บทที่ 270: ไม่มีทางสู้ได้
ในทางกลับกัน ฝ่ายของเธอจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นพ่อ พี่ชาย หรือแม้กระทั่งอาหญิงผู้ซึ่งมีชะตาให้ก้าวไปสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่
แม้ว่าอาจะไม่เคยใส่ใจชื่อเสียง แต่คนอื่นๆ ในครอบครัวต่างก็ต้องการมัน เมื่อถึงเวลานั้น สังคมก็จะพูดกันว่าการฆ่าให้ตายไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด การให้อภัยในสิ่งที่พอจะอภัยได้คือสิ่งที่ควรกระทำ
ที่สำคัญ ซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่มีทางรอดพ้นความผิดไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องติดคุกเป็นปีครึ่ง เพราะอย่างไรเสียเธอก็ยังอายุไม่ถึง 70 ปี
เมื่อซ่างกวนอวิ๋นฉีเข้าไปอยู่ในคุก ตราบใดที่เธอยังไม่ตาย เธอก็ไม่มีวันปล่อยให้เซี่ยโป๋เหวินได้อยู่อย่างสงบแน่ ถึงตอนนั้น ลูกๆ ทั้ง 4 คนของเธอจะตัดสินใจอย่างไร จะยอมตกนรกตามไปด้วยกันหรือ ไม่มีทางเป็นไปได้!
ซ่งอวี้หน่วนขอบคุณเต๋อหมิงพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
เต๋อหมิงบอกว่าช่วงบ่ายยังต้องมีการประชุมต่อ แต่เป็นเพียงการประชุมเล็กๆ เพื่อหารือในรายละเอียดต่างๆ กันอีกครั้ง ตอนนี้เขาต้องไปรายงานความคืบหน้าให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อน
ก่อนจะเดินจากไป เขาหันมายิ้มให้ซ่งอวี้หน่วนแล้วถามขึ้น “เสี่ยวหน่วนเอ๊ย ได้ยินว่าเปิดเทอมนี้จะขึ้นมัธยมปลายแล้วนี่ ได้คิดไว้บ้างหรือยังว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหน”
“ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ ไว้ใกล้ๆ ค่อยตัดสินใจอีกที”
“ลุงว่าเธอเหมาะกับการสอบเข้าวิทยาลัยการทูตนะ ตั้งใจอ่านหนังสืออีกหน่อย ไม่แน่อาจจะสอบติดก็ได้”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยซินตงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เลิกคิ้วขึ้นมา
ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่ยิ้มรับ “คุณลุงเต๋อหมิงคะ หนูจะพยายามให้เต็มที่ค่ะ”
ทันทีที่พูดจบ เต๋อหมิงก็รู้สึกเสียใจขึ้นมานิดหน่อย ซ่งอวี้หน่วนฉลาดขนาดนี้คงจะฟังออกแน่ว่าเขากำลังชมว่าเธอเป็นคนพูดจาฉะฉาน แต่เขาก็คิดแบบนั้นจากใจจริง
คนที่มีความสามารถในการเรียบเรียงคำพูดได้อย่างทรงพลัง แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังสุขุมเยือกเย็นจนควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้นั้น หาได้ไม่ง่ายเลย
คำตอบของซ่งอวี้หน่วนทำให้เต๋อหมิงยิ้มกว้างอย่างจริงใจ “เสี่ยวหน่วน งั้นลุงขอตัวไปรายงานงานก่อนนะ”
ว่าแล้วเขาก็เดินออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว
แท้จริงแล้ว เซี่ยซินตงไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องของเซี่ยโป๋เหวินเลยแม้แต่น้อย เขากำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งอยู่ เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะไปหาผู้เฒ่าจี้
ถูกต้องแล้ว ผู้เฒ่าจี้ผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์ของเขาตามคำทำนายของเสี่ยวหน่วนนั่นแหละ แม้ว่าตอนนี้โอกาสนั้นจะไม่มีอีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเซี่ยซินตงจะไม่นับถือผู้เฒ่าจี้ในฐานะคนกันเอง
ซ่งอวี้หน่วนนำม้วนฟิล์มไปคืนให้ฉินว่างกับพวก ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี
บรรยากาศที่บ้านพักรับรองของอำเภอหนานซานในวันนี้คึกคักอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่เดินเข้าออกแต่ละคนล้วนดูเป็นบุคคลสำคัญทั้งสิ้น
