บทที่ 260: พลาดไปแล้ว ก็ต้องพลาดให้ถึงที่สุด
แต่ทว่าตอนนี้ความสงบสุขที่เคยมีกลับพังทลายลงจนหมดสิ้น แถมทุกอย่างยังค่อยๆ หลุดลอยออกไปจากการควบคุมของเขามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มันเลวร้ายมากจริงๆ
เขาเริ่มมองผู้คนรอบตัวในมุมมองที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะอันที่จริงแล้ว คนเราก็มักจะได้เห็นธาตุแท้ของกันและกันก็ตอนที่เจอปัญหานี่แหละ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือซ่างกวนอวิ๋นฉี แต่เรื่องนี้เขาไม่สามารถบอกใครได้ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากออกมา ทำได้เพียงปฏิบัติต่อซ่างกวนอวิ๋นฉีให้เหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คนที่จะตั้งข้อสงสัยในตัวเขาก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปอีก
ในเมื่อเลือกเดินทางผิดแล้ว ก็คงต้องยอมผิดกับคนคนเดียวไปจนถึงที่สุด
เพียงแต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสามารถประคับประคองสถานการณ์แบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
การมาที่นี่ในวันนี้ เขาตั้งใจมาเพื่ออยากจะเจอพวกเขาจากใจจริง ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มันมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน จนตอนนี้เขาไม่มีหน้าจะไปหวนรำลึกถึงความหลังได้อีกต่อไป
เขาไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วเซี่ยซินตงต้องการอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือเซี่ยซินตงคงไม่ได้อยากให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีต้องติดคุก เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ป่านนี้เขาคงไปแจ้งความดำเนินคดีแล้ว
พอได้เห็นท่าทีที่ดูอ่อนลงของเซี่ยซินตง ในใจของเซี่ยโป๋เหวินก็เริ่มมีความหวังผุดขึ้นมาลางๆ ว่าเรื่องราวทั้งหมดอาจจะไม่ต้องจบลงด้วยการเป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะของผู้คน หรือลงเอยด้วยการเจ็บทั้งสองฝ่ายใช่ไหม
ทว่าท่าทีที่เป็นมิตรของเซี่ยซินตงในตอนนี้เป็นเพียงการแสดงเพื่อให้เซี่ยโป๋เหวินตายใจเท่านั้น
แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้ยิน แต่ถ้าเกิดเซี่ยโป๋เหวินได้ยินเสียงในใจขึ้นมาล่ะก็…
เขาไม่มีวันคู่ควรที่จะได้ยินมันหรอก
เขาไม่มีคุณสมบัติพอ
เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
【น้าตงไม่ได้กลับไปคิดบัญชีกับซ่างกวนอวิ๋นฉี แต่เขาได้เข้าไปทำงานในสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็ได้เป็นนักวิจัยยา เขาเป็นถึงหัวหน้าทีมพัฒนายารักษาโรคเกี่ยวกับปอดเลยทีเดียว อ๊ะ! นี่น้าตงกลายเป็นลูกศิษย์ของผู้เฒ่าจี้ไปแล้วเหรอ】
【ผู้เฒ่าจี้เอ็นดูน้าตงมาก แต่ในใจของน้าตงกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ในที่สุดเขาก็สามารถพัฒนายาชนิดหนึ่งขึ้นมาได้สำเร็จ จากนั้นก็วางแผนซ้อนแผนอย่างแยบยล แต่คนแรกที่ตกหลุมพรางกลับเป็นเซี่ยจื้อ ไอ้คนโง่ที่ชอบดูถูกเขานั่นแหละ】
