บทที่ 277: เรื่องส่วนตัวของผม
เรื่องแบบนี้ถ้าไม่ไปหาผู้ใหญ่บ้านหรือสหพันธ์สตรี ก็มีแต่ต้องเปิดศึกกับคนที่บ้านให้รู้แล้วรู้รอดไปข้างหนึ่ง
ซ่งอวี้หน่วนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอว่า “ฉันมีวิธีหนึ่งนะ แต่ก็ไม่เชิงว่าเป็นทางออกที่ดีนัก แล้วพวกเธอก็ต้องใช้เงินด้วย”
“ฉันไม่มีเงินหรอกนะ” โจวเสี่ยวฮวาบอก
“ฟังฉันก่อนนะ เราไปสมัครงานกันก่อนเลย ถ้าพวกเธอสองคนได้งานทำ ทั้งคู่ก็จะมีเงินเดือนช่วง 3 เดือนแรกอยู่ที่คนละ 28 หยวน พอผ่านช่วงทดลองงานก็จะปรับขึ้นเป็นเดือนละ 35 หยวน สวัสดิการอื่นๆ ก็จะเหมือนกับโรงงานในอำเภอ เท่ากับว่าในแต่ละเดือนพวกเธอสองคนจะหาเงินได้รวมกันถึง 56 หยวนเลยนะ”
ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วถามต่อ “ถ้าให้พวกเธอยอมสละเงินเดือนให้ที่บ้าน พวกเธอจะยอมไหม”
“เรื่องนั้น…มันก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้วนี่” โจวเสี่ยวฮวาตอบ
โจวเสี่ยวเจวียนพูดเสริมขึ้นมาเสียงเบา “ตอนนี้เรายังไม่ได้แยกบ้านกันเลย ที่ผ่านมาคะแนนงานทั้งหมดที่เราทำได้ก็ให้ที่บ้านไปหมด เราไม่เคยได้เห็นเงินจริงๆ เลยสักครั้งเดียว ไหนจะเงินที่ได้จากการขายหมวกฟางล่าสุดอีก ทุกอย่างก็อยู่ที่ย่าหมดเลย”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับรู้ “ถ้างั้นก็เอาแบบนี้ พวกเธอแต่ละคนให้เงินที่บ้านเดือนละ 15 หยวน ส่วนที่เหลืออีก 13 หยวนก็เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว เท่ากับว่าย่าของพวกเธอไม่ต้องทำอะไรเลยก็จะมีเงินเข้าบ้านทุกเดือนถึง 30 หยวน ซึ่งมันเกือบจะเท่ากับเงินเดือนของคนงานเก่าแก่ในอำเภอ แต่ถ้าพวกเธอแต่งงานออกไป ที่บ้านก็จะไม่ได้เงินสักหยวนเดียว พวกเธอต้องไปพูดกับท่านแบบนี้...”
สองพี่น้องตระกูลโจวฟังแผนการของซ่งอวี้หน่วนอย่างตะลึงงัน
“จริงๆ แล้วฉันก็เห็นใจคุณอาของพวกเธอนะ ชีวิตของท่านถูกทำลายไปทั้งชีวิตเลย แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแม่ของพวกเธอหรือพวกเธอทั้ง 6 คนเลยสักนิด มันเป็นความรับผิดชอบของย่ากับพ่อของพวกเธอต่างหาก ทำไมต้องมาลงที่พวกเธอด้วย” ซ่งอวี้หน่วนกล่าว
สองพี่น้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
โจวเสี่ยวฮวาพูดขึ้นมาอย่างเข้าใจในทันที “ฉันจะใช้เงินเดือนเป็นเหยื่อล่อให้ย่าไม่จับฉันแต่งงานส่งเดช”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองโจวเสี่ยวฮวาด้วยความประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าจะปรับตัวได้เร็วขนาดนี้ เรียกได้ว่าเรียนรู้ปุ๊บก็นำไปใช้ได้ปั๊บเลย
ทว่าโจวเสี่ยวเจวียนกลับมีสีหน้าตื่นตระหนก “แล้วฉันล่ะจะทำยังไงดี”
“ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก วันแต่งงานของเธอยังเหลืออีกตั้งครึ่งปีไม่ใช่เหรอ ถึงตอนนั้นค่อยหาทางกันอีกทีก็ได้” ซ่งอวี้หน่วนปลอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น สองพี่น้องก็พลันโล่งใจ ก่อนจะรีบเดินตามซ่งอวี้หน่วนไปสมัครงานด้วยกัน
