้แล้ว” เซี่ยกุ้ยหลานเอ่ยขึ้น
มื้อเกี๊ยววันนี้คึกคักยิ่งกว่าวันปีใหม่เสียอีก ทุกคนนั่งล้อมวงกันรอบโต๊ะใหญ่ กินกันได้ไม่อั้นอย่างเต็มที่ ย่าซ่งรู้สึกว่าบ้านไม่ได้มีชีวิตชีวาแบบนี้มานานมากแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จ เหลียนเซียงก็พาลูกทั้งสองคนกลับบ้านไปก่อน ส่วนซ่งเหอถูกย่าเรียกให้อยู่คุยธุระต่อ ขณะที่ซ่งถิงก็เริ่มซ้อมร้องเพลงของเธอ
หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอมีบ้านเรือนไม่มากนัก แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกัน มีเพียงบ้านตระกูลซ่งกับบ้านตระกูลซุนที่เป็นเพื่อนบ้านกัน โดยมีสวนผักเล็กๆ คั่นกลาง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพอได้ยินเสียงแว่วๆ มา
ป้าซุนถอนหายใจ “ถิงถิงนี่ใจเด็ดจริงๆ ยังมีอารมณ์มาร้องเพลงอีกนะ”
“ไม่ได้ยินที่เขาพูดกันเหรอว่า ผู้หญิงเศร้าจะร้องไห้ ส่วนผู้ชายเศร้าจะร้องเพลง แต่ความจริงแล้วเวลาอารมณ์ไม่ดี ผู้หญิงก็อยากร้องเพลงเหมือนกันนั่นแหละ”
ป้าซุนเบ้ปาก “ซ่งเหลียงโดนปลดแน่ๆ แต่เธอดูสิ ในหมู่บ้านเราจะมีใครเหมาะสมกับตำแหน่งนี้อีกล่ะ”
ปู่ซุนสูบยาเส้นหนึ่งปื้ด “หวังต้าจื้อฝันอยากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านมาตลอด เขาวิ่งเต้นไปทั่ว ถ้าไม่ได้ตำแหน่งนี้มาครองก็คงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ”
“น้องชายเขาเพิ่งก่อเรื่อง เขายังจะกล้าหวังตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านอีกเหรอ”
“แต่ว่าวันนี้ฉันเห็น…ผู้ชายคนที่มาช่วยหลินฉิงขนของวันนั้น ไปหาหวังต้าจื้อที่บ้านด้วยนะ”
“ไปหาหวังต้าจื้อทำไม”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!”
แน่นอนว่าบ้านตระกูลซุนย่อมไม่รู้ แต่หวังต้าจื้อรู้ดี ชายคนนั้นมาบอกเขาว่า ขอเพียงแค่เขาทุบขาของหวังจู้จื่อจนหัก อีกฝ่ายจะรับประกันตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านให้ หรืออาจจะได้เข้าไปทำงานในคอมมูนเลยด้วยซ้ำ
ภรรยาของหวังต้าจื้อที่เพิ่งถูกปล่อยตัวกลับมา กำลังสบถด่าสาปแช่งไม่หยุดปาก ทั้งด่าปัญญาชนหลินขอให้ตายอย่างน่าอนาถ และด่าหวังจู้จื่อที่นำพาความเดือดร้อนมาให้ครอบครัว
หวังต้าจื้อไม่ได้พูดอะไร เขาก็สงสัยเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะจัดการเรื่องนี้ให้เขาได้อย่างไร เพราะตอนนี้น้องชายของเขาถูกคุมขังอยู่ แม้แต่อยากจะไปเยี่ยมก็ยังไม่ได้รับอนุญาต
ในขณะเดียวกันที่บ้านตระกูลซ่ง เด็กๆ ต่างหลับสนิทกันหมดแล้ว ซ่งอวี้หน่วนเองก็นอนหลับฝันดี โดยไม่รู้เลยว่าปู่กับย่าของเธอกำลังเปิดประชุมเครียดกันอยู่
ณ เวลานี้ คงต้องหารือกันอย่างจริงจังแล้ว แม้ข้อมูลที่ได้ยินจากเสียงในใจจะบอกใครไม่ได้ แต่ก็ยังพอมีวิธีอื่นในการสื่อสารได้อยู่
เรื่องแรกคือการที่ซ่งถิงถูกถอนหมั้น นี่มันไม่ใช่แค่การไม่ยื่นมือเข้าช่วย แต่ยังเป็นการซ้ำเติมกันชัดๆ ซ่งถิงหมั้นหมายกับชายหนุ่มจากหมู่บ้านต้าเหลียงที่อยู่ข้างๆ เขาชื่อหลี่เปิ่นจง ทำงานเป็นคนขับรถไถในคอมมูน ทั้งสองคนรู้จักกันผ่านการแนะนำของผู้ใหญ่ เคยเจอกัน 2 ครั้ง และตกลงว่าจะแต่งงานกันหลังฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ แม้ว่าซ่งถิงจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครที่เหมาะสมไปกว่านี้แล้ว เธอจึงไม่ได้คัดค้านอะไร แต่มาถึงตอนนี้ เธอไม่ยอมเด็ดขาด
“ไปถอนหมั้นเลย” ซ่งเหลียงเอ่ยขึ้น
