บทที่ 267: สมุดบันทึก
เซี่ยโป๋เหวินหมดความอดทนในที่สุด เขารู้สึกว่าถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป ทั้งตระกูลเซี่ยจะต้องจมดิ่งลงไปในโคลนตมด้วยกันทั้งหมด
เขาตบโต๊ะดังปังและตวาดลั่น "ซ่างกวนอวิ๋นฉี คุณหุบปากไปเลยนะ! หลักฐานเหรอ จะเอาหลักฐานอะไรอีกล่ะ ผมนี่แหละคือพยาน!"
สิ้นเสียงของเขา บรรยากาศในห้องประชุมก็พลันเงียบสงัดลงในชั่วพริบตา
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเคยคาดการณ์ความเป็นไปได้ไว้มากมาย แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะคิดว่าเซี่ยโป๋เหวินจะลุกขึ้นมาเป็นพยานปรักปรำเธอด้วยตัวเอง
ตามสัญชาตญาณ เธอหันขวับไปมองซ่งอวี้หน่วนทันที แล้วก็ได้เห็นเด็กสาวคนนั้นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมกับเผยสีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ ก่อนจะส่งยิ้มเย้ยหยันมาให้
ใบหน้าของซ่างกวนอวิ๋นฉีบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด บางทีอาจเป็นเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอเคยชินกับการถูกเซี่ยโป๋เหวินประคบประหงมเอาใจมาตลอด พอถูกเขาตวาดใส่ต่อหน้าคนอื่นอย่างไม่ไว้หน้า แถมยังบอกว่าจะมาเป็นพยานให้ฝ่ายตรงข้ามอีก ความตกใจและเสียหน้าจึงกระตุ้นให้เธอสูญเสียความสามารถในการไตร่ตรองไปโดยสิ้นเชิง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกัดฟันกรอด "ซ่งอวี้หน่วน ถ้าแกมีหลักฐานก็รีบเอาออกมา แต่ถ้าไม่มีล่ะก็ ฉันจะทำให้แกได้รับโทษอย่างสาสมแน่"
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำเป็นหน้าซีดเผือด "ลงโทษอะไรกันคะ คุณก็แค่ขู่ฉัน ฉันไม่กลัวคุณหรอกค่ะ"
เซี่ยโป๋เหวินหลับตาลงอย่างอ่อนใจ ผู้หญิงโง่คนนี้กระโดดลงไปในหลุมพรางที่คนอื่นขุดไว้เอง ต่อให้เป็นเทพเซียนองค์ไหนก็คงฉุดรั้งเอาไว้ไม่อยู่
ที่ผ่านมาเขาคืออะไรสำหรับเธอกันแน่
ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง เขาเป็นเพียงแค่ที่พึ่งพิงให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีในวันที่เธอไร้หนทางได้ยึดเกาะเท่านั้น ถ้าหากเธอรักเขาและเป็นห่วงลูกๆ จริง ทีมสืบสวนสอบสวนอะไรนี่ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นมาตั้งแต่แรก
หากทำผิดแล้วยอมรับผิด เขาก็จะไม่โทษเธอเลย เขาคิดมาตลอดว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำตัวไม่เอาไหนจนทำให้เธอเข้าใจผิดไป แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ เขาก็ได้รู้แล้วว่าความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย
เซี่ยโป๋เหวินตัดสินใจจะลองฉุดซ่างกวนอวิ๋นฉีขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าหลุมพรางที่ซ่งอวี้หน่วนขุดไว้นั้นลึกเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
เขารีบพูดแทรกขึ้นมาว่า "ซ่างกวนอวิ๋นฉีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวและค้ามนุษย์ เรื่องนี้ผมจะเป็นพยานเองครับ และไม่ใช่แค่ผมคนเดียวเท่านั้น น้องชายของผม เซี่ยเซี่ยงเฉียน หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อเซี่ยซานหวา เขารู้เรื่องราวต่างๆ มากกว่าผมเสียอีก เขาก็สามารถเป็นพยานได้เหมือนกัน"
"นี่คือบันทึกที่เขาเขียนขึ้นมาด้วยลายมือของตัวเอง ทุกอย่างที่เขารู้ รวมทั้งบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่เขาบังเอิญได้ยิน และเรื่องที่เซี่ยซินตงถูกทารุณกรรม ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็รับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด"
"ดังนั้น มันจึงช่วยพิสูจน์ได้ว่าเรื่องเหลวไหลที่ว่าหวังดีส่งไปอยู่ฮ่องกงจะได้สุขสบายนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ผมได้เขียนรายงานเสนอต่อหน่วยงานแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็ไม่คิดจะปริปากบ่นแม้แต่คำเดียวครับ" พูดจบ เขาก็วางกระดาษในมือลงบนโต๊ะ
ภายในห้องประชุมเงียบกริบอีกครั้ง
