บทที่ 284: กล่าวต่อหน้าทุกคน
ซ่งอวี้หน่วนเดินตรงไปยังโต๊ะของคณะกรรมการหมู่บ้านด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย แต่แทนที่จะนั่งลง เธอกลับเลือกที่จะยืนเผชิญหน้ากับทุกคน
ซ่งเหลียงกับภรรยาได้แต่สบตากันอย่างสงสัยว่าลูกสาวคิดจะพูดอะไร
แม้จะอายุยังน้อย แต่ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของเธอกลับไม่แสดงความประหม่าออกมาเลยแม้แต่น้อยเมื่อต้องยืนอยู่ต่อหน้าคนมากมาย
“ที่ผ่านมามีคนมาถามฉันบ่อยๆ ว่าจะเปิดรับสมัครคนงานรอบที่ 2 เมื่อไหร่ แล้วก็มีคำถามว่าทำไมถึงเลือกคนนั้น ทำไมถึงไม่เลือกคนนี้ วันนี้ฉันเลยจะขอตอบคำถามทั้งหมดให้ทุกคนหายสงสัยตรงนี้เลยค่ะ”
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของฉู่จื่อโจว ต่อไปเขาคงต้องเรียกเธอว่าผู้จัดการเสี่ยวซ่งแล้วกระมัง
พอได้ยินแบบนั้น เสียงชาวบ้านก็ดังขึ้นมาทันที
“ใช่เลยเสี่ยวหน่วน แล้วจะรับสมัครอีกเมื่อไหร่ล่ะ”
“ฉันก็ตัดเย็บเสื้อผ้าเก่งนะเสี่ยวหน่วน”
“ฉันปักผ้าเป็นด้วยนะ”
ซ่งอวี้หน่วนยกมือทั้งสองข้างขึ้นแล้วกดลงช้าๆ แม้จะเป็นท่าทางที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน แต่ก็น่าแปลกที่ทุกคนกลับเข้าใจความหมายของมันเป็นอย่างดี
ย่าซ่งกระซิบกับยายซุนที่นั่งอยู่ข้างๆ “เงียบๆ ก่อน ฟังเสี่ยวหน่วนของฉันพูด”
ยายซุนทำท่าอยากจะเบะปาก แต่พอเห็นสายตาของซ่งอวี้หน่วนที่เหมือนจะมองมาทางนี้ ก็รีบเปลี่ยนเป็นส่งยิ้มให้ทันที บรรยากาศในโรงอาหารใหญ่จึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ฉู่จื่อโจวอดรู้สึกทึ่งในตัวซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ เด็กคนนี้มีบารมีน่าเกรงขามไม่เบาเลย
น้ำเสียงที่ใสกังวานของซ่งอี้หน่วนดังไปไกลจนถึงหูของกู้หวยอันที่เพิ่งก้าวลงจากรถซึ่งจอดอยู่หน้ากองพลน้อยพอดี เขามาพร้อมกับเซี่ยซินตงและผู้เฒ่ากง หลังจากที่เพิ่งกลับมาจากห้องปฏิบัติการทางเภสัชกรรมของฐานทัพ
“การรับสมัครคนงานรอบที่ 2 จะเริ่มหลังฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงค่ะ เงื่อนไขยังคงเหมือนเดิม แต่อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อย โดยเบื้องต้นจะรับสมัครคนอายุไม่เกิน 40 ปี ไม่จำกัดเพศ แต่ต้องมีฝีมือและมีพื้นฐานด้านการตัดเย็บอยู่บ้าง และครั้งนี้เราจะให้ความสำคัญกับครอบครัวที่ฐานะลำบากเป็นอันดับแรกค่ะ”
ชาวบ้านต่างพยักหน้าเห็นพ้องต้องกันเป็นเสียงเดียว “ถูกแล้ว ต้องแบบนี้แหละ”
แต่แล้วซ่งอวี้หน่วนก็เปลี่ยนเรื่องพูดกะทันหัน “จริงๆ แล้ว สิ่งที่ฉันอยากจะพูดคือเรื่องการพัฒนาของหมู่บ้านเราในตอนนี้ค่ะ อยากให้ทุกคนลองนึกย้อนกลับไปดูว่าเมื่อก่อนเราเป็นยังไง แล้วตอนนี้เราเป็นยังไงบ้าง”
“สภาพความเป็นอยู่และจิตใจของคนในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอดีขึ้นมาก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะการทำงานอย่างหนักของผู้ใหญ่บ้านฉู่ เลขาธิการพรรคก่วน และสมุห์บัญชีหลี่”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่บ้านฉู่ ท่านยอมทิ้งชีวิตที่สะดวกสบายในเมืองใหญ่ เพื่อมาพัฒนาหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทั้งเก่าและยากจนของเรา พวกเราทุกคนควรจะขอบคุณผู้ใหญ่บ้านฉู่ไม่ใช่เหรอคะ”
ซ่งเหลียงในวันนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว พอได้ยินลูกสาวพูดถึงการทำงานของกองพลน้อยในอดีต เขาก็ไม่ได้รู้สึกละอายใจเหมือนเมื่อก่อน เขายังคงนั่งตัวตรงอยู่บนม้านั่ง ไม่ได้โกรธเคืองกับคำพูดของลูกสาวเลยแม้แต่น้อย
