บทที่ 256: เขาไม่กลัวฉันเอาคืนหรือไง
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าถึงน้าตงจะเป็นอัจฉริยะ แต่ก็ควรมีวุฒิการศึกษาเป็นเครื่องยืนยันความสามารถ ไม่อย่างนั้นประวัติของเขาในอนาคตจะว่างเปล่า นี่เป็นเรื่องแรกที่ต้องจัดการ
เรื่องต่อมาคือต้องพาน้าตงไปเยี่ยมปู่รอง และถือโอกาสถามไถ่ว่าท่านวางแผนจะเดินทางเมื่อไหร่ แต่ลึกๆ แล้วเธอคาดว่าปู่รองคงจะรอให้พวกของเซี่ยโป๋เหวินมาถึงและจัดการธุระทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน ท่านถึงจะยอมกลับปักกิ่ง
จากนั้นก็ต้องเอารูปถ่ายไปคืนให้พวกฉินว่าง รูปที่ไม่น่ามองแบบนั้นเก็บไว้ก็รกมือเปล่าๆ ตอนนั้นที่ทำไปก็แค่ต้องการขู่ให้กลัวเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าแต่ละคนท่าทางดูนักเลงโต แต่กลับใจเสาะกันขนาดนี้ แค่ขู่เบาๆ ก็ไม่มีใครกล้าหนีไปไหนแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเองก็นึกขำในใจ จริงๆถ้าพวกเขาดึงดันจะไปให้ได้ เธอก็มีร้อยแปดวิธีที่จะจัดการอยู่ดี ไม่กล้าไปน่ะถูกแล้ว
นอกจากนี้ยังมีเรื่องจิปาถะอื่นๆ อีก เช่น การพาน้าตงไปทำบัตรสมาชิกห้องสมุด ด้วยภารกิจที่วางแผนไว้มากมาย ซ่งอวี้หน่วนจึงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอเห็นยายเดินถือปาท่องโก๋ทอดใหม่ร้อนๆ เข้ามา ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาทันที
ย่าซ่งที่เห็นเหตุการณ์อยู่ก็เบะปากอย่างไม่สบอารมณ์ ‘ยัยแก่นี่ตื่นเช้าอะไรขนาดนี้นะ อยู่ไม่สุขหรือยังไง’
พูดไม่ทันขาดคำ ย่าซ่งก็รีบเดินเข้าไปหาหลานสาวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเอาใจ "เสี่ยวหน่วนจ๊ะ เดี๋ยวย่าไปเอาน้ำเต้าหู้ที่โรงเต้าหู้ให้เอาไหมจ๊ะ"
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ขณะเคี้ยวปาท่องโก๋ตุ้ยๆ ก็ตอบรับเสียงใส "ดีเลยค่ะๆ ปาท่องโก๋นี้ก็อร่อยจังเลย" ไม่ลืมที่จะเอ่ยคำหวาน "ขอบคุณนะคะคุณย่าคุณยาย"
จูเฟิ่งไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไรเลย เธอเป็นคนจิตใจดีโดยพื้นฐาน ไม่อย่างนั้นคงไม่โดนลูกสะใภ้ข่มเหงเอาได้ง่ายๆ พอเห็นว่าย่าของหลานสาวรักใคร่เอ็นดูเสี่ยวหน่วนขนาดนี้ เธอก็ยิ่งมีความสุข เมื่อวางของในมือลงเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเคียงข้างไปกับย่าซ่ง
ทันทีที่ถึงหน้าประตูบ้าน สองผู้สูงวัยก็พบกับฉู่จื่อโจวที่กำลังเดินตรงมาพอดี
ฉู่จื่อโจวคนเก่าถ้าตะวันไม่ส่องก้นก็คงไม่ลุกจากเตียง แต่ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ เขาก็เปลี่ยนเป็นคนนอนเร็วตื่นเช้าไปโดยปริยาย
ชายหนุ่มรูปงามที่อารมณ์ดีและพักผ่อนเพียงพอ ยิ่งขับเน้นให้เขาดูสง่างามและหล่อเหลามากขึ้นไปอีก จนเจ้าตัวยังรู้สึกว่าตัวเองน่าจะสูงขึ้นมาสักเซนติเมตรได้
เช้านี้เขาแต่งตัวสะอาดสะอ้าน ดวงตาเป็นประกายระยับไปด้วยรอยยิ้ม และกล่าวกับย่าซ่งว่า "มีโทรศัพท์ถึงเสี่ยวหน่วนครับ"
แม้ว่าฉู่จื่อโจวจะมีผู้เฒ่าซุนคอยทำอาหารให้ ซึ่งฝีมือการทำอาหารของผู้เฒ่าซุนก็จัดว่ายอดเยี่ยม เพราะสมัยหนุ่มๆ เคยเป็นถึงพ่อครัวในร้านอาหารส่วนตัว
ก่อนจะผันตัวมาใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยการทำไร่ทำนากับภรรยาที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่แตกต่างจากหมู่บ้านทางใต้ เพราะที่นี่ผู้คนหลากหลายแซ่มาอาศัยอยู่รวมกัน ไม่ได้มีตระกูลใดเป็นใหญ่และผู้คนก็มาจากทั่วทุกสารทิศ