***
เมื่อรัตติกาลมาเยือน เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ต่างก็ทยอยเดินทางออกจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจนหมด เหลือเพียงกู้จินที่ยังไม่ได้กลับ เขาเพิ่งโทรศัพท์กลับไปที่บ้านจึงได้ทราบข่าวว่าเฉียนอันน่ากำลังเดินทางมาที่อำเภอหนานซาน และคาดว่าจะมาถึงในบ่ายวันพรุ่งนี้
กู้จินไม่ได้มีอคติอะไรกับเฉียนอันน่า ตรงกันข้าม เขายอมรับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมมาก ทั้งยังอ่อนโยน สุขุม และดูสง่างาม
แต่การที่เธออุตส่าห์เดินทางมาถึงอำเภอหนานซานด้วยตัวเองแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของเธอคือซ่งอวี้หน่วน
แล้วหลานชายตัวดีของเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
ทำไมเขาถึงเดาใจหลานคนนี้ไม่ออกเลย
อีกอย่าง ครอบครัวซ่งก็ดูไม่เหมือนพวกที่คิดจะไต่เต้าด้วยการเกาะเกี่ยวผู้มีอำนาจเลยสักนิด
กู้จินจึงตัดสินใจไปหากู้หวยอัน และเปิดประเด็นกับหลานชายตรงๆ “เฉียนอันน่ากำลังจะมา แต่ดูเหมือนว่าเธอจะมาอย่างลับๆ”
กู้หวยอันขมวดคิ้วมุ่น “เฉียนอันน่า คือใครครับ”
กู้จินถึงกับไปไม่เป็น “ก็...หนึ่งในผู้หญิงที่อยู่ในรายชื่อของปู่เธอน่ะสิ”
“ไม่รู้จักครับ” กู้หวยอันตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“...งั้นอาขอถามหน่อยได้ไหม ว่าเธอกับซ่งอวี้หน่วนน่ะเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่”
“ไม่ได้ครับ!”
“...แต่ว่าพวกเธอ...”
“พวกเราทำไมเหรอครับ หมิงเซิ่งเรียกผมว่าพี่ชาย ส่วนพี่สาวเขาก็เรียกผมว่าพี่หวยอัน แบบนี้มันมีปัญหาตรงไหนงั้นเหรอครับ”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแววตาที่ดำขลับและเย็นเยียบของหลานชาย กู้จินก็รีบปฏิเสธ “ไม่มีปัญหา”
กู้หวยอันเหลือบมองอารองของเขาแวบหนึ่ง “อารองครับ เรื่องสำคัญต้องมาก่อน ส่วนเรื่องส่วนตัวของผม ไม่ต้องให้คุณอาเป็นห่วงหรอกครับ”
คำพูดนั้นทำเอากู้จินโกรธจนต้องถลึงตาใส่ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปทันที
คิ้วเรียวของกู้หวยอันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย มือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาของเขาทอดมองไปยังทิศทางของบ้านตระกูลซ่ง
ค่ำคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสาดส่องแสงนวลใยอาบไล้ไปทั่วทั้งหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ แม้ว่าในยามค่ำคืนของฤดูร้อนจะไม่ได้เงียบสงบนัก แต่เขากลับรู้สึกว่าในใจนั้นสงบสุขอย่างน่าประหลาด
ขณะเดียวกัน ที่บ้านตระกูลซ่ง ซ่งอวี้หน่วนกำลังนั่งอยู่ใต้แสงตะเกียง เธอมองดูกระเป๋าสตางค์และสมุดบัญชีเงินฝากของตัวเองด้วยรอยยิ้ม ครั้งนี้เธอได้รับทั้งเงินรางวัล เกียรติบัตร และบัตรพนักงานมาด้วย
