บทที่ 285: ขอบคุณนะที่วันนี้ไม่เอ่ยชื่อฉัน
ย่าซ่งขมึงตาใส่เหลียนเซียงเป็นเชิงปราม ทันใดนั้นอาสะใภ้รองเหลียนเซียงก็ส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน ส่วนซ่งหมิงโปที่อยู่อีกทางก็รีบโบกมือปฏิเสธก่อนที่ย่าจะหันมามองด้วยซ้ำ
น้องสาวยังมีภาระเรื่องเรียนหนังสือ ไหนเลยจะมารับผิดชอบงานในกลุ่มผู้ตรวจสอบภาคประชาชนของหมู่บ้านได้
ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านหลายสิบคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวของคนที่ได้เข้าทำงานในโรงงานเสื้อผ้าจือหลานได้จับกลุ่มพูดคุยกัน แม้จะไม่มีใครสนใจฟังบทสนทนาของพวกเขา แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าผลสรุปของการหารือในครั้งนั้นคือการเสนอชื่อซ่งอวี้หน่วน
เรื่องนี้ทำเอาฉู่จื่อโจวถึงกับงุนงงไปหมด
ผลคะแนนบนกระดานดำปรากฏว่าชื่อของซ่งอวี้หน่วนมีคะแนนนำโด่ง
ผู้เฒ่ากงหันไปพูดกับเซี่ยซินตงพลางยิ้มอย่างเอ็นดู “ดูเหมือนว่าเสี่ยวหน่วนจะเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอไม่เบาเลยนะ”
เซี่ยซินตงยิ้มรับ “ครับ ผมรู้สึกได้ตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นเลย พอชาวบ้านเห็นหน้าผม ก็เข้ามาทักว่า ‘คุณคือน้าเล็กของเสี่ยวหน่วนใช่ไหม’ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครถามชื่อผมอีกเลย ทุกคนเรียกผมว่าน้าเล็กของเสี่ยวหน่วนหมดเลยครับ”
ย่าซ่งเห็นท่าไม่ดีจึงตั้งใจจะเข้าไปช่วยหลานสาวปฏิเสธ เธอรู้ดีว่าคนในหมู่บ้านนี้มีนิสัยอย่างไร เสี่ยวหน่วนยังเด็กเกินกว่าจะรับมือกับเรื่องหยุมหยิมน่าปวดหัวของคนในหมู่บ้านได้
แต่จู่ๆ ซ่งอวี้หน่วนก็ลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มสดใส “ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่ทุกคนมอบให้ฉันนะคะ แต่เนื่องจากฉันยังเรียนอยู่ อาจจะไม่มีเวลามากพอที่จะช่วยเหลือทุกคนได้อย่างเต็มที่ เอาเป็นว่าฉันขอรับตำแหน่งสมาชิกไม่ประจำไปก่อนก็แล้วกันนะคะ แต่ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ตราบใดที่ฉันอยู่บ้าน ฉันพร้อมจะช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถแน่นอนค่ะ”
คำตอบของเธอทำให้ชาวบ้านที่รวมตัวกันก่อนหน้านี้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ต้นเรื่องทั้งหมดมาจากหลี่ต้าเหวินที่ชักชวนชาวบ้านว่า “พวกคุณลองสังเกตดูสิ เด็กอย่างเสี่ยวหน่วนน่ะไม่ธรรมดาเลยนะ ตั้งแต่เธอกลับมา ครอบครัวซ่งก็มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาไม่หยุด”
แต่แล้วป้าหลิวก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่คิด “เพราะพ่อเธอถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านต่างหาก!”