ทางด้านซ่างกวนอวิ๋นฉี เธอสารภาพออกมาอย่างง่ายดายโดยไม่คิดจะแก้ตัว เธอยืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่เคยมีพฤติกรรมอื่นใดที่เป็นภัยต่อประเทศชาติ ต่อให้พี่ชายของเธอจะตกอยู่ในสภาพนี้ เธอก็รู้แค่บางเรื่องเกี่ยวกับเซี่ยซินตงเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นเธอไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
แต่เหล่าหลิวไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น เขาสนใจแค่ว่าเหตุการณ์รถม้าคลั่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอหรือไม่
ซ่างกวนอวิ๋นฉีคิดว่าแค่ยอมรับผิดเรื่องค้ามนุษย์เรื่องก็น่าจะจบ แต่คาดไม่ถึงว่าเหล่าหลิวจะไล่บี้เธอไม่ปล่อย
การสอบสวนเป็นไปอย่างราบรื่น แม้ว่าเธอจะหมดสติไปถึง 2 ครั้ง แต่ในทีมสืบสวนสอบสวนก็มีแพทย์ติดตามมาด้วยหลายคน ทั้งแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน เรียกได้ว่าผู้เฒ่าจี้ยังไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ แถมยังมีเว่ยชิงเหมยอยู่อีกทั้งคนด้วย
ในที่สุด ก่อนมื้อกลางวัน ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ยอมซัดทอดเหล่าฉีและเหล่าโต้วออกมา หมายจับจึงถูกออกในทันที ในขณะเดียวกันทางฝั่งปักกิ่งก็เริ่มจับตาดูครอบครัวของทั้งสองอย่างใกล้ชิด
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็ถูกคุมตัวกลับปักกิ่งไปเพียงลำพัง
สำหรับเรื่องสมุดบันทึกนั้น ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้อะไรเลย
เธอส่งม้วนฟิล์มคืนให้ฉินว่าง พลางบอกพวกเขาว่าเรื่องนี้ให้มันจบลงตรงนี้ แต่ถ้าในอนาคตยังคิดจะมายุ่งวุ่นวายอีกละก็ เธอคงไม่สุภาพเหมือนคราวนี้แน่
ฉินว่างอยากจะกลอกตาเสียให้รู้แล้วรู้รอด นี่น่ะเหรอที่เรียกว่าสุภาพ เล่นเอาพวกเขาแทบจะถูกถลกหนังเลาะกระดูกอยู่แล้ว แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น เขาก็ยังต้องฝืนยิ้มและกล่าวคำขอโทษออกไป
จะไม่ให้ยอมได้ยังไง แค่ท่าทีไม่สะทกสะท้านของเธอในห้องประชุม พวกเขาก็เทียบไม่ติดแล้ว
เซี่ยจื้อและเซี่ยลี่อิ๋งเดินทางไปพร้อมกับซ่างกวนอวิ๋นฉีด้วยรถไฟเที่ยวบ่าย
ส่วนเซี่ยโป๋เหวินนั้นกำลังกระวนกระวายใจอย่างหนัก หนึ่งคือเรื่องงาน เขาทำใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง และเตรียมใจพร้อมรับฟังคำด่าทอจากเซี่ยซินตง ว่าเขาเป็นพ่อที่ใจหมาใจไส้ระกำ ถึงขั้นซักซ้อมวิธีรับมือและยอมรับความผิดของตัวเองไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
จะให้เขานั่งงอมืองอเท้ารอวันตาย ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ก่อนเดินทางมาที่นี่ เซี่ยโป๋เหวินคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดน่าจะเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ คำตอบทุกอย่างล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว และไม่มีอะไรให้ต้องโต้เถียง ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายผิด ก็แค่ก้มหัวยอมรับความผิดแต่โดยดี ที่สำคัญคือการแสดงทัศนคติที่เหมาะสม เขาวางแผนกระทั่งคำพูดและคำตอบของตัวเองไว้หมดแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่าความจริงกลับตาลปัตรไปจากที่เขาจินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง
วินาทีที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีบีบคั้นซ่งอวี้หน่วนจนต้องเอ่ยถึงสมุดบันทึกเล่มนั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองจบสิ้นแล้ว
สู้ไม่ได้ อย่างน้อยในตอนนี้เขาสู้ไม่ได้
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น เขาจึงเลิกคิดที่จะทำอะไรให้เสียแรงเปล่า ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอันตรายยังไม่ผ่านพ้นไป ซ่างกวนเหิงไอ้สารเลวคนนั้นยังมีม้วนวิดีโออยู่ในมือ เรื่องนี้เขาต้องหาโอกาสคุยกับเสี่ยวหน่วนเป็นการส่วนตัว
