บทที่ 254: เสี่ยวหน่วนมองออก
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาช้าๆ แล้วหยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าที่พักปัญญาชน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “น้าตงคะ พวกเราไม่เข้าไปข้างในแล้วนะคะ”
ตอนนี้คุณยายกับน้าซานได้พาสี่เชว่กลับไปถึงก่อนแล้ว ส่วนน้าตงของเธอเพิ่งจะปลีกตัวมาได้หลังจากที่ยืนคุยธุระกับฉู่จื่อโจวและพ่อของเธออยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองจึงเดินตามมาทีหลัง
ระหว่างทาง ซ่งอวี้หน่วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างของน้าตง แต่เธอก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
เธอชวนให้น้าตงเข้าไปพักผ่อนด้านในโดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมอีก แม้แต่พี่หมิงโปที่ปกติเป็นคนช่างจ้อก็ยังรู้จังหวะที่จะเงียบ จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็พาพี่ชายและน้องชายเดินออกจากบริเวณที่พักปัญญาชนเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน
เซี่ยซินตงซึ่งปลายนิ้วสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีปกติไว้ได้อย่างแนบเนียน ซึ่งเป็นผลมาจากการพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงได้คลุ้มคลั่งอาละวาดตรงนั้นไปแล้ว
เขามองตามหลังเด็กๆ ที่กำลังเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน กำชับให้พวกเขารีบเข้านอน และยังรับปากเสี่ยวหน่วนว่าจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปเป็นเพื่อนเธอที่คณะกรรมการการศึกษาในวันรุ่งขึ้น
หลังจากเข้าไปพูดคุยกับแม่และพี่ชายอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ไม่ลืมที่จะหันไปให้สัญญากับสี่เชว่ว่าจะพาเธอออกไปเที่ยวเล่นในวันพรุ่งนี้ด้วย ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับเข้าห้องพักของตัวเองไป
ทันทีที่เข้ามาในห้องและปิดประตูลงอย่างแน่นหนา เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ใบหน้าที่เคยดูอ่อนโยนก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและน่ากลัว ดวงตาของเขาวาวโรจน์เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่อัดแน่นอยู่ข้างใน พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
ชีวิตของเขาต้องอยู่ในห้องใต้ดินตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ก่อนจะอายุครบ 10 ขวบก็มักจะถูกซ่างกวนเหิงทุบตีทำร้ายอยู่เสมอ การที่เขารอดชีวิตมาได้จนถึงวันนี้ก็ต้องผ่านความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมานับไม่ถ้วน
เขาไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่มีเพื่อน และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ใต้แสงตะวันเหมือนคนอื่น แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเคยเห็นคือลำแสงเพียงริ้วเล็กๆ ที่ส่องผ่านช่องแสงบนเพดานลงมาเท่านั้น
30 ปีเต็มๆ นะ แล้วเขาจะเป็นเหมือนคนปกติทั่วไปได้อย่างไร
ช่างน่าขัน…
เขาป่วย...ป่วยทั้งกาย และป่วยทั้งใจ
อาการป่วยทางกายยังพอมีหนทางรักษา แต่ดูเหมือนว่าบาดแผลทางใจของเขานั้น ไร้ซึ่งยาใดจะเยียวยาได้
เขาหวาดระแวงและชิงชังทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว แต่กลับต้องเสแสร้งทำเป็นไม่ทุกข์ร้อน
เขาไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้ แม้แต่แม่แท้ๆของตัวเอง แต่ก็ยังต้องฝืนทนทำเป็นไม่ใส่ใจ
แม้กระทั่งตอนที่อุ้มหมิงเซิ่ง เสียงกรีดร้องโหยหวนภายในใจของเขาก็กู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายนอกเขาก็ยังคงสงบนิ่ง
เขาไม่ได้ป่วยแค่โรคกลัวการเข้าสังคมเท่านั้น
แต่อาการของเขายังลุกลามไปถึงการมีบุคลิกภาพซับซ้อนที่เริ่มแตกแยกออกจากกันตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