ที่จริงแล้ว คนอย่างเซี่ยโป๋เหวินไม่ใช่ว่าจะไม่มีให้เห็นในสังคมปัจจุบัน แต่การที่จะทำให้เรื่องราวใหญ่โตบานปลายถึงขนาดนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างมากก็แค่ทำเป็นไม่รับรู้และปล่อยไปตามยถากรรม แล้วเหตุใดเรื่องนี้จึงมาถึงจุดนี้ได้
บัดนี้ ทุกสายตาในห้องประชุมต่างมองไปยังซ่างกวนอวิ๋นฉีด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ยกเว้นก็แต่เฉียนเฟิน เว่ยชิงเหมย และสองพี่น้องตระกูลเซี่ย
แน่นอนว่าสายตาที่พวกเขามองเซี่ยโป๋เหวินนั้นเต็มไปด้วยความสมน้ำหน้า นี่แหละคือผลกรรมของครอบครัวที่ไร้ซึ่งคุณธรรม ตำแหน่งประธานกรรมการที่เขาเพิ่งได้รับมาหมาดๆ คงจะสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้แล้ว
แต่ด้วยท่าทีที่ยอมรับผิดอย่างดีเยี่ยม บางทีเขาอาจจะยังพอรักษาหน้าและลงจากตำแหน่งได้อย่างราบรื่นอยู่บ้าง
ซ่งอวี้หน่วนลอบมองเซี่ยโป๋เหวิน และต้องยอมรับในใจว่าการที่เขามายืนอยู่จุดนี้ได้ไม่ใช่ได้ดีเพราะคำพูดสวยหรู แต่เขามีความสามารถและตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดจริงๆ
น่าเสียดาย...ซ่างกวนอวิ๋นฉีจะยอมให้ความร่วมมือด้วยหรือเปล่านะ
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้พูดอะไรต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครมองว่าเธอกำลังรังแกคนแก่ เธอจึงกลับไปนั่งที่ของตัวเองเงียบๆ
ซ่างกวนอวิ๋นฉีมองเซี่ยโป๋เหวินอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เซี่ยโป๋เหวินจ้องเธอกลับด้วยสายตาเชิงเตือน แต่น่าเสียดายที่สถานการณ์มันเลยเถิดจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว
เธอเมินสามีแล้วหันไปจ้องมองซ่งอวี้หน่วนที่นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ไม่ไกลแทน ซ่างกวนอวิ๋นฉีรู้สึกเหมือนมีไฟโหมกระหน่ำอยู่ในอก ความอัปยศอดสูเช่นนี้...ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเจอมาก่อน
หญิงชราอย่างเธอเนี่ยนะจะยอมให้เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งมาหยามได้ถึงเพียงนี้
แล้วยังมีเซี่ยโป๋เหวินอีก ไอ้คนชั่วที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนลืมคุณธรรม ต่อให้วันนี้เขาจะก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่สูงส่งแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันล้างคราบโคลนที่แปดเปื้อนอยู่เต็มตัว หรือสลัดสันดานที่ชอบประจบสอพลอคนที่มีอำนาจซึ่งฝังลึกอยู่ในกระดูกทิ้งไปได้
แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงกว่าสิ่งใด คือความเจ็บปวดราวกับถูกหักหลัง
จริงอยู่ที่พอมาถึงวัยนี้แล้ว เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอีกต่อไป แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งในวัยสาว เธอเคยรักเซี่ยโป๋เหวินอย่างสุดหัวใจ แม้จะเคยดูแคลนเขาในหลายๆ เรื่อง แต่ความรักที่ทั้งสองมีให้กันนั้นเป็นเรื่องจริง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขมานานหลายปี
แม้จะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เซี่ยโป๋เหวินก็ไม่เคยเอ่ยปากขอหย่าหรือคิดจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอเลยสักครั้ง
แต่ในวันนี้ ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เขากลับกล้าพูดจาโหดร้ายไร้เยื่อใยออกมาได้ ที่แท้ก็แค่เห็นว่าลูกนอกคอก 2 คนนั่นเริ่มมีประโยชน์ขึ้นมา เลยคิดจะสละเธอทิ้งสินะ
แววตาของซ่างกวนอวิ๋นฉีฉายชัดถึงความเคียดแค้น 'เซี่ยโป๋เหวิน แกคอยดูเถอะ ฉันจะสั่งสอนแกเอง'
แต่ตอนนี้...ต้องกำราบความยโสโอหังของนังเด็กสารเลวนี่ให้ได้ก่อน มันก็แค่เด็กเมื่อวานซืนที่เก่งแต่ขู่ไปอย่างนั้นเอง เรื่องราวผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ขนาดตัวเธอเองยังแทบจะจำไม่ได้ แล้วมันจะมีหลักฐานอะไรได้กัน
