บทที่ 288: ฉันไม่แพ้อยู่แล้ว!
ซ่งอวี้หน่วนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องค่ายฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ถ้าเธอเข้าร่วมแล้วกลับมาได้อย่างสวยงาม คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะถูกบวกเพิ่มให้อีกถึง 20 คะแนน และถ้าหากเธอทำข้อสอบได้ 480 คะแนน ก็เท่ากับว่าเธอจะได้คะแนนเต็มเลยน่ะสิ?
ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเธอกลับมาแบบเสียหน้า ตระกูลกู้ก็คงจะมีเรื่องให้พูดได้เต็มปากว่าผู้หญิงที่ไม่มีอะไรดีอย่างเธอไม่คู่ควรกับกู้หวยอันเลยสักนิด ถึงตอนนั้นคงไม่ต้องรอให้ตระกูลกู้ต้องออกแรง เธอก็คงต้องเป็นฝ่ายถอยออกมาเองอย่างเงียบๆ
นี่มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะออกมาเบาๆ ต้องยอมรับเลยว่าบ้านตระกูลกู้นี่ลูกเล่นแพรวพราว แถมยังคิดการณ์ไกลจริงๆ ในขณะที่เธอเพิ่งจะอายุแค่ 17 ปี แต่คนพวกนั้นกลับวางแผนไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่เขตป่าเป่ยซาน ซึ่งเธอได้ยินมาว่าสถานที่แห่งนั้นอยู่ใกล้กับทุ่งหญ้า มีทั้งสนามม้