บทที่ 281: ศิษย์พี่หญิงสู่ตำแหน่งภรรยาอาจารย์
เสี่ยวตี๋จื่อมองตามรถม้าของซ่งอวี้หน่วนจนลับหัวมุมซอยไปแล้ว จึงหันมาร้องทุกข์กับผู้เฒ่าจี้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“อาจารย์ครับ ท่านดูสิครับ เด็กคนนั้นช่างใจดำสิ้นดี ที่ผ่านมาผมดีกับเธอจะตาย แต่กลับมาสงสัยผมนี่นะ จะสงสัยใครก็ได้แต่ไม่ใช่ผมสิครับ ผมเป็นคนยังไงอาจารย์ก็น่าจะรู้ดีที่สุดนี่ครับ อาจารย์อย่าไปฟังเสี่ยวหน่วนพูดจาไร้สาระเลยนะครับ คราวหน้าถ้าเธอมาอีก ผมจะไม่เปิดประตูให้แล้ว คอยดู!”
แต่เดิมในใจของผู้เฒ่าจี้มีแต่ความมืดมน แต่พอถูกซ่งอวี้หน่วนกวนประสาทเข้าหน่อย กลับรู้สึกว่าผ่อนคลายลงไปได้บ้าง
เขารู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนจงใจทำแบบนี้…จงใจเพื่อไม่ให้เขาสติเตลิดไปไกล
เว่ยชิงเหมยคือคนที่ทำร้ายลูกสาวของเขา ทุกครั้งที่ภาพนั้นผุดขึ้นมาในหัว หัวใจของเขาก็ปวดร้าวจนแทบหายใจไม่ออก
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าลูกสาวที่อายุเพียง 17 ปี เท่าๆ กับเสี่ยวหน่วนในตอนนี้ ตอนที่เธอถูกโยนลงจากหน้าผาจนสมองได้รับบาดเจ็บ ความทรงจำเลือนหายไปจนจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครหรือบ้านอยู่ที่ไหน ช่วงเวลาที่ต้องระหกระเหินอยู่อย่างไร้จุดหมาย เธอจะเอาแต่ร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมากแค่ไหน
ลูกสาวของเขาที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยต้องมาลำบากลำบนอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
เว่ยชิงเหมย มันน่าตายนัก!
ผู้เฒ่าจี้เก็บซ่อนแววตาอำมหิตไว้ภายใต้ความสงบนิ่ง แล้วหันไปพูดกับเสี่ยวตี๋จื่อที่ยังคงโวยวายไม่หยุดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ถ้างั้นนายก็ลองว่ามาสิ ว่าซินอี๋หายตัวไปได้ยังไง”
เสี่ยวตี๋จื่อรีบปิดประตูลงกลอน
เขายืนสงบนิ่งอยู่กลางลานบ้าน ปรับเปลี่ยนสีหน้าจากที่น้อยใจเมื่อครู่ให้กลับมาจริงจังดังเดิม หลังจากใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ ก็เริ่มอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน “ถึงผมจะไม่มีหลักฐาน แต่ผมเรียนรู้วิธีการตัดตัวเลือกแบบพิเศษมาจากเสี่ยวหน่วนแล้วครับ”
“อาจารย์น่าจะจำได้ดีว่าตอนนั้นพวกเราปฏิบัติกับศิษย์พี่หญิงยังไง พวกศิษย์พี่ทุกคนก็รักและเอ็นดูศิษย์พี่หญิงเหมือนน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง
“แต่ความสัมพันธ์ของเว่ยชิงเหมยกับศิษย์พี่หญิงกลับอยู่ในระดับธรรมดา แถมสองคนนั้นยังเคยมีปากเสียงกันด้วย”
พอพูดถึงตรงนี้ เสี่ยวตี๋จื่อก็ชำเลืองมองใบหน้าเคร่งขรึมของอาจารย์ ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดต่อ “อาจารย์ครับ เรื่องที่เว่ยชิงเหมยคิดยังไงกับท่าน จริงๆ แล้วพวกเราทุกคนรู้ดีกันทั้งนั้น คำถามคือ แล้วศิษย์พี่หญิงรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า”
“ถ้าเธอรู้ขึ้นมา เธอจะไปพบเว่ยชิงเหมยไหมครับ เพราะยังไงเธอก็ต้องปกป้องแม่ของตัวเองอยู่แล้ว แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมที่เว่ยชิงเหมยจะโกรธจนหน้ามืด พูดจายั่วยุศิษย์พี่หญิง หรืออาจจะถึงขั้นพลั้งมือทำอะไรลงไป…”