คำพูดนั้นทำให้หลี่ต้าเหวินต้องตวัดสายตาคมกริบไปทางเธอทันที ขณะที่คนอื่นๆ ต่างพากันหัวเราะครืน
หลี่ต้าเหวินไม่ปล่อยให้บรรยากาศเสียไปนาน เขาอธิบายต่ออย่างจริงจัง “การที่ซ่งเหลียงไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วมันเสียหายตรงไหน ตอนนั้นบ้านหวังกับบ้านหลินก่อเรื่องวุ่นวายไว้ขนาดนั้น ต่อให้ได้ตำแหน่งไปก็ทำงานลำบากอยู่ดี อีกอย่าง ตอนนี้สถานะของเขาคือผู้จัดการโรงงานนะ!”
จากนั้นเขาก็ร่ายยาวถึงความโชคดีที่เกิดขึ้นกับครอบครัวซ่งไม่ว่าจะเป็นซ่งเหอที่ได้บรรจุเป็นครูประจำ ซ่งเหนียนกับภรรยาที่ได้เป็นพนักงานประจำ ซ่งถิงที่ได้เข้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม หรือแม้แต่จูเฟิ่งที่ได้พบกับลูกชายที่พลัดพรากไปนานหลายปี
“พวกคุณลองนึกดูสิว่าเมื่อก่อนครอบครัวซ่งลำบากแค่ไหน แล้วตอนนี้เป็นยังไง ที่บ้านมีทั้งรถม้า มีจักรยาน แถมยังเปิดโรงงานอีก เรื่องดีๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เสี่ยวหน่วนกลับมาทั้งนั้น”
“ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัวนะ หมวกสานกับถุงหอมในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างที่พวกเราทำขายกันก็ได้ความคิดมาจากเสี่ยวหน่วนนี่แหละ แม้แต่เสี่ยวฮวาเพื่อนสนิทของเธอก็ยังได้งานดีๆ เป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าเลย”
“เพราะฉะนั้นเสี่ยวหน่วนก็คือตัวนำโชคดีๆนั่นแหละ เธออาจจะยังเด็กเกินไปที่จะทำงานในที่ทำการกองพลน้อย แต่การเข้าร่วมกลุ่มผู้ตรวจสอบภาคประชาชนก็เป็นเรื่องที่ดี ให้เธอคอยดูแลพวกเรา บางทีโชคดีของเธออาจจะเผื่อแผ่มาถึงพวกเราบ้างก็ได้”
เมื่อทุกคนได้ฟังดังนั้นก็คล้อยตาม จึงพร้อมใจกันลงคะแนนให้เธอ
แม้ว่าซ่งอวี้หน่วนจะไม่ได้ตอบรับตำแหน่งอย่างเต็มตัว แต่การเป็นสมาชิกไม่ประจำก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ย่าโจวรีบเดินเข้ามาหาซ่งอวี้หน่วนแล้วพูดด้วยความซาบซึ้ง “เสี่ยวหน่วนจ๊ะ หนูวางใจได้เลยนะ ย่าจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นอีกแล้ว เรื่องแต่งงานในหมู่ญาติสนิทน่ะมันไม่ดีจริงๆ เมื่อวานย่าเพิ่งโดนผู้ใหญ่บ้านกับเลขาธิการพรรคเรียกไปตำหนิมาหยกๆ ขอบใจมากนะที่วันนี้ไม่เอ่ยชื่อย่าขึ้นมากลางที่ประชุม”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างนอบน้อมว่าไม่เป็นไร
แต่ในใจของเธอกำลังวาดภาพอนาคตของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้เอาไว้แล้ว ในตอนนี้ที่ดินยังมีราคาถูก แต่หากในอนาคตอำเภอหนานซานพัฒนาจนได้รับการยกฐานะเป็นเมืองเมื่อไหร่ พื้นที่รอบนอกก็จะถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอย่างแน่นอน
และหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอซึ่งอยู่ใกล้ตัวอำเภอมากที่สุดก็จะกลายเป็นทำเลทองที่ราคาที่ดินจะพุ่งสูงขึ้นอย่างประเมินค่าไม่ได้
หากปล่อยให้เป็นไปตามปกติ การพัฒนานี้อาจต้องใช้เวลานานถึง 20 หรือ 30 ปี แต่ในเมื่อตอนนี้มีเธออยู่ทั้งคน ความก้าวหน้าย่อมถูกเร่งให้เร็วขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย และหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็จำเป็นต้องกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของเธอ
แน่นอนว่าครอบครัวซ่งจะหายไปจากสายตาของชาวบ้านไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถกลับไปรับตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านได้เช่นกัน เพราะการบริหารงานหมู่บ้านไปพร้อมกับการทำธุรกิจโรงงานย่อมเป็นไปไม่ได้
คนส่วนใหญ่มักมีนิสัยที่แก้ยากอยู่อย่างหนึ่ง คืออิจฉาคนที่ดีกว่าและดูถูกคนที่ด้อยกว่า ซึ่งคนในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็ไม่ต่างกัน ดังนั้น การมีตำแหน่งเป็นผู้นำที่ไม่เป็นทางการจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนหันไปพูดกับฉู่จื่อโจวกึ่งจริงกึ่งเล่นว่า “ถึงฉันจะเป็นแค่สมาชิกไม่ประจำ แต่คะแนนโหวตของฉันก็เยอะที่สุดนะ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ถ้าที่ทำการกองพลน้อยมีเรื่องอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ พวกคุณไม่ต้องเกรงใจเลยนะคะ!”
ความหมายที่ซ่อนอยู่ในประโยคก็คือ การประชุมของที่ทำการกองพลน้อยหลังจากนี้ เธอจะต้องได้เข้าร่วมด้วย
เลขาธิการพรรคก่วนมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ในฐานะผู้มีอำนาจอันดับสองของหมู่บ้าน เขาย่อมรู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ใหญ่ระดับสูงหลายคน
แค่คุณปู่สามและคุณปู่สี่ที่เธอเรียกขานก็ไม่ใช่บุคคลที่คนธรรมดาจะเข้าถึงได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองท่านยังเอ็นดูเธอเหมือนหลานแท้ๆ ให้ทั้งของกินมากมาย แถมยังตบบ่าปู่ซ่งเรียกพี่ชายอย่างสนิทสนมอีกด้วย
แค่ได้เห็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนประถมในคอมมูน ชาวบ้านก็รู้สึกราวกับได้พบผู้นำระดับสูงแล้ว แต่ผู้เฒ่าหูล่ะ แค่การที่เขาได้มีโอกาสไปยืนต่อหน้าแล้วเรียกท่านว่าอาจารย์ใหญ่หู ก็ถือเป็นบุญหล่นทับของตระกูลแล้ว
ตัวเขาเองและคนทั้งหมู่บ้านต่างก็ได้รับอานิสงส์จากเด็กสาวคนนี้ทั้งนั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลี่ต้าเหวินเป็นคนฉลาดที่มองสถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่แค่ตัวนำโชค แต่เธอคือเทพเจ้าโชคลาภน้อยเดินดินดีๆ นี่เอง
“ได้ ลุงเห็นด้วย” เลขาธิการพรรคก่วนตอบรับทันที
สมุห์บัญชีหลี่ยิ่งเข้าใจสถานการณ์ดีกว่าใคร เขารีบยกมือสนับสนุน “ลุงก็เห็นด้วย!”
