บทที่ 251: ข่าวดีที่บ้าน
หลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนเดินไปส่งฉู่จื่อโจวแล้ว เธอก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตัวเองเพิ่งคุยโทรศัพท์กับกู้หวยอันให้เขาฟัง ขณะเดียวกันก็อดนึกถึงท่าทีของฉู่จื่อโจวเมื่อสักครู่ไม่ได้ ด้วยสัญชาตญาณทำให้เธอรู้สึกว่าเดิมทีเขาคงตั้งใจจะพูดเรื่องอื่น แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจไปเสียอย่างนั้น
ซ่งอวี้หน่วนขบคิดอยู่เพียงชั่วครู่ก็สลัดเรื่องนั้นทิ้งไป เธอจัดการอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น พอออกมาจากห้องน้ำ ย่าซ่งก็รีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยเช็ดผมให้ พร้อมกับกำชับด้วยความเป็นห่วง
“ถึงจะเป็นหน้าร้อน แต่ลมหน้าร้อนบางทีก็ร้ายใช่ย่อยนะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ง่ายๆ”
เมื่อเช็ดผมให้หลานสาวจนแห้งแล้ว หญิงชราก็ทอดมองใบหน้าของหลานรักด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู ผิวพรรณที่ขาวผ่องเนียนละเอียดขนาดนี้ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในหมู่บ้านละแวกนี้
มื้อค่ำวันนี้เซี่ยกุ้ยหลานลงครัวทำบะหมี่ ตามธรรมเนียมจีนที่ว่า ‘ตอนเดินทางกินเกี๊ยว ตอนกลับมากินบะหมี่’ มื้อแรกของการกลับบ้านจึงมักจะเป็นบะหมี่เสมอ
บนโต๊ะอาหารไม่ได้มีเพียงบะหมี่เส้นสดทำมือเท่านั้น แต่ยังมีลูกชิ้นผักฝีมือน้องสะใภ้รองเหลียนเซียงที่ยกมาสมทบด้วย
ลูกชิ้นผักที่ชุบแป้งทอดจนเป็นสีเหลืองทองอร่ามแซมด้วยสีเขียวของผักด้านใน ให้รสสัมผัสกรอบนอกนุ่มในยามลิ้มลอง
กิจวัตรเช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติของสองครอบครัวไปแล้ว พอถึงเวลาเลิกงาน ถ้าบ้านไหนมีของอร่อยก็จะมานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันเสมอ และเหลียนเซียงเองก็มักจะหาเมนูอร่อยๆ มาช่วยเพิ่มอีกแรง
เสี่ยวกังกับเสี่ยวหรูกลับมาพร้อมกับซ่งเหอหลังจากสอบเสร็จพอดี เสียงทักทายพูดคุยดังขึ้นอย่างสนุกสนานทันทีที่ทุกคนมาพร้อมหน้า
ระหว่างมื้ออาหาร อารองซ่งเหอได้แจ้งข่าวดีให้ทุกคนฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ว่าเมื่อเช้านี้ เขาเพิ่งกรอกแบบฟอร์มเพื่อยื่นขอเปลี่ยนสถานะจากครูอัตราจ้างเป็นครูประจำ อาจารย์ใหญ่บอกว่าต้องส่งเรื่องให้ทางคณะกรรมการการศึกษาธิการของอำเภอเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่
แต่อาจารย์ใหญ่บอกกับเขาว่า ‘ปกติถ้าเจอเรื่องแบบนี้ ผมจะทำอะไรแบบระวังตัวเพราะพอส่งใบสมัครไปแล้ว ก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกลางทาง แต่สำหรับกรณีของคุณ ผมรับประกันได้เลยว่าจะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน ทุกอย่างจะราบรื่นไปตามขั้นตอน’”
คำรับรองของอาจารย์ใหญ่เป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าจะไม่มีใครมาขัดขวางหรือเล่นไม่ซื่ออย่างแน่นอน
อีกทั้งซ่งเหอก็เป็นคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริง ถึงแม้จะสอนภาษาจีนในฐานะครูอัตราจ้าง แต่ความรู้ความสามารถของเขานั้นไม่เป็นสองรองใคร