“ก็ลองคิดดูสิครับ ถ้าศิษย์พี่หญิงหายตัวไป ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ส่วนภรรยาอาจารย์ก็สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เว่ยชิงเหมยก็จะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้อยู่ใกล้ชิดท่าน บางทีเมื่อไม่มีก้างขวางคอแล้ว เธอก็อาจจะเลื่อนสถานะจากศิษย์พี่หญิงมาเป็นภรรยาอาจารย์ก็ได้... โอ๊ย! อาจารย์ครับ ท่านตีผมทำไม อ๊าาา... เสี่ยวหน่วนนน มาช่วยอาด้วย!”
ตอนแรกก็ยังพูดจาดูมีหลักการดีอยู่หรอก แต่พอติดลมเข้าหน่อยก็เริ่มจะพูดจาเลอะเทอะไปกันใหญ่ ผู้เฒ่าจี้ทนฟังไม่ไหว คว้าท่อนไม้ใกล้ตัวไล่หวดเสี่ยวตี๋จื่อที่ร้องโอดโอยพลางยกมือกุมหัววิ่งหนีอุตลุดไปรอบลานบ้าน
เพิ่งจะมานึกถึงเสี่ยวหน่วนก็ตอนนี้แหละ
ผู้เฒ่าจี้ลดท่อนไม้ในมือลง กำมันไว้แน่น ดวงตาสะท้อนความเสียใจและเจ็บปวดรวดร้าวออกมาอย่างชัดเจน
ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกสาวต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
ผู้เฒ่าจี้จ้องเสี่ยวตี๋จื่อนิ่ง แล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ในเมื่อรู้แล้ว ก็หุบปากของนายไว้ซะ!”
เสี่ยวตี๋จื่อที่กำลังวิ่งหนีอยู่ถึงกับหยุดชะงัก เขาสบตากับอาจารย์ของตัวเองแล้วหัวใจก็พลันกระตุกวูบ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
หรือว่า... การหายตัวไปของศิษย์พี่หญิงจะเกี่ยวข้องกับเว่ยชิงเหมยจริงๆ
เพียงแค่คิด หัวใจของเสี่ยวตี๋จื่อก็หนักอึ้งและดิ่งลึกลงไปทันที
***
ในเวลาเดียวกันนั้น ณ บ้านตระกูลเซี่ยในปักกิ่ง
บรรยากาศภายในบ้านตึงเครียดยิ่งนัก นอกจากซ่างกวนอวิ๋นฉีที่ถูกควบคุมตัวไปสอบสวนแล้ว สมาชิกคนอื่นๆ ของบ้านก็อยู่กันพร้อมหน้า ซึ่งก็รวมถึงซ่างกวนหว่านที่เอาแต่นั่งเงียบขรึมไม่พูดไม่จาด้วย
เธอเพิ่งวางสายโทรศัพท์ ที่ปลายสายแจ้งว่านายน้อยรองจงเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกแล้ว และยืนกรานเสียงแข็งว่าจะต้องแต่งงานกับเธอให้ได้ พ่อของเธอจนปัญญาจะรับมือ ทั้งยังไม่อยากให้เธอกลับไปเผชิญหน้า แต่ก็ไม่ต้องการให้เธอทำตามคำสั่งของเซี่ยโป๋เหวินเช่นกัน
ทางออกสุดท้ายที่พอจะนึกได้ ก็คือให้เธอแกล้งป่วยเสีย
แล้วเธอจะแกล้งป่วยได้ยังไงกันล่ะ
ตอนนี้บ้านตระกูลเซี่ยตกอยู่ในสภาพนี้ คุณป้าเองก็ถูกจับตัวไปแล้ว ท่าทีของทุกคนในบ้านที่มีต่อเธอก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ขนาดเซี่ยลี่อิ๋งที่เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ยังอาละวาดพูดจาแดกดันกระทบกระเทียบ ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงก็คือเธอ
แล้วเธอจะทำอะไรได้
ซ่างกวนหว่านทำได้เพียงขมวดคิ้วนิ่งอยู่ในมุมของตัวเอง คุณลุงเพิ่งจะบอกกับเธอว่าหนทางเดียวที่จะเลี่ยงการแต่งงานกับตระกูลจงได้ก็คือต้องย้ายทะเบียนบ้านมาขึ้นกับครอบครัวของเขาเสีย ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว
เมื่อย้ายมาแล้ว เขาก็จะช่วยจัดหางานให้ที่นี่
แต่ในใจของเธอ เธอไม่ต้องการทำแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
มันไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆ หรือ
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็ตึงเครียดและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
เซี่ยโป๋เหวินกวาดสายตามองลูกๆ ของเขาทุกคน ลูกชาย 3 คน และลูกสาวอีก 1 คน
ลูกชายคนโตกับคนรองต่างก็แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว
เซี่ยหมิงมีลูก 2 คน ส่วนเซี่ยเฉิงมี 1 คน ตอนนี้หลานๆ ทั้งสามคนกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ชั้นบน โดยมีเซี่ยโยวโยวคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ลูกสะใภ้ทั้งสองคนก็นั่งรวมกันอยู่ชั้นล่าง
เกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ พวกเธอคงไม่กล้าที่จะไม่มา
ภรรยาของเซี่ยหมิงมีชื่อว่าผังเสี่ยวหมิ่น ส่วนภรรยาของเซี่ยเฉิงคือหลิ่วฮุ่ยฉิน
ปกติแล้วทั้งสองคนไม่ได้สนิทสนมกับซ่างกวนอวิ๋นฉีเท่าไหร่นัก แต่โชคดีที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน จึงยังสามารถรักษามิตรภาพจอมปลอมเอาไว้ได้
ตอนแรกพวกเธอยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่ตอนนี้กลับรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่างแล้ว ความคิดที่มีต่อแม่สามีคนนี้จึงย่ำแย่ลงอย่างมาก
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อซ่างกวนอวิ๋นฉีก็คือแม่แท้ๆ ของสามี ยังไงก็หนีไม่พ้นต้องเจอหน้ากันอยู่ดี จะให้แสดงท่าทีดูถูกเหยียดหยามต่อหน้าสามีก็คงทำไม่ได้
ทว่าในใจลึกๆ แล้วคิดอย่างไรนั้น ก็มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่รู้
พวกเธอไม่อยากจะมานั่งอยู่ในสถานการณ์ชวนอึดอัดแบบนี้เลย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ผังเสี่ยวหมิ่นในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่จึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน
“เราจะยื่นเรื่องขอประกันตัวคุณแม่ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ไม่ได้เหรอคะ”
เซี่ยหมิงหันไปมองภรรยาด้วยความรู้สึกขอบคุณ ในขณะที่ผังเสี่ยวหมิ่นได้แต่เบ้ปากในใจ แม่ของเธอน่ะไม่ชอบหน้าซ่างกวนอวิ๋นฉีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ท่านบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพวกเนรคุณ พอมีชีวิตสุขสบายดีแล้วก็ไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มี แถมยังเป็นคนเสแสร้ง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีกด้วย
ก็คงมีแต่พ่อสามีของเธอนี่แหละที่หลงใหลได้ปลื้มอยู่คนเดียว
ถ้าจะพูดให้ถูก เซี่ยโป๋เหวินก็สมควรโดนแบบนี้แล้ว เป็นคนโง่ที่ยอมให้เขาหลอกใช้ พอเกิดเรื่องขึ้น แม่ของเธอก็เต้นผาง บอกว่าพ่อสามีของเธอก็คงจะเลวพอๆ กันนั่นแหละ พร้อมกับกำชับให้เธอจับตาดูเซี่ยหมิงให้ดี ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ อย่าได้ทำอะไรโง่ๆ ลงไปเป็นอันขาด
เพราะไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่กำลังจับจ้องการกระทำของพวกเขาอยู่
ยังไม่ทันที่เซี่ยโป๋เหวินจะได้เอ่ยปาก เซี่ยลี่อิ๋งก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ก็รู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ พี่จะพูดขึ้นมาทำไม”
ผังเสี่ยวหมิ่น “...”