【เซี่ยจื้ออยู่ในสภาพเป็นตายทั้งเป็น เขากัดหูของเซี่ยโป๋เหวินจนขาดไปข้างหนึ่ง แล้วก็หันไปกัดนิ้วของซ่างกวนอวิ๋นฉีจนขาด ทั้งสองคนเลยติดเชื้อทันที อวัยวะภายในค่อยๆ ล้มเหลว แต่พวกเขากลับไม่ตาย แถมยังชอบกินเลือดสดๆ กับเนื้อดิบอีกด้วย คนในตระกูลเซี่ยไม่มีใครรอดเลยสักคน! พระเจ้า นี่มันซอมบี้ชัดๆ เลยนี่นา】
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับตกตะลึงไปเลย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสับสนงุนงงไปหมด เดี๋ยวนะ มันไม่ถูกต้อง นี่มันนิยายที่นางเอกเป็นตัวดำเนินเรื่องไม่ใช่หรือไง แล้วมันก็ไม่ใช่นิยายแนววันสิ้นโลกเสียหน่อย
ตามเนื้อเรื่องเดิม ตอนจบของนิยายเรื่องนี้คือการจบแบบสุขสมหวังนี่ นั่นก็คือหลินฉิงกับซูจวิ้นเจ๋อได้ครองรักและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยมีหลินฉิงเป็นดั่งดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุด
หรือว่านี่จะเป็นเนื้อเรื่องลับที่ถูกซ่อนเอาไว้
ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองชายทั้งสองคนตรงหน้า ตอนนี้คนหนึ่งกำลังยืนส่วนอีกคนกำลังนั่ง ทั้งสองต่างนิ่งเงียบไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา
สายตาของซ่งอวี้หน่วนจับจ้องไปยังภาพเหตุการณ์ในอนาคตที่ฉายขึ้นมาให้เห็นเพียงชั่วแวบ
มือทั้งสองข้างของเซี่ยซินตงกำเข้าหากันแน่นจนร่างกายสั่นสะท้านน้อยๆ แขนเสื้อที่เลิกขึ้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นมากมายที่พาดทับกันไปมาอย่างน่ากลัว
เซี่ยโป๋เหวินตั้งใจจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นเหล่านั้น แววตาของเขาก็พลันมืดลง ในใจลุกโชนไปด้วยความเกลียดชังอีกครั้ง
ซ่างกวนเหิง ไอ้สารเลว! เขาจะต้องจัดการซ่างกวนเหิงให้ได้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นความแค้นที่สุมอยู่ในอกคงยากจะมอดดับลงได้
ชั่วขณะหนึ่ง ผู้เฒ่าเซี่ยไม่รู้จะเอ่ยอะไรดี
ทว่าเซี่ยซินตงกลับแอบลอบมองเสี่ยวหน่วนอย่างเงียบๆ หรือว่ายาที่เขาแอบซุ่มพัฒนามันขึ้นมาเพื่อจัดการกับเซี่ยโป๋เหวินและซ่างกวนอวิ๋นฉีโดยเฉพาะ จะสำเร็จลุล่วงแล้วอย่างนั้นหรือ
แล้วมันก็ได้ถูกนำไปใช้กับพวกเขาสมดังใจของเขาแล้วด้วย แต่ว่า...เสี่ยวหน่วนถึงกับสามารถคาดการณ์เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้เลยเหรอ
ไม่สิ ไม่น่าใช่
นี่มันไม่ใช่การทำนายอนาคตนี่
เพราะเส้นทางที่เขาเลือกเดินหลังจากย้อนกลับมาก็ไม่เหมือนกับที่เสี่ยวหน่วนพูดถึงเลยสักนิด อีกอย่าง เด็กสาวที่แสนดีและน่ารักอย่างเสี่ยวหน่วน ถ้าเธอรู้ว่าเขาเป็นคนสร้างไวรัสขึ้นมา เธอจะรู้สึกผิดหวัง รังเกียจ หรือกระทั่งขยะแขยงในตัวเขาหรือเปล่านะ
【โอ้โห น้าตงสุดยอด! แก้แค้นด้วยวิธีแบบนี้มันสะใจจริงๆ สะใจสุดๆ ฉันชอบมาก!】
เซี่ยซินตง: “...”