ช่วงนี้เธอไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไร ในสมุดบัญชีเงินฝากจึงมีเงินเก็บอยู่กว่า 4,000 หยวน และในกระเป๋าสตางค์ก็ยังมีอีกกว่า 100 หยวน เงินก้อนนี้มีที่มาจากเงินรางวัลและค่าต้นฉบับ ซึ่งในยุคนี้ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว
หากปล่อยเงินก้อนนี้ทิ้งไว้ในสมุดบัญชีเฉยๆ อีก 10 ปีข้างหน้ามูลค่าของมันคงลดลงจนน่าใจหายแน่
เธอต้องไตร่ตรองให้ดีว่าจะเปลี่ยนเงินสดก้อนนี้ให้เป็นสินทรัพย์อะไรดี
จริงๆ แล้ว การสะสมของเก่าหรือทองคำก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่การจะทำแบบนั้นได้ต้องมีช่องทางและคนรู้จักในแวดวง ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องยาก
ทางเลือกอื่นก็คือการซื้อบ้าน หรือไม่ก็ลงทุนในโรงงานเสื้อผ้าของครอบครัวตัวเอง
ซ่งอวี้หน่วนหันไปถามน้องชาย “หมิงเซิ่ง คฑาหยกยู่อี่ของนายยังหลับอยู่หรือเปล่า เอาออกมาให้พี่ดูหน่อยสิ”
ว่าแล้วเธอก็หยิบห่อผ้าออกมาจากลิ้นชัก เมื่อคลี่ผ้าที่ห่อไว้ออกทีละชั้น ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “ทำไมรอยด่างบนนี้หายไปหมดแล้วล่ะ”
หมิงเซิ่งรีบอธิบาย “คุณปู่บอกว่าจะจัดการให้ครับ ท่านเอาผงยามาผสมกับน้ำแล้วก็เอาคฑาหยกลงไปแช่ ปู่บอกว่าเคยเรียนรู้วิธีนี้มาจากร้านหยกตอนหนุ่มๆ แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ใช้อีกเลย จนเกือบจะลืมไปแล้ว”
บัดนี้ คฑาหยกยู่อี่ในมือของเธอกลับมาดูสะอาดสะอ้านงดงามดังเดิม
นี่หมายความว่าหลินฉิงน่าจะถูกหลอก คนที่แนะนำให้เธอทำลายคฑาหยกอันที่จริงแล้วรู้วิธีแก้ไข และคนคนนั้นก็อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวของหลินฉิง
พรุ่งนี้เธอต้องไปถามคุณปู่ให้ได้ว่าร้านหยกที่ท่านเคยทำงานนั้นเป็นของใคร
ในเมื่อตอนนี้มีเงินอยู่ในมือแล้ว เธอก็ต้องวางแผนการลงทุนให้รอบคอบ
อ้อ จริงสิ พรุ่งนี้เธอยังมีนัดกับโจวเสี่ยวฮวา ต้องไปช่วยกันจัดเคาน์เตอร์ที่ห้างสรรพสินค้าไป่ฮั่วอีก ตอนนี้ที่บ้านก็มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าสะพายข้าง และกิ๊บดอกไม้ที่ผลิตเก็บไว้เป็นจำนวนมาก
ส่วนผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลินได้เดินทางกลับเทศมณฑลไปแล้ว แต่ก่อนไปก็ได้ส่งสินค้าล็อตแรกมูลค่า 500 หยวนไปให้หลิวเหวิน โดยคละสินค้าไปให้เขาอย่างละนิดอย่างละหน่อย ครั้งนี้จะช่วยให้พวกเขามีเงินสดหมุนเวียนเข้ามาส่วนหนึ่ง ส่วนครั้งต่อไปก็ค่อยให้เขาจ่ายค่าสินค้าล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง
ซ่งอวี้หน่วนกำชับน้องชายตัวน้อยให้เก็บคฑาหยกยู่อี่ไว้ในที่ปลอดภัย และห้ามให้คนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเห็นเป็นอันขาด
หมิงเซิ่งน้อยรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะเอ่ยถามพี่สาวด้วยแววตาเป็นประกายว่าพรุ่งนี้จะออกไปเล่นข้างนอกอีกไหม