เธอขี้เกียจจะเสียเวลาต่อปากต่อคำกับน้องสามี จึงเลือกที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่น
เซี่ยเฉิงจึงเอ่ยถามขึ้น “พ่อครับ แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงกันดี”
“รอผลการตัดสิน” เซี่ยโป๋เหวินตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง “พ่อเรียกพวกแกมาวันนี้ ไม่ใช่เพื่อหาทางออก แต่เพื่อมาเตือนสติ แม่ของพวกแกทำผิดกฎหมาย เธอทำเรื่องที่ผิดพลาดลงไปแล้ว ตอนนี้ทางผู้เสียหายเมตตาไม่เอาเรื่องให้ถึงที่สุด พวกแกก็ควรจะดีใจได้แล้ว”
เขาหัวเราะหยัน “อย่ามาทำหน้าแบบนั้นให้พ่อเห็น แต่ไหนแต่ไรมา เซี่ยซินตงไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับพวกแก และก็ไม่เกี่ยวกับพ่อ เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่บริสุทธิ์คนหนึ่ง เมื่อก่อนไม่เคยเห็นหัวพวกเขา ทำเหมือนพวกเขาตายไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับอยากจะให้เรื่องนี้กลายเป็นแค่เรื่องในครอบครัว ใครให้ความกล้าพวกแกมาฮึ”
ใบหน้าของเซี่ยหมิงแดงก่ำขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าพ่อกำลังตำหนิเขาอยู่ เพราะเขาคือคนที่เสนอความคิดนี้กับพ่อเอง โดยหวังว่าหากทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงเรื่องในครอบครัว ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะลดน้อยลง
แต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยโป๋เหวินไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เซี่ยโป๋เหวินไม่อยากจะฟังความเห็นของใครอีกแล้ว เขาแค่ต้องการเตือนสติทุกคน ว่าอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลาลงไป
“โดยเฉพาะเซี่ยจื้อกับเซี่ยลี่อิ๋ง พวกแกสองคน ครั้งนี้กลับมาอย่างเสียหน้า ก็น่าจะรู้ซึ้งแล้วว่าเซี่ยซินตงกับซ่งอวี้หน่วนเป็นคนแบบไหน อย่าทำอะไรที่มันเกินตัว และเลิกคิดแผนการสกปรกได้แล้ว ใครมีหน้าที่ไปทำงานก็ไป ใครมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป เรื่องพวกนี้พวกแกไม่รู้อะไรทั้งนั้น ต่อให้มีการสอบสวนขึ้นมา มันก็ไม่เกี่ยวกับพวกแก”
“ส่วนความคิดที่จะแก้แค้นน่ะ เลิกคิดไปได้เลย ไม่อย่างนั้น ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยพวกแกไม่ได้”
[จบบท]