สังสัยจะกังวลมากเกินไปเอง
ในที่สุด เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
【การแพร่ระบาดของไวรัสนี้สามารถควบคุมได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วมันคือผลลัพธ์ที่มาจากการวางแผนอย่างรอบคอบของน้าตง จะต้องไม่มีใครตรวจพบหรือสงสัยได้ในตอนนี้】
【ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งเซี่ยโป๋เหวิน ซ่างกวนอวิ๋นฉี และคนอื่นๆ ก็ตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น ถูกนำตัวไปขังไว้ในเขตกักกัน โดยมีผู้เฒ่าจี้เป็นผู้ควบคุมดูแลด้วยตัวเอง 】
【ส่วนหลินฉิงก็สมแล้วที่เป็นนางเอกของเรื่อง เธอโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในจังหวะที่น้าตงกำลังจะส่งเธอไปสู่สุขคติ ก็เกิดพายุหิมะครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบร้อยปีขึ้นมาเสียก่อน ถนนหนทางและรางรถไฟต่างก็เป็นอัมพาต ประกอบกับสถานการณ์ไวรัสปริศนาที่ทำให้ผู้คนแตกตื่น หลินฉิงจึงอาศัยจังหวะนี้หนีออกนอกประเทศไปได้】
【ส่วนซ่างกวนเหิง น้าตงใช้ยาอายุวัฒนะเป็นเหยื่อล่อให้เขามาที่ปักกิ่ง ก่อนจะส่งไปอยู่เป็นเพื่อนกับเซี่ยโป๋เหวินและซ่างกวนอวิ๋นฉีในที่สุด】
【น้าตงนี่เป็นคนประเภทเด็ดขาดแต่ไม่พูดเยอะจริงๆ แต่ว่า...ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับน้าเขาเลยนะ】
【แล้วหลังจากนั้นล่ะ เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมมองต่อไม่เห็นแล้วล่ะ】
ทันใดนั้น เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนก็เงียบหายไปอย่างกะทันหัน เธอมองหน้าทุกคนในห้องสลับกันไปมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เอ๊ะ ทำไมพวกคุณเงียบกันหมดเลยล่ะคะ”
แล้วเธอก็หันไปพูดกับเซี่ยซินตง “น้าคะ ต้องให้หนูหลบออกไปก่อนไหม ถ้าไม่ต้อง หนูก็จะขออยู่ตรงนี้นะคะ”
เซี่ยโป๋เหวิน: “…” คำพูดคำจาของเด็กคนนี้ช่างเหมือนยัยตัวแสบไม่มีผิด
เซี่ยซินตงมั่นใจแล้วว่าเสียงในใจของเสี่ยวหน่วนหยุดลงแล้วจริงๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือเขามั่นใจว่าเซี่ยโป๋เหวินไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคิดได้ เซี่ยซินตงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก สำหรับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เอาตามตรงเขาไม่ค่อยอยากจะรับรู้มันเท่าไหร่นัก
แต่ดูเหมือนว่าแผนการที่วางไว้แต่เดิมคงต้องเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว
ความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตของเด็กคนนี้มันทรงพลังมาก และน่าจะทำงานเมื่อมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน
เซี่ยซินตงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มนวลเหมือนเช่นเคย ไม่ได้แฝงไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัวใดๆ “คุณมาที่นี่ มีเรื่องอะไรจะพูดหรือเปล่าครับ”
เซี่ยโป๋เหวินเหลือบสายตาไปมองซ่งอวี้หน่วน