ถึงจะมีคนดูแลเรื่องอาหารการกินอย่างดีแล้ว แต่ย่าซ่งก็ยังอดเอ่ยชวนไม่ได้ "ป้าจูของเธอเพิ่งทอดปาท่องโก๋เสร็จใหม่ๆ อยากลองสักชิ้นไหมล่ะ"
แน่นอนว่าฉู่จื่อโจวอยากกิน แต่ด้วยความเกรงใจจึงรีบปฏิเสธไป
แต่ซ่งอวี้หน่วนที่ปากยังคาบปาท่องโก๋อยู่ ก็หยิบชิ้นใหม่ส่งให้เขา ก่อนจะวิ่งตรงไปยังที่ทำการกองพลน้อยเพื่อรับโทรศัพท์
ระหว่างทางเธอได้ยินมาว่าเป็นสายจากเซี่ยโป๋เหวิน ดูเหมือนว่าปลายสายจะนั่งรออยู่ข้างเครื่องโทรศัพท์ตลอดเวลา เพราะนี่เป็นเบอร์ของที่ทำงานเขา ซ่งอวี้หน่วนอดแปลกใจไม่ได้ที่เขาเริ่มงานเช้าขนาดนี้ เพราะทันทีที่เธอต่อสายกลับไป เขาก็รับโทรศัพท์ทันที
ซ่งอวี้หน่วนยึดคติ ‘ใช้คุณธรรมเอาชนะใจคน’ มาเสมอ เธอกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มหวาน "อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณตาเซี่ย มีธุระอะไรกับหนูเหรอคะ"
เซี่ยโป๋เหวินที่อยู่ในสายถือรายชื่ออยู่ในมือ และเริ่มพูดว่า "ตาจะบอกรายชื่อของคนที่จะไปในครั้งนี้ให้เธอฟัง"
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาอย่างนุ่มนวล "ขอโทษนะคะคุณตาเซี่ย แต่หนูขอถามหน่อยได้ไหมคะ ว่าทำไมคุณตาต้องบอกรายชื่อนี้กับหนูด้วย"
"เพราะมีคนจากตระกูลเฉียนร่วมทางไปด้วย"
"ตระกูลเฉียนเหรอคะ พวกเขาเป็นใครกัน หนูไม่เห็นจะรู้จักเลย"
"เธออาจจะไม่รู้จักเขา แต่ตระกูลนั้นมีอิทธิพลที่มองข้ามไม่ได้ พวกเขามีเส้นสายอยู่ในทุกวงการ แถมยังชอบยื่นมือเข้ามายุ่งทุกเรื่อง ครั้งนี้ก็คงเหมือนเดิม"
"แสดงว่าพวกท่านเคยเป็นเพื่อนที่ร่วมงานกันมาก่อนสินะคะ!" ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับไปอย่างมั่นใจ
เซี่ยโป๋เหวินถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วครู่ "เสี่ยวหน่วน ทำไมเธอถึงคิดแบบนั้น"
"ก็ถ้าเป็นศัตรูกัน คุณตาคงไม่เสียเวลามาบอกหนูให้เปลืองน้ำลายหรอกค่ะ มีแต่เพื่อนเท่านั้นแหละที่คุณตาจะเตือนเป็นพิเศษ เพราะลึกๆ แล้วคุณตากังวลว่าเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของคุณตาจะมาสร้างปัญหาที่นี่...หนูพูดถูกไหมคะ"
คำพูดของเธอทำเอาเซี่ยโป๋เหวินรู้สึกเส้นเลือดที่หน้าผากเต้นตุบๆ เขาพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์ แม้จะไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ แต่เขาก็ยอมอ่านรายชื่อทั้งหมดให้เธอฟังแต่โดยดี เขาไม่ได้หวังว่าเธอจะจำได้ทั้งหมด แค่อยากให้เธอระวังตัวไว้บ้าง
เขาย้ำกับซ่งอวี้หน่วนว่าคนอื่นยังพอรับมือได้ แต่คนของตระกูลเฉียนนั้นเชื่อถือไม่ได้ เป็นพวกหญ้าลู่ตามลมที่พร้อมจะเปลี่ยนข้างได้ทุกเมื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลเฉียนกับนายอำเภอโค่วยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด
"ระวังให้ดีล่ะ อย่าให้มันยุแยงจนนายอำเภอโค่วกับตระกูลซ่งของเธอต้องมาผิดใจกัน"
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะพรืดออกมา "เขาว่ากันว่าตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกค่ะ ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูมีไม้ตีแมลงวัน มาตัวเดียวตีตัวเดียว มาสองตัวก็ตีเป็นคู่ไปเลย!"