โรงเรียนประถมและมัธยมของคอมมูนตั้งอยู่ในรั้วเดียวกัน โดยอาคารเรียนของชั้นประถมอยู่ทางทิศใต้ ส่วนของชั้นมัธยมอยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งซ่งเหอมีความสามารถสูงพอที่จะไปสอนแทนครูระดับมัธยมได้สบายๆ ดังนั้นการสอนเด็กประถมจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายสำหรับเขา
ย่าซ่งได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ ในบรรดาลูกชายทั้ง 3 คน คนที่ท่านเป็นห่วงอยู่เสมอก็คือลูกชายคนรอง หากครั้งนี้เขาได้บรรจุเป็นครูประจำ ก็เท่ากับว่าคว้าชามข้าวเหล็กมาครองได้สำเร็จ มีอาชีพที่มั่นคงไปตลอดชีวิต ไม่ต้องให้ท่านต้องกังวลอีกต่อไป
แม้ย่าซ่งจะไม่ได้พูดออกมา แต่ทุกคนในที่นั้นต่างรู้ดีแก่ใจว่าเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเพราะใคร
จากนั้นซ่งเหลียงจึงเอ่ยขึ้นบ้าง เขาก็ได้เขียนรายงานเพื่อขอจัดตั้งโรงงานเสื้อผ้าเสร็จแล้วเช่นกัน และตอนนี้เอกสารก็อยู่ในมือของรองหัวหน้าอำเภอจ้าวเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับย่าซ่งเท่าใดนัก
เรื่องนี้ซ่งเหลียงเคยเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่สิ่งที่ย่าซ่งคาดไม่ถึงเลยก็คือ ชื่อของโรงงานเสื้อผ้าจะถูกตั้งว่า ‘จือหลาน’
แถมยังยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงชื่อนี้เด็ดขาด เมื่อยื่นขอจัดตั้งและไปจดทะเบียนที่สำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ก็จะใช้ชื่อนี้ จากนั้นจะทำป้ายแขวนหน้าร้านโดยใช้ชื่อว่า ‘โรงงานเสื้อผ้าจือหลาน’
ย่าซ่งได้ยินปุ๊บก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นความคิดของหลานสาวสุดที่รักของท่านอย่างแน่นอน เพราะลูกชายคนโตที่ไม่เอาไหนของท่านน่ะเหรอ แม้แต่ชื่อแม่ตัวเองยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แล้วจะมีปัญญาที่ไหนไปคิดชื่อเพราะๆ อย่าง ‘โรงงานเสื้อผ้าจือหลาน’ ได้
หลานสาวคนนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง หญิงชราสังเกตเห็นมานานแล้วว่า ขอเพียงใครก็ตามที่ถูกหลานสาวของท่านนับเป็น ‘คนของตัวเอง’ แล้วล่ะก็ เตรียมตัวรอรับแต่ความสุขสบายได้เลย ซึ่งความมหัศจรรย์นี้ มีเพียงผู้ที่เคยสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ซ่งอวี้หน่วนก็พาเด็กๆ ทั้งกลุ่มไปหาโจวเสี่ยวฮวาเพื่อนสาวของเธอที่บ้าน เธอเล่าให้เพื่อนฟังว่าครอบครัวของเธอกำลังจะเปิดโรงงานเสื้อผ้าในเร็วๆ นี้ พร้อมกับเอ่ยชวนว่าเธอสนใจจะมาทำงานด้วยกันไหม
โจวเสี่ยวฮวาคว้ามือของซ่งอวี้หน่วนไว้แน่นด้วยความตื่นเต้นดีใจ “ถ้าที่บ้านเธอเปิดโรงงานจริงๆ ฉันอยากไปทำด้วยคนนะ”
“ดีเลย งั้นพอทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยเมื่อไหร่ ฉันจะมาคุยกับเธออีกทีนะ”
โจวเสี่ยวฮวาพยักหน้ารับคำอย่างมีความสุข
ซ่งอวี้หน่วนคิดว่าตอนนี้คงถึงเวลาที่จะขอติดตั้งโทรศัพท์ที่บ้านได้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ครอบครัวของเธอยังไม่มีคุณสมบัติพอ เนื่องจากการจะติดตั้งโทรศัพท์ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ หากอยากจะขอติดตั้งได้อย่างอิสระก็คงต้องรอไปอีกอย่างน้อย 5-6 ปี