เขาต่อสู้กับตัวตนมากมายนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นมาใหม่และถูกกลืนกินหายไป จนกระทั่งอายุ 13 ปี ถึงได้เหลือตัวตนอีกหนึ่งเดียวที่ยังคงอยู่
นอกจากนั้น เขาก็ยังมีปัญหาทางจิตใจอีกสารพัด
ก่อนที่จะได้กลับบ้าน เขาไม่เคยใส่ใจอะไรเลยสักอย่าง แต่พอได้กลับมาแล้ว สิ่งที่เขาต้องแคร์กลับมีมากขึ้น ความเจ็บปวดจึงยิ่งทบทวี และสิ่งที่ตามมาก็คือความสิ้นหวังอันไม่รู้จบ
เหมือนอย่างเช่นในตอนนี้
ความเจ็บปวดที่ราวกับจะฉีกทึ้งจิตวิญญาณให้แหลกสลายได้ซัดกระหน่ำเข้ามาอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้ตั้งตัว
ดวงตาของเซี่ยซินตงแดงก่ำราวกับเลือด ใบหน้าบิดเบี้ยวสลับไปมาระหว่างความโหดเหี้ยมอำมหิตกับความเย็นชาเย้ยหยัน
เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ อย่างช้าๆ สองมือขยำกลุ่มผมของตัวเองราวกับคนเสียสติ และเริ่มพึมพำกับตัวเอง
แต่หากได้ลองเงี่ยหูฟังดีๆ ก็จะพบความจริงที่น่าขนลุกว่า นั่นคือเสียงของคนสองคนที่กำลังสนทนากันอยู่
น้ำเสียงหนึ่งเย็นชาและอำมหิต ขณะที่อีกเสียงหนึ่งกลับอ่อนโยนและทุ้มลึก
“อยากออกมาชมวิวสวยๆ ข้างนอกไหมล่ะ อยากสัมผัสไออุ่นจากแสงแดดดูบ้างหรือเปล่า อยากลองชิมฝีมือทำอาหารของแม่ฉันไหม...เหอะ ฝันไปเถอะ ฉันไม่มีวันปล่อยให้แกออกมาเด็ดขาด”
“เซี่ยซินตง ทำไมคุณต้องเป็นแบบนี้ด้วย ดิ้นรนหลอกตัวเองไปวันๆ ยอมรับธาตุแท้ของตัวเองซะทีสิ มีแค่ผมเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด”
“แกไม่เหมาะสม!”
“ผมไม่เหมาะสมตรงไหน ลองดูภาพลักษณ์ที่สง่างาม สุขุม และอ่อนโยนที่คุณแสดงออกไปทุกวันสิ นั่นแหละคือผม...คือตัวตนของผมต่างหาก! ถ้าผมได้ควบคุมร่างกายนี้เมื่อไหร่ คุณก็จะเป็นคนที่ภายนอกกับภายในตรงกันเสียทีโดยไม่ต้องเสแสร้ง คนเราต้องเสมอต้นเสมอปลายนะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ใช่คนดี แล้วก็จะไม่มีใครชอบด้วย รอจนกว่าพวกเขาจะได้เห็นจิตใจอันน่าสะพรึงกลัวของคุณ ถึงตอนนั้นพวกเขาจะมองคุณไม่ต่างจากอสูรร้าย คุณอยากเห็นสายตาที่ทั้งรังเกียจและขยะแขยงจากพวกเขาจริงๆ เหรอ”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังขึ้นท่ามกลางห้วงความคิดที่สับสนอลหม่าน ดูเหมือนสติของเซี่ยซินตงจะกลับคืนมาเล็กน้อย และในวินาทีนั้นเอง เขาก็นึกถึงใบหน้าของเสี่ยวหน่วนขึ้นมา
ทันใดนั้น ท่าทีเกรี้ยวกราดของเขาก็สงบลง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ “เสี่ยวหน่วนไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป ทั้งหมิงโปและหมิงเซิ่งก็เหมือนกัน ต่อให้แกเข้ามาแทนที่ฉันได้สำเร็จ เด็กสามคนนั่นก็มองออกอยู่ดี”
“ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครดูออกหรอก คุณอาจจะไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ผมน่ะมั่นใจในตัวเองเต็มร้อย”
“เสี่ยวหน่วนมองออก”
“เสี่ยวหน่วนไม่มีทางมองออกเด็ดขาด” เสียงนั้นหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเชื้อเชิญ “...แต่ถ้าไม่เชื่อ เราจะลองดูกันก็ได้นะ”
“ไม่ลอง”
“คุณไม่กล้าสินะ กลัวว่าจะถูกผมแทนที่อย่างสมบูรณ์แบบสินะ”
เซี่ยซินตงลุกขึ้นยืน เปิดสวิตช์ไฟอย่างเฉยเมย แสงจากหลอดไฟที่ไม่ค่อยสว่างนักกะพริบถี่ๆ ในตอนแรก เขาจึงยกมือขึ้นบังตาไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะลดลงแล้วไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ ทำทีเป็นเปิดอ่าน ไม่สิ ต้องเรียกว่าแค่พลิกดูไปเรื่อยๆ มากกว่า
ในขณะเดียวกัน เมื่อซ่งอวี้หน่วนเห็นแสงไฟสว่างวาบขึ้นในห้อง เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง จากนั้นจึงรีบวิ่งจู๊ดกลับบ้านทันที
โอ๊ย! ยุงเยอะอะไรขนาดนี้ จะโดนหามตายอยู่แล้วเนี่ย!