โดยเฉพาะเรื่องทองคำแท่ง 10 แท่งนั่น ป่านนี้คงถูกบริจาคไปไหนต่อไหนแล้ว บนทองก็ไม่ได้มีสัญลักษณ์อะไรเป็นพิเศษ คนที่นำทองมาให้ก็เป็นคนสนิทที่ภักดีที่สุดของพี่ชายเธอ เขาไม่เคยปรากฏตัวหรือเคลื่อนไหวในแถบนี้มาก่อน ต่อให้ซ่งอวี้หน่วนจะได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลกู้ ก็ใช่ว่าพวกเขาจะยื่นมือไปไกลถึงฮ่องกงได้เสียหน่อย
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นแค่การสร้างสถานการณ์ของซ่งอวี้หน่วน ส่วนเซี่ยโป๋เหวินก็แค่คิดจะยอมสละภรรยาเพื่อความรุ่งเรืองของตัวเองเท่านั้น
เมื่อมั่นใจแล้วว่าซ่งอวี้หน่วนไม่มีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานมัดตัวเธอได้ ซ่างกวนอวิ๋นฉีจึงกล่าวขึ้นว่า "ในเมื่อท่านประธานเซี่ยเป็นพยานให้แล้ว ฉันก็ขอยอมรับค่ะ แต่ฉันทำไปก็เพราะหวังดีต่อเซี่ยซินตงจริงๆ ถึงแม้จะมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง แต่ความผิดของฉันก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงตายนะคะ และไม่ว่าพวกคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่นี่คือความจริง จะลงโทษฉันอย่างไรก็ยอมรับทั้งนั้นค่ะ"
จากนั้นเธอก็หันไปมองเซี่ยโป๋เหวินด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เซี่ยโป๋เหวิน ฉันต้องขอโทษจริงๆ ที่ทำให้คุณต้องมาเดือดร้อนไปด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน...เราหย่ากันเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้น ตำแหน่งประธานกรรมการของคุณก็คงจะรักษาไว้ไม่ได้"
เซี่ยโป๋เหวินมองภรรยาด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
หากเธอเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นการส่วนตัว เขาอาจจะยังรู้สึกว่าหลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมาค่อนชีวิต เธอยังคงมีเขาอยู่ในหัวใจ แต่การประกาศกร้าวต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเขาฉาดใหญ่
เซี่ยโป๋เหวินถอนหายใจยาว “คุณพูดอะไรแบบนั้น การที่คุณต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มันก็เป็นความรับผิดชอบของผมด้วยเหมือนกัน”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีคิดในใจ 'เป็นไปตามคาด'
จากนั้นเธอก็หันไปมองซ่งอวี้หน่วนที่กำลังแสร้งทำเป็นรู้สึกผิด แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"แต่ฉันขอยืนยันว่าไม่เคยรับทองคำแท่งอะไรนั่นเด็ดขาด นับประสาอะไรกับ 10 แท่ง นี่เธอกำลังฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสีฉันชัดๆ หวังว่าทีมสืบสวนจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่างด้วยนะคะ แล้วก็อีกอย่างนะ ซ่งอวี้หน่วน เด็กอย่างเธอวันๆ ไม่คิดจะตั้งใจเรียนหนังสือ เอาแต่สร้างเรื่องหลอกลวงชาวบ้านไปทั่ว…"
"ซ่างกวนอวิ๋นฉี ฉันไม่ได้ใส่ร้ายคุณ นี่คือเรื่องจริงค่ะ!" ซ่งอวี้หน่วนโกรธจนหน้าแดงก่ำ ลุกพรวดขึ้นขัดจังหวะทันที
"แล้วหลักฐานล่ะ ถ้าไม่มีพยานก็ต้องมีของกลางสิ เอาออกมาดูหน่อยสิ"
"คุณคิดจริงๆ เหรอคะว่าฉันจะเอาออกมาไม่ได้" ซ่งอวี้หน่วนถามกลับอย่างเหลืออด
"ก็เอาออกมาสิ!"
"ถ้าฉันเอาออกมาแล้วคุณอย่าตกใจกลัวก็แล้วกันค่ะ"
"ซ่งอวี้หน่วน เอาหลักฐานออกมา!" ซ่างกวนอวิ๋นฉีตวาดลั่นอย่างหมดความอดทน
แววตาของซ่งอวี้หน่วนวูบไหวเล็กน้อย "ก็ได้ค่ะ งั้นฉันจะพูดแล้วนะคะ แต่ขอพูดไว้ตรงนี้ก่อนว่าฉันไม่ได้อยากจะพูดเลย แต่เป็นคุณที่บีบคั้นฉันเอง"
ซ่างกวนอวิ๋นฉีโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา "จะพล่ามไร้สาระไปถึงไหน นี่ไม่ใช่ที่ที่ให้เธอมาเล่นลิ้นนะ!"
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องมาเป็นจุดเดียว ซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสเจือแววขบขันอย่างน่าประหลาด “…คุณซ่างกวนคะ คุณมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่งใช่ไหมคะ เป็นของขวัญจากเพื่อนของคุณ บนปกมีรูปดอกกุหลาบสีแดงอมม่วง ส่วนหน้าแรกสุดมีข้อความเขียนไว้ว่า… ‘ความอ่อนโยนที่สุดคือยามก้มหน้า...ดุจดังดอกบัวงามต้องลมเย็นจนเผยความเขินอาย...’”
[จบบท]