“ไม่ได้ ถ้าเกิดถิงถิงสอบติดขึ้นมา คนอื่นจะพากันนินทาว่าบ้านเราทะเยอทะยาน พอได้ดิบได้ดีก็ดูถูกคนอื่น” ปู่ซ่งเป็นคนให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเป็นอย่างมากจึงกังวลใจ
“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง ฉันจะทำให้ย่าหลี่เป็นฝ่ายมาขอถอนหมั้นเอง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว อีกอย่างจะไปสนใจทำไม ชื่อเสียงดีๆ มันกินไม่ได้หรอก” เมื่อย่าซ่งรับเป็นธุระ เรื่องนี้จึงเป็นอันยุติไป
ประเด็นต่อมาคือ ทำไมบ้านตระกูลซ่งถึงต้องประสบเคราะห์กรรมเลวร้ายถึงเพียงนั้น การไปมีเรื่องกับหลินฉิงคือสาเหตุหลักอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลินฉิงคนเดียวจะมีความสามารถมากพอที่จะทำให้ครอบครัวของพวกเขาต้องบ้านแตกสาแหรกขาดได้เชียวหรือ นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนเพียงคนเดียวจะทำสำเร็จได้
น่าเสียดายที่ยิ่งปรึกษาหารือกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น เพราะมีบางเรื่องที่ยังไม่สามารถพูดคุยกันตรงๆ ได้ อีกทั้งมันยังไม่เกิดขึ้นจริง
ย่าซ่งทุบโต๊ะเป็นสัญญาณยุติการประชุม “ก่อนอื่นเลย บ้านเราต้องสามัคคีกัน!”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด!
เมื่อตอนเย็น ตอนที่ได้ฟังหมิงเซิ่ง เล่าอย่างออกรสออกชาติว่าอาสะใภ้เล็กต้อนรับขับสู้อย่างดีที่บ้านอาเล็ก ย่าซ่งก็รู้ได้ทันทีว่าซุนจินหรงต้องได้ยินอะไรบางอย่างมาอย่างแน่นอน ส่วนเหลียนเซียงที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไร อาจเป็นเพราะซ่งอวี้หน่วนไม่ได้คาดการณ์ถึงเธอ
การคิดการณ์ไกลแบบนี้คงจะเหนื่อยน่าดู ย่าซ่งคิดในใจ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอจะต้องต้มไข่ให้เสี่ยวหน่วนกินทุกวัน เด็กคนนี้คือนางฟ้าตัวน้อยที่สวรรค์ส่งมาโปรดครอบครัวซ่ง ไม่ว่าจะดูแลดีแค่ไหนก็ไม่ถือว่ามากเกินไป เมื่อมีเรื่องนี้แล้ว ปัญหาทางฝั่งลูกชายคนเล็กก็คงจะคลี่คลายลงได้
สีหน้าของย่าซ่งเคร่งขรึมลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด “พวกแกต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า บนโลกใบนี้ มีคนบางประเภทที่เวลาจะทำอะไรแล้วไม่ลงมือเอง ถ้าเขาเป็นข้าราชการ แค่เปรยออกมานิดเดียว ก็จะมีคนมากมายที่อยากประจบสอพลอรีบไปทำให้แทน แต่ถ้าเขาเป็นคนรวย เขาก็จะใช้เงินจ้างคนอื่นไปจัดการให้”
เมื่อนึกถึงเรื่องราวอันน่าเจ็บปวดเหล่านั้น แม้จะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ในใจของย่าซ่งก็คุกรุ่นไปด้วยความเกลียดชัง เธอก็พาลเป็นเหมือนกัน ถ้าหลินฉิงกล้าลงมือกับครอบครัวซ่ง เธอก็พร้อมจะสละชีวิตแก่ๆ นี้ลากพวกนั้นไปตายด้วยกัน อย่าหวังว่าใครจะได้อยู่อย่างมีความสุข!
ซ่งเหาเกาหัวแกรกๆ “แม่ครับ แม่พูดมาตรงๆ เถอะครับ”
“ถ้าคืนนี้กลับไปแล้วนอนไม่หลับ พวกแกสองคนก็ลองไปคิดทบทวนดูให้ดีๆเถอะ บ้านตระกูลซ่งของเราได้รับโอกาสจากสวรรค์แล้ว แต่ถ้ายังคว้าเอาไว้ไม่ได้อีก ต่อให้โดนฆ่าล้างโคตรก็สมควรแล้ว!” ย่าซ่งกล่าวอย่างเด็ดขาด
จากนั้นย่าซ่งก็กำชับให้ซ่งเหอตื่นตั้งแต่ตี 4 ของวันพรุ่งนี้ เพื่อที่ทั้งบ้านจะได้ออกไปขุดผักจี้ไช่ด้วยกัน
1 จินได้ 5 เฟิน ถ้าได้ 100 จินก็เป็นเงินตั้ง 5 หยวนแล้ว แถมพนักงานเก็บค่าโดยสารยังบอกอีกว่าถ้าของผ่านเกณฑ์การตรวจสอบ ก็จะจ่ายเงินให้ทันที จะไปหาเรื่องดีๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนกันอีก!
[จบบท]