พอซ่งอวี้หน่วนทราบข่าวว่าน้าตงฟื้นแล้ว เธอก็รีบตรงไปที่บ้านยายทันที เมื่อไปถึงก็พบว่าเซี่ยซินตงกำลังติวหนังสือให้กับปัญญาชนซุนที่กำลังจะเข้าสอบในวันรุ่งขึ้น โดยฝ่ายหลังนั้นนั่งฟังด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและศรัทธา
จากการที่ได้ลองทำข้อสอบเก่าๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ปัญญาชนซุนประเมินความสามารถของตัวเองได้ว่า หากพยายามอีกนิด เขาน่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยของมณฑลได้ไม่ยาก
แต่ทว่าตอนนี้ เขากลับมีความกล้าที่จะตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองน่าจะลองเสี่ยงสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งดูสักตั้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีความมั่นใจกับการสอบในวันพรุ่งนี้อย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามา เซี่ยซินตงก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนพลางหันไปพูดกับปัญญาชนซุน “หัวข้อที่ผมเพิ่งอธิบายไป คุณกลับไปทบทวนดีๆ นะครับ ทำความเข้าใจประเด็นสำคัญให้แม่นยำ จากนั้นก็วางหนังสือได้แล้ว พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เข้าห้องสอบ แค่คุณทำทุกอย่างให้ได้ตามปกติที่เคยทำ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว”
คำพูดให้กำลังใจนั้นทำให้ปัญญาชนซุนตื่นเต้นจนใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา
ปัญญาชนซุนเดินกลับห้องพักของตัวเองไปอย่างอารมณ์ดี
ซ่งอวี้หน่วนจึงหันไปมองน้าตงของเธอ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับขณะเอ่ยถามว่า “น้าตงคะ ไอ้ยาที่ว่าช่วยยืดอายุขัยได้นั่น... เป็นของจริงหรือเปล่าคะ”
เซี่ยซินตงหัวเราะเบาๆ “ณ ตอนนี้ยังเป็นของปลอมอยู่”
“ฮ่าๆๆ หนูนึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้” ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะร่าออกมา
เซี่ยซินตงทอดสายตามองหลานสาวอย่างจริงจัง นี่นับเป็นครั้งแรกหลังจากที่เขากลับมา ที่ได้นั่งคุยกับเสี่ยวหน่วนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อคิดว่านี่คือเสี่ยวหน่วน หลานสาวของเขา กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็พลันแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจ
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างก่อนจะเข้าเรื่อง “อีก 3 วัน ทีมสืบสวนสอบสวนก็จะมาถึงแล้ว น้าวางแผนจะทำอะไรต่อไปคะ”
“ก็ต้องคิดบัญชีแค้นอยู่แล้ว” เซี่ยซินตงตอบเรียบๆ
“แล้วน้าเกลียดตา...เกลียดเซี่ยโป๋เหวินไหมคะ”
เซี่ยซินตงชะงักไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เสี่ยวหน่วน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะผลักไสเซี่ยโป๋เหวินไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเราอย่างเต็มตัว”
ซ่งอวี้หน่วนตบมือฉาด “ใช่เลยค่ะ หนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“เสี่ยวหน่วน… อีก 3 วันข้างหน้า หนูอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เลยนะ”
แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “น้าตงคะ หนูรู้ว่าน้าเป็นห่วงหนู แต่สำหรับคนอำมหิตและไร้ซึ่งคุณธรรมอย่างซ่างกวนอวิ๋นฉี เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอสู้กับน้าไม่ได้ เธอจะหันไปเล่นงานจุดอ่อนของน้าทันที”
“ไม่ว่าจะเป็นคุณยาย น้าซาน แม่ รวมถึงหนูกับหมิงเซิ่ง หรือแม้แต่พี่หมิงโปอีกคน ทุกคนล้วนตกเป็นเป้าหมายการแก้แค้นของเธอได้ทั้งนั้นค่ะ”
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่หนูยังไม่ได้มีเรื่องอะไรกับเธอเลย แค่เพียงเพราะหนูเป็นหลานสาวของเซี่ยโป๋เหวิน เธอก็คิดจะส่งหนูไปแต่งงานกับคนบ้าที่ฮ่องกงเพื่อระบายความแค้น น้าคงเคยได้ยินเรื่องนายน้อยรองจงคนนั้นมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ”
อันที่จริง นี่นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้นั่งคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เพราะหลังจากที่เซี่ยซินตงกลับมา เขาก็อยู่ในอาการหลับใหลเสียเป็นส่วนใหญ่ และพอเขาฟื้นดี ซ่งอวี้หน่วนก็เดินทางไปที่เทศมณฑลพอดี
ทั้งสองน้าหลานนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มเงาของต้นพุทรากลางลานบ้าน ในขณะที่ปัญญาชนซุนกลับเข้าไปทบทวนตำราในห้องพัก ส่วนยายของเธอจูเฟิ่งก็ง่วนอยู่กับงานในสวนหลังบ้าน และเซี่ยซินซานหลังจากช่วยขนของเสร็จก็มุ่งหน้าไปทำงานที่ทุ่งนาต่อ
ทำให้บรรยากาศในลานบ้านพักปัญญาชนขณะนี้มีเพียงเซี่ยซินตงและซ่งอวี้หน่วนสองคนเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนจึงได้โอกาสเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ยิ่งฟัง สีหน้าของเซี่ยซินตงก็ยิ่งเคร่งขรึมเย็นชา บรรยากาศรอบตัวเขาพลันเยียบเย็นลงจนน่ากลัว
เขาไม่ได้ซักไซ้ว่าหลานสาวไปรู้เรื่องพวกนี้มาได้อย่างไร เพียงแต่ยืนยันข้อมูลว่านายน้อยรองจงคนนั้นเป็นพวกวิปริตชอบใช้ความรุนแรงจริง หากอธิบายตามหลักการแพทย์ เขาป่วยเป็นโรคโครโมโซมผิดปกติแบบ XYY หรือที่เรียกว่า Super-male syndrome ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
“ตระกูลซ่างกวน ตระกูลจง และตระกูลหวัง คือสามขั้วอำนาจหลักที่ควบคุมห้องทดลองใต้ดินแห่งนี้” เขาเล่าต่อ “แต่เบื้องหลังพวกเขายังมีผู้อยู่เหนือกว่าอีกคนหนึ่ง เป็นบุคคลที่ลึกลับมาก ไม่รู้สัญชาติ แต่มีอำนาจและอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วโลก”
“ทั้งสามตระกูลนี้ต่างเกี่ยวดองกันผ่านการแต่งงาน เพื่อรักษาผลประโยชน์และสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจุดที่สำคัญที่สุดก็คือ นายน้อยรองจงหลงใหลในตัวซ่างกวนหว่านมาก และในตระกูลจง ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขา เขายังเคยขู่เอาไว้ว่า ถ้าซ่างกวนหว่านไม่ยอมแต่งงานกับเขา เขาจะฆ่าล้างตระกูลจงให้หมด”
“ตามหลักที่ว่า ‘ยอมให้คนอื่นตาย ดีกว่าตัวเองต้องมาตาย’ ใครๆ ก็เข้าใจดี ดังนั้น พวกตระกูลจงจึงไม่มีวันยอมให้มีการถอนหมั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด”
[จบบท]