เซี่ยโป๋เหวิน “...”
"มะรืนนี้พวกเราจะไปถึง" เขาบอก
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาทันที ความตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่างจนเส้นผมชี้ตั้งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ตอนนี้ในที่ทำการกองพลน้อยมีเพียงเธออยู่คนเดียว ฉู่จื่อโจวหลังจากมาส่งข่าวแล้วก็แยกตัวไปกินมื้อเช้าและเตรียมตัวสำหรับภารกิจของวัน เขาต้องขับรถไปส่งปัญญาชนซุนเข้าสอบก่อน
จากนั้นต้องแวะไปเบิกเงินเพื่อนำมาจ่ายค่าหมวกสานกันแดดให้ชาวบ้าน ซึ่งคราวนี้บางครอบครัวมีรายได้มากกว่า 300 หยวนเลยทีเดียว
ช่วงบ่ายยังมีนัดกับหัวหน้าหลิวที่จะมาดูพื้นที่สำหรับสร้างฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่บนที่ดินปนทรายกรวดรกร้าง ซึ่งเป็นทำเลที่ไม่ก่อมลพิษทางน้ำ เมื่อเห็นชีวิตของชาวบ้านดีขึ้นทุกวัน เขาก็ยิ่งมีกำลังใจ
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังต้องไปติดต่อกรมการอาหารเพื่อจัดหาธัญพืชราคาต่อรองให้กับครอบครัวที่ขาดแคลน ด้วยตารางงานที่รัดตัว เขาจึงไม่มีเวลามาสนใจซ่งอวี้หน่วนเลย
ซ่งอวี้หน่วนเองก็อยากจะไปหาน้าตงเต็มแก่แล้ว จึงเอ่ยถามปลายสายว่า "มีเรื่องอื่นอีกไหมคะ"
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกได้ว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไร เด็กสาวคนนี้ก็ดูจะไม่ยี่หระเลยสักนิด ช่างใจกล้าบ้าบิ่นเสียจริง เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง "แล้วน้าของเธอเป็นยังไงบ้าง"
"สบายดีมากค่ะ"
คำตอบของเธอทำให้เขานึกถึงโทรศัพท์สายหนึ่งเมื่อคืนวาน สีหน้าของเซี่ยโป๋เหวินก็เคร่งขรึม "เสี่ยวหน่วน มีเรื่องที่ตาต้องบอกเธอ เมื่อคืนนี้ซ่างกวนเหิงโทรมาหาตา"
"เขาพูดว่าอะไรเหรอคะ" ซ่งอวี้หน่วนยังคงถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ
ซ่งอวี้หน่วนไม่มีเวลามาเล่นสงครามประสาทกับใคร "ถ้าไม่สะดวกใจจะพูดก็ไม่เป็นไรค่ะ งั้นหนูวางสายนะคะ"
"เดี๋ยวก่อน!" เซี่ยโป๋เหวินรีบร้องห้าม "ซ่างกวนเหิงบอกว่าน้าของเธอสภาพจิตใจไม่ปกติ มีปัญหาแบบนี้มานานแล้ว แถมในมือเขายังมีวิดีโอตอนที่น้าของเธอคลุ้มคลั่งเก็บไว้ด้วย"
ซ่งอวี้หน่วนกำหูโทรศัพท์ในมือแน่น แต่สุ้มเสียงกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด "แล้วคุณตาตอบเขาไปว่ายังไงคะ"
น้ำเสียงของเซี่ยโป๋เหวินแหบพร่า "เสี่ยวหน่วน เธอคิดว่า...ในมือเขามีวิดีโอนั่นอยู่จริงหรือเปล่า"
น้ำเสียงของซ่งอวี้หน่วนเย็นลงทันที "คุณตาคงไม่ได้คิดว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของน้าหนูจะสวยงามดั่งสรวงสวรรค์หรอกใช่ไหมคะ"
"ตารู้! แต่ลูกสาวของเขายังอยู่ที่นี่กับตา เขาไม่กลัวตาจะเอาคืนบ้างหรือไง"
"ลูกสาวเขามีถมไปค่ะ ซ่างกวนเหิงมีลูกนอกสมรสเป็นผู้ชาย 6 คน ผู้หญิงอีก 7 คน ยังไม่นับลูกที่เกิดจากภรรยาหลวงอีก 3 คนเลยนะคะ อีกอย่างทางนั้นเขาก็วางคนของตัวเองไว้ที่นี่แล้ว ซึ่งภรรยาของคุณตาก็รู้ดีว่าเป็นใคร ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปทำอะไรลูกสาวของซ่างกวนเหิงดูสิคะ หนูรับรองได้เลยว่าวินาทีถัดมา คุณตาจะได้รับใบแจ้งตายของตัวเองทันที!"
[จบบท]