อีกอย่างลูกสาวก็ไม่ได้พูดอะไรผิด…
การที่เขาไม่ประสบความสำเร็จในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน สาเหตุหลักก็มาจากตัวเขาเอง หากมีโอกาสได้ทำอีกครั้ง เขามั่นใจว่าจะทำได้ดีกว่าเดิมแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจตำแหน่งนั้นอีกแล้ว
สิ่งที่เขาต้องการคือการหาเงินให้ลูกสาว และเมื่อพูดถึงโรงงานเสื้อผ้าจือหลาน เขาก็รู้ดีว่ายังไงก็ขาดลูกสาวคนเก่งของเขาไปไม่ได้
เขายิ้มกว้างเมื่อมองลูกสาวคนเก่ง พลางนึกในใจอย่างภาคภูมิใจว่าถ้าลูกสาวของเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้านคงจะทำได้ดีกว่าฉู่จื่อโจวเสียอีก
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนโดนใจชาวบ้านอย่างจัง แต่ทุกคนก็ยังระมัดระวังคำพูด เพราะเกรงใจซ่งเหลียงที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย
ผู้เฒ่าโหวเอ่ยขึ้นอย่างซาบซึ้ง “เสี่ยวหน่วนพูดถูก พวกเราต้องขอบคุณท่านจริงๆ”
ผู้เฒ่าโหยวเสริม “ใช่ ต้องขอบคุณผู้ใหญ่บ้านฉู่ ที่จริงฉันอยากชวนท่านไปกินข้าวที่บ้านใจจะขาด แต่ไม่กล้าพอ”
ผู้เฒ่าซานที่นั่งอยู่ข้างๆ สวนกลับทันที “ตาแก่คนนั้นขี้โม้ไปเถอะ เมียแกสกปรกจะตาย เด็กในเมืองที่ไหนเขาจะไปกินข้าวบ้านแก”
ผู้เฒ่าโหยวถลึงตาใส่ “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้บ้านฉันสะอาดเอี่ยมแล้ว ไม่งั้นจะกล้าพูดเหรอ”
หลี่ต้าเหวินจึงช่วยพูดไกล่เกลี่ย “พวกเราเข้าใจดีน่า ที่จริงแล้วตอนที่ผู้ใหญ่บ้านซ่งเป็นผู้นำก็ทำได้ดีมากเหมือนกัน”
ซ่งเหลียง “...” ‘ขอบคุณ ไม่ต้องพูดถึงผมหรอก’ ซ่งเหลียงพึมพำกับตัวเอง
ขณะที่ฉู่จื่อโจวกลับรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ เพราะไม่ว่าใครก็คงชอบฟังคำชมอยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนยังคงกล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้ม “พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ถ้าหมู่บ้านดีขึ้น ชีวิตของพวกเราก็จะดีตามไปด้วย การที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราดีขึ้นเรื่อยๆ”
“แต่ถ้าเราไม่รักษาโอกาสนี้ไว้ ก็จะส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านและเป็นภาระให้กับคณะกรรมการ ทำให้ทุกอย่างที่เราสร้างมาต้องถอยหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่ค่ะ”
“แล้วเราจะรักษาสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้ได้อย่างไร คำตอบก็คือการปฏิบัติตามกฎหมายและไม่ทำเรื่องที่ผิดต่อมโนธรรมของตัวเอง”
“การประเมินเพื่อเป็นหมู่บ้านอารยธรรมตัวอย่างไม่ได้มองแค่ความสะอาดเรียบร้อยนะคะ แต่ยังมีรายละเอียดอีกมากอย่างที่ทุกคนได้ฟังไปเมื่อครู่ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้อ่อนแอ การกตัญญูต่อผู้ใหญ่ การไม่กดขี่ลูกสะใภ้ การไม่ลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว หรือความสามัคคีในหมู่พี่น้องและพี่สะใภ้น้องสะใภ้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาทั้งสิ้นค่ะ”
“มีคนบางประเภทที่คิดอะไรง่ายๆ และเห็นแก่ตัว จนไม่สนใจเกียรติยศของส่วนรวม วันนี้ฉันจะยังไม่เอ่ยชื่อใคร แต่ขอเตือนบางคนเอาไว้ให้ดี การซื้อขายลูกหลานหรือการแต่งงานกันในหมู่ญาติสนิทเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!”