ที่จริงแล้ว เมื่อครู่เพราะเป็นห่วงน้าตง พวกเธอสามพี่น้องจึงแค่แกล้งทำเป็นเดินจากไป แต่แล้วก็แอบย้อนกลับมาซุ่มดูอยู่ตรงโคนกำแพงของที่พักปัญญาชนอีกครั้ง
แต่ก็ไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงจักจั่นที่ร้องระงมกับเสียงกบที่ดังมาจากรอบทิศ
ซ่งอวี้หน่วนคิดว่าคงจะไม่ได้เรื่องอะไรขึ้นมาแน่ๆ อีกอย่าง ถึงน้าตงจะดูเป็นคนอ่อนโยน แต่จริงๆ แล้วประสาทสัมผัสไวมาก ขืนเขารู้ว่าเธอแอบพาพี่ชายกับน้องชายมาซุ่มดูเขาอยู่แบบนี้ มีหวังเธอกับพี่ชายโดนดีแน่
คิดได้ดังนั้น เธอจึงเผ่นแน่บทันที แต่ก่อนจะไปก็ไม่ลืมที่จะหิ้วปีกน้องชายให้วิ่งตามไปด้วย
ส่วนในห้องของเซี่ยซินตง เพียงครู่ต่อมา เขาก็วางหนังสือในมือ จัดการล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ ก่อนจะเริ่มทำการจำลองการทดลองเพื่อผสมและแยกส่วนประกอบของยาในหัวของเขา
เขาต้องมอบ ‘ของขวัญ’ ชิ้นใหญ่ให้กับเซี่ยโป๋เหวิน ซ่างกวนอวิ๋นฉี และซ่างกวนเหิงให้สาสม
ความเจ็บปวดทรมานที่สั่งสมมาตลอด 30 ปี จะให้จบลงด้วยการพิพากษาทางศีลธรรมง่ายๆ ได้อย่างไร
เขาจะทำให้เซี่ยโป๋เหวินกับซ่างกวนอวิ๋นฉีต้องมีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็น ตีตราให้พวกมันกลายเป็นต้นตอของความชั่วร้ายทั้งปวง และจะลากลูกๆ ของพวกมันให้ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันทีละคน
รวมถึงซ่างกวนเหิง...ไอ้แก่นั่นด้วย!
แต่ถึงทำได้ขนาดนั้น ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความแค้นที่สุมอยู่ในอกของเขาได้อยู่ดี แล้วเขาจะปล่อย ‘อีกตัวตนหนึ่ง’ ของเขาออกมาได้หรือ...ไม่ได้...เจ้านั่นอาจจะยอมให้อภัยคนพวกนั้นได้ง่ายๆ หากถูกความรักความอบอุ่นของครอบครัวเข้ากล่อมเกลา
ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
เขาจะไม่มีวันให้อภัย...ไม่ให้อภัยพวกมันไปจนวันตาย! ต่อให้ต้องลากโลกทั้งใบให้พังพินาศไปพร้อมกันก็ตาม!!!
เซี่ยซินตงที่กำลังจดจ่ออยู่กับการจำลองการจัดเรียงโครงสร้างโมเลกุลในหัว พลันชะงักงันเมื่อนึกถึงคำพูดของเสี่ยวหมิงเซิ่งขึ้นมา
เสี่ยวหมิงเซิ่ง...
หลานชายตัวน้อยของเขา...ที่อยากมีชีวิตอยู่ถึง 99 ปี ไม่สิ...ตอนหลังยังเปลี่ยนใจบอกว่าอยากอยู่ถึง 120 ปี เพราะจะได้มีชีวิตข้ามไปอีกศตวรรษหนึ่ง
แล้วยังมีเสี่ยวหน่วน...
เด็กสาวที่ทั้งสวยและฉลาดขนาดนั้น หากวันแห่งการทำลายล้างมาถึงจริงๆ เธอคงต้องถูกบีบให้ไปซ่อนตัวอยู่ในที่ปลอดภัย สำหรับเด็กที่รักอิสระ ชอบท่องเที่ยวหาของอร่อย และรักสวยรักงามอย่างเธอ มันคงเป็นเรื่องที่ทรมานมาก
แล้วยังมีหมิงโป เจ้าเด็กซื่อบื้อที่เคยหาว่าเขาเป็นดาวเอกาอัปมงคล แต่กลับมีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะเป็นเสาหลักให้ครอบครัว
ไหนจะคุณแม่ที่ต้องทนทุกข์มาทั้งชีวิต พี่ชายผู้ซื่อตรง พี่สาวที่คอยเป็นกังวลกับทุกเรื่อง และสี่เชว่...หลานสาวผู้ขี้อายแต่กลับมีความสุขได้ง่ายๆ
ปลายนิ้วของเซี่ยซินตงกระตุกเบาๆ เขาสัมผัสได้ว่า ‘บางสิ่ง’ ภายในตัวกำลังจะปะทุออกมาอีกครั้ง เขาจึงสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดทิ้งไปอย่างเลือดเย็น แล้วหันกลับไปจดจ่อกับการจำลองในหัวโดยไม่วอกแวกอีก
[จบบท]