เธอจึงรีบพูดขึ้น “ต้องให้หนูออกไปข้างนอกก่อนไหมคะ”
อันที่จริงซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้คิดจะดื้อรั้นอยู่ต่อให้ได้หรอก เพราะเธอรู้ดีว่าต่อให้เธอไม่อยู่ตรงนี้ เธอก็สามารถไปถามน้าทีหลังเพื่อรับรู้เรื่องราวทั้งหมดได้อยู่ดี
เซี่ยโป๋เหวินส่ายศีรษะ “เสี่ยวหน่วน หนูไม่ต้องไปไหนหรอก ตาแค่อยากจะถามน้าของหนูว่า เขาต้องการให้เรื่องนี้จบลงอย่างไร”
เซี่ยซินตงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะยอมทำได้ถึงขั้นไหน”
เมื่อได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่รอช้าที่จะเปิดฉากทันที “มาถึงขนาดนี้แล้ว คุณตายังมองไม่ออกอีกเหรอคะว่ากุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณตาเลย แต่อยู่ที่ทัศนคติของซ่างกวนอวิ๋นฉีต่างหาก”
“ได้ยินมาว่าวันนี้เธอลงทุนใช้ไม้ค้ำยันมาด้วยนี่คะ จะทำอะไรกัน ยังคิดจะสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอีกเหรอ”
“แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าจนป่านนี้เธอยังไม่สำนึกเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปมันผิดมหันต์ ความคิดแบบนี้มันปลูกฝังมาได้อย่างไรกัน หรือว่าคุณตาไปพูดอะไรให้ท้ายเธอที่บ้านหรือเปล่าคะ”
เซี่ยโป๋เหวินรู้ดีแก่ใจว่าแค่ยัยหนูนี่อ้าปากพูด เขาก็เริ่มปวดหัวจี๊ดขึ้นมาได้
“เสี่ยวหน่วน หนูคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ ตาจะไปพูดกับเธอทำนองว่า ‘อย่าเก็บไปใส่ใจเลย’ อย่างนั้นเหรอ”
“แล้วอะไรที่ทำให้ยัยแก่นั่นมั่นอกมั่นใจได้ขนาดนั้นล่ะคะ” ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“หนูว่านะคะ คุณตาควรจะลองมองปัญหาในมุมกลับกันดูบ้าง บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่หนูกับน้าต้องการจะให้มันเป็นไปในทิศทางไหน แต่มันเป็นปัญหาที่ว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะยอมทำเพื่อคุณตาและเพื่อลูกๆ ของเธอได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก”
เซี่ยโป๋เหวินยกมือกุมขมับ
เด็กคนนี้กำลังยุยงให้เขาแตกแยกกับภรรยาอย่างโจ่งแจ้ง แต่เขากลับจนปัญญาจะรับมือ และที่สำคัญที่สุดคือ...เธอทำสำเร็จเสียด้วย
ความไม่พอใจที่เขามีต่อซ่างกวนอวิ๋นฉีเพิ่มทวีขึ้นอีกระดับหนึ่งในทันที เขานึกเสียดายขึ้นมาจับใจ เด็กคนนี้ทั้งฉลาดและมีพรสวรรค์ขนาดนี้ ถ้าเพียงแต่เธออยู่ข้างเดียวกับเขามันจะดีแค่ไหนกันนะ
“ทำไมคุณตาเงียบไปล่ะคะ หรือที่หนูพูดมันไม่ถูก” ซ่งอวี้หน่วนถามย้ำ
เซี่ยโป๋เหวินตอบรับอย่างจนใจ “หนูพูดถูก ถูกทั้งหมดเลย มันเป็นเหตุผลนั้นจริงๆ”
“ใช่ไหมล่ะคะ เรื่องนี้มันง่ายนิดเดียว ไม่เห็นต้องกลุ้มใจเลย ขอแค่ซ่างกวนอวิ๋นฉีทำในสิ่งที่ถูกต้อง พวกเราก็จะไม่รื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแน่นอน เพราะไม่ว่าจะอย่างไร หากบ้านเราสองหลังต้องมาแตกหักกัน ก็มีแต่จะทำให้คนกันเองเจ็บช้ำ ส่วนศัตรูก็ได้แต่นั่งสมน้ำหน้า ซึ่งมันไม่เป็นผลดีกับใครเลย”
[จบบท]