ฉู่จื่อโจว “...” นี่เธอกำลังจะยึดอำนาจใช่ไหม
และแล้ว ผู้นำนอกตำแหน่งอย่างซ่งอวี้หน่วนก็ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการ
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ชาวบ้านต่างก็ทยอยกันกลับบ้านและกลับไปทำงานในไร่นาของตน
แต่แล้วย่าโจวที่เดินกลับไปแล้วก็ย้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับชามกระเบื้องสีขาวในมือ เธอยื่นมันให้ซ่งอวี้หน่วนด้วยรอยยิ้มกว้าง “เสี่ยวหน่วน หนูโตในเทศมณฑล คงไม่เคยกินเฮยโหยวโหยวแน่ๆ ที่สวนผักบ้านย่าปลูกไว้สิบกว่าต้นแน่ะ ลองชิมดูสิ อร่อยมากเลยนะ”
ในใจของย่าโจวพลันสว่างวาบขึ้นมา บางทีการให้เสี่ยวฮวาหลานสาวของเธอได้ใกล้ชิดกับเสี่ยวหน่วน อาจจะเป็นการยกระดับฐานะครั้งใหญ่ของหลานเธอก็เป็นได้
โบราณว่าไว้ อยู่ใกล้หงส์ก็พลอยเป็นนกที่สง่างามไปด้วย ตอนนี้เสี่ยวหน่วนยังเด็ก แต่พอโตขึ้นจะต้องเก่งกาจจนพวกเธออาจจะเข้าไม่ถึงแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนมองผลไม้สีดำเป็นมันเงาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองในชามด้วยความแปลกใจ เธอไม่เคยเห็นและไม่เคยกินมันมาก่อนจริงๆ จึงหยิบขึ้นมาใส่ปากด้วยความสงสัย
หืม? รสชาติที่แปลกใหม่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับรสเปรี้ยวอมหวานอย่างลงตัว อร่อยมาก
เธอยิ้มขอบคุณย่าโจวอย่างจริงใจพร้อมกับยื่นลูกอมนมให้หนึ่งกำมือเป็นการตอบแทน จากนั้นจึงตั้งใจจะถือชามผลไม้เข้าบ้าน แต่สายตาก็พลันเห็นร่างสูงของกู้หวยอันยืนอยู่ไม่ไกล เธอจึงเปลี่ยนทิศทางเดินตรงไปหาเขาแทน
แววตาของกู้หวยอันทอประกายอบอุ่นขณะมองเธอก้าวเข้ามาใกล้
ย่าซ่งและเซี่ยกุ้ยหลานที่กำลังยุ่งอยู่แอบมองทั้งสองแล้วสบตากันอย่างมีความหมาย ย่าซ่งเปรยขึ้น “ยัยเฒ่าโจวนี่ฉลาดจริงๆ รู้จักเอาเฮยโหยวโหยวมาเอาใจ ของที่บ้านเราอีกไม่กี่วันก็สุกแล้วเหมือนกัน”
“เดี๋ยวปู่จะเข้าป่าไปเก็บหยางไหน่จื่อมาให้เสี่ยวหน่วนกิน” ปู่ซ่งพูดขึ้น
“นังหนูคงไม่เคยกินเหมือนกัน” ผลไม้ป่าชนิดนี้มีรสเปรี้ยวอมหวานคล้ายบลูเบอร์รี ซึ่งตอนนี้ก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เสี่ยวหน่วนจะต้องชอบมันแน่ๆ
ทางด้านซ่งเหลียง เซี่ยซินตง และซ่งหมิงโปกำลังพูดคุยกันเรื่องคะแนนโหวตท่วมท้นที่ซ่งอวี้หน่วนได้รับ
“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ” ซ่งหมิงโปพูดอย่างมั่นใจ “น้องสาวเขามีแผนในใจอยู่แล้ว”
เซี่ยซินตงพยักหน้าเห็นด้วย “ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ซับซ้อนของคน แต่ผมก็พอจะมองออกว่าชาวบ้านให้ความจริงใจกับหลานผมจริงๆ”
ณ อีกฝั่งหนึ่ง กู้หวยอันและซ่งอวี้หน่วนกำลังยืนอยู่ใต้ร่มไม้ที่ให้ความร่มรื่น
ซ่งอวี้หน่วนยื่นชามกระเบื้องในมือให้เขาดูแล้วเอ่ยถาม “นี่เรียกว่าเฮยโหยวโหยวค่ะ คุณเคยกินไหมคะ”
[จบบท]