คำถามนั้นทำให้ซ่งอวี้หน่วนนึกขึ้นได้ว่า หลังอาหารเย็นกู้หวยอันเพิ่งจะบอกเธอว่าพรุ่งนี้ช่วงบ่ายเขาว่าง และเธอสามารถเอารถของเขาไปขับเล่นได้
เธอจึงแกล้งบอกน้องชายไป “พรุ่งนี้เราจะทำงานกันที่บ้าน ไม่ไปไหนทั้งนั้น รีบนอนได้แล้ว”
เด็กน้อยกลอกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ พี่สาวต้องแอบไปขับรถเล่นกับพี่ชายแน่ๆ พรุ่งนี้เขาจะต้องตามพี่สาวไปให้ได้
เฮ้อ เขาช่างเป็นเด็กฉลาดแสนซนจริงๆ
***
หลังจากที่ทีมสืบสวนสอบสวนเดินทางกลับไป หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่วุ่นวายในทันที
เริ่มจากการก่อตั้งโรงงานเสื้อผ้าจือหลานอย่างเป็นทางการ ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการและป้ายชื่อโรงงานต่างก็เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว
ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านเพิ่งจะมารู้ความจริงเอาตอนนี้เองว่า ถึงซ่งเหลียงไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแต่ก็ได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้อำนวยการโรงงานแทน
โรงงานได้เริ่มประกาศรับสมัครคนงาน โดยจะดัดแปลงที่พักปัญญาชนให้กลายเป็นโรงงาน และจะรับสมัครคนงานจากคนในหมู่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นกิจการที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนรวม สวัสดิการของคนงานจึงดีเยี่ยม ในช่วงแรกนี้จะเปิดรับสมัครทั้งหมด 20 ตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ฉู่จื่อโจวก็ได้อนุมัติที่ดินสำหรับสร้างบ้านให้กับครอบครัวของเซี่ยซินตงเรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นเคยเป็นของครัวเรือนไร้ทายาทคนหนึ่งในหมู่บ้าน แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตไป ที่ดินก็ถูกปล่อยให้รกร้าง ทางอำเภอจึงได้จัดหาวัสดุก่อสร้างมาให้
ในช่วงเช้า กู้หวยอันได้พาเซี่ยซินตงไปที่ห้องปฏิบัติการของฐานทัพทดสอบการบิน เพื่อจัดระบบการทำงานใหม่ทั้งหมดตามคำแนะนำของเซี่ยซินตง โดยมีผู้เฒ่ากงที่ยังไม่ได้เดินทางกลับคอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง
พอถึงช่วงบ่าย กู้หวยอันจึงพาซ่งอวี้หน่วนไปขับรถเล่น แน่นอนว่าหมิงเซิ่งน้อยก็ขอตามไปด้วย เขานั่งอยู่เบาะหลังอย่างมีความสุข
ซ่งหมิงโปเองก็อยากจะไปด้วยใจจะขาด แต่ติดที่ว่าเรื่องหยุมหยิมที่บ้านนั้นมีมากเกินกว่าจะปลีกตัวไปไหนได้
ดูเหมือนว่าในบ้านจะมีเพียงซ่งอวี้หน่วนและซ่งหมิงเซิ่งเท่านั้นที่เป็นคนว่างงาน
กู้หวยอันขับรถไปได้สักพักเพื่อให้ซ่งอวี้หน่วนคุ้นเคยกับเส้นทางและตัวรถ จากนั้นเขาก็จอดรถข้างทางแล้วบอกให้เธอสลับไปนั่งฝั่งคนขับ ส่วนเขาจะย้ายไปนั่งเป็นเพื่อนข้างๆ
แต่ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้ก้าวขึ้นรถ ก็มีรถจี๊ปอีกคันขับสวนมาจอดอยู่ไม่ไกล
ทว่ากลับไม่มีใครก้าวลงมาจากรถเลยแม้แต่คนเดียว
[จบบท]