และถึงแม้จะทำใจเรื่องที่จะถูกปลดจากตำแหน่งแล้ว เขาก็ยังต้องชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดกับทีมสืบสวนสอบสวนให้กระจ่าง
หลังจากที่เขาตำหนิและกำชับเซี่ยจื้ออย่างหนักหน่วงไปหนึ่งรอบ เขาก็เตรียมตัวไปหาซ่งอวี้หน่วนทันที
ขณะนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนกำลังพูดคุยอยู่กับซ่งเหลียงและนายอำเภอโค่วถึงเรื่องโรงงานเสื้อผ้าจือหลาน
เรื่องโรงงานได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว โดยขึ้นทะเบียนภายใต้หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอในปัจจุบัน ขั้นตอนต่อไปคือให้ที่ทำการกองพลน้อยอนุมัติที่ตั้งของโรงงาน แล้วจึงเริ่มดำเนินการรับสมัครคนงาน
ตอนที่ซ่งเหลียงมาถึง เรื่องวุ่นวายต่างๆ ก็ใกล้จะคลี่คลายแล้ว เขาไม่กล้ารบกวนจึงได้แต่ยืนรออยู่ด้านนอก ทำให้ยังไม่ทันได้ซักถามรายละเอียดใดๆ
พอได้ยินว่าจะต้องมีการอนุมัติที่ตั้งโรงงานใหม่ เขาก็ถึงกับยืนนิ่งไปชั่วครู่ นั่นหมายความว่า นอกจากที่ดินสำหรับสร้างบ้านแล้ว เขายังต้องหาที่ดินอีกผืนเพื่อสร้างโรงงานอย่างนั้นรึ แล้วจะไปหาเงินมาจากไหน
ฉู่จื่อโจวซึ่งอยู่ตรงนั้นด้วยเอ่ยขึ้น “ช่วงเริ่มต้น เราไม่จำเป็นต้องใช้อาคารที่หรูหราอะไรหรอกครับ เราแค่ดัดแปลงที่พักปัญญาชนสักหน่อยก็ใช้การได้แล้วครับ”
นายอำเภอโค่วเคยมาที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอครั้งหนึ่งแล้ว เขาแอบมากับฉู่จื่อโจวอย่างเงียบๆ โดยไม่ให้ชาวบ้านรู้ตัว ดังนั้นเขาจึงรู้จักที่พักปัญญาชนเป็นอย่างดี
เมื่อบ้านของตระกูลเซี่ยสร้างเสร็จ ที่นั่นก็จะเหลือเพียงปัญญาชนซุนอาศัยอยู่ หากเขาสอบผ่าน ที่พักก็จะว่างลงโดยสมบูรณ์ แต่หากสอบไม่ผ่าน ก็น่าจะถึงกำหนดที่เขาต้องเดินทางกลับเข้าเมืองอยู่ดี
ดังนั้น ที่พักปัญญาชนจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งจริงๆ
เรื่องนี้ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่รับฟัง เมื่อหันไปอีกทีก็เห็นกู้หวยอันกำลังจูงมือหมิงเซิ่งเดินอยู่ โดยที่หมิงเซิ่งเองก็จูงมือของจี้อิ๋งอิ๋งไว้เช่นกัน
สายตาของกู้หวยอันตวัดมองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ จากนั้นเขาก็พยักหน้าให้หัวหน้าเต๋อ แล้วจึงหันไปเอ่ยคำพูดเรียบๆ สองสามประโยคกับกลุ่มคนที่ตั้งใจเดินเข้ามาทักทายเขา ก่อนจะเดินตรงไปยังประตูทางออกของบ้านพักรับรอง
ซ่งอวี้หน่วน “...” ‘จูงมือน้องชายฉันไป ก็แค่ต้องการให้ฉันตามไปไม่ใช่หรือไง ได้เลย ฉันจะยอมเดินเข้ากับดักของพี่ก็ได้’
หญิงสาวหันกลับไปมองภาพบรรยากาศรอบตัว
ทั้งในลานกว้างและห้องโถงใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา นายอำเภอโค่วจัดการเรื่องต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาเตรียมอาหารกลางวันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะไม่ใช่มื้ออาหารที่หรูหราเลิศรส แต่มาตรฐานก็ถือว่าดีมาก
ตอนนี้เป็นช่วงที่ผักผลไม้อุดมสมบูรณ์ แถมยังมีแตงโมที่สุกก่อนฤดู ซึ่งถูกนำไปแช่ไว้ในบ่อน้ำจนเย็นจัด แค่กัดเข้าไปคำเดียวก็สัมผัสได้ถึงรสชาติหวานฉ่ำชื่นใจไปทั่วทั้งปาก สดชื่นจนหาที่เปรียบไม่ได้
เดิมทีนายอำเภอโค่วก็มาจากปักกิ่ง ในบรรดาแขกเหรื่อเหล่านี้จึงมีทั้งคนที่เขารู้จักและไม่รู้จัก เขามีมิตรสหายมากมาย และแน่นอนว่ารวมถึงคนจากตระกูลเฉียนที่น่ารำคาญด้วย
เขาจึงถือโอกาสอาศัยบารมีของเซี่ยซินตงในการจัดการต้อนรับขับสู้ให้ดีที่สุด หวังว่าอาจจะมีเรื่องดีๆ ที่ไม่คาดฝันตามมา
และแล้ว โชคดีที่ไม่คาดฝันก็มาถึงจริงๆ
แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ก็แทบจะแน่นอนแล้วว่าอำเภอหนานซานกำลังจะมีโรงงานผลิตยาเป็นของตัวเอง
[จบบท]