“หากใครรู้ทั้งรู้แต่ยังฝ่าฝืน ฉันขอเสนอให้ประกาศประจานผ่านเสียงตามสายของหมู่บ้าน และหวังว่าทุกคนจะยอมรับการตรวจสอบจากคณะกรรมการและกลุ่มผู้ตรวจสอบภาคประชาชนด้วยความสมัครใจค่ะ”
คำพูดชุดนี้ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน ก่อนที่สายตาของคนส่วนใหญ่จะหันไปจับจ้องที่ย่าโจวเป็นตาเดียว
ย่าโจวแทบจะลุกขึ้นโวยวาย นี่น่ะเหรอที่ไม่เอ่ยชื่อ
เกือบจะชี้หน้าด่ากันอยู่แล้ว!
แต่พอเห็นสายตาของคนรอบข้าง เธอก็ได้แต่ข่มอารมณ์ไว้ ถ้าโวยวายออกไปตอนนี้ก็เท่ากับร้อนตัวยอมรับ จะยิ่งน่าอับอายขายหน้าไปกันใหญ่
ช่างสิ เดือนหน้าฉันก็จะได้เงิน 30 หยวนเข้ากระเป๋าแล้ว ขนาดคนงานในเมืองทำงานหามรุ่งหามค่ำยังได้เงินเท่านี้เลย แต่นี่ฉันไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
คิดได้ดังนั้น หญิงชราจึงหลุบตาลงต่ำ ใครอยากจะมองก็มองไป แค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดี๋ยวพวกเขาก็เลิกสนใจไปเอง
กลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านนอกต่างมองซ่งอวี้หน่วนด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะกู้หวยอันที่ในดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเช่นนี้ เขาไปเจอมาจากไหนกันนะ
หลังจากพูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปถามฉู่จื่อโจว “ที่ฉันพูดไป ถูกต้องไหมคะ”
ฉู่จื่อโจวรีบพยักหน้ารับ “ถูกต้องที่สุด”
“แล้วมีอะไรต้องเพิ่มเติมอีกไหมคะ”
เขาโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่มีแล้วๆ”
แต่เลขาธิการพรรคก่วนกลับจับประเด็นสำคัญได้ “เสี่ยวหน่วน เมื่อกี้เธอพูดถึงกลุ่มผู้ตรวจสอบภาคประชาชน หมู่บ้านเรามีกลุ่มนี้ด้วยเหรอ”
“เมื่อกี้ยังไม่มี แต่ตอนนี้มีแล้วค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบทันทีราวกับรอคำถามนี้อยู่แล้ว
“ไหนๆ ก็มีการประชุมชาวบ้านแล้ว ฉันขอเสนอให้จัดตั้งกลุ่มผู้ตรวจสอบขึ้นมาเลยค่ะ ในอนาคตหมู่บ้านของเราจะพัฒนาขึ้น ประชากรอาจจะเพิ่มขึ้นด้วย ลำพังคณะกรรมการคงทำงานไม่ไหว เราจำเป็นต้องมีทีมงานมาช่วยเสริม”
“เช่น หัวหน้าฝ่ายสตรี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง และหัวหน้าหน่วยรักษาความสงบ ซึ่งทั้ง 3 ตำแหน่งนี้ เราจะคัดเลือกมาจากสมาชิกในกลุ่มผู้ตรวจสอบภาคประชาชนค่ะ”
ในที่สุดฉู่จื่อโจวก็หาเสียงของตัวเองเจอ “แล้วเราจะเลือกคนเข้ากลุ่มตรวจสอบได้ยังไงล่ะ”
“ก็ให้ชาวบ้านทุกคนลงคะแนนเลือกตั้งสิคะ แต่ผู้สมัครต้องเป็นคนที่มีความยุติธรรม มีเมตตา และครอบครัวอบอุ่นปรองดองนะคะ”
ซ่งอวี้หน่วนอธิบายคุณสมบัติของผู้สมัคร ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วพูดว่า “เอาล่ะค่ะ ฉันพูดจบแล้ว”
ฉู่จื่อโจว “...”
ไหนเธอบอกว่าจะพูดแค่ไม่กี่คำ แต่นี่มันเหมือนมาเป็นประธานที่ประชุมและชี้นำการทำงานของพวกเขาชัดๆ
แต่เพราะสิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดนั้นสมเหตุสมผลและถูกต้องทุกอย่าง ฉู่จื่อโจวจึงหารือกับเลขาธิการพรรคก่วนและสมุห์บัญชีหลี่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะประกาศเริ่มการเลือกตั้งทันที
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ซ่งอวี้หน่วนกลับเป็นผู้ที่ได้รับเลือก แถมยังได้คะแนนเสียงมากที่สุดอีกด้วย
เหลือเชื่อจริงๆ
ขนาดย่าซ่งเองยังตกใจจนอ้าปากค้าง เธอมั่นใจว่าทั้งเธอ ลูกชาย และลูกสะใภ้ไม่ได้เขียนชื่อของเสี่ยวหน่วนลงไปอย่างแน่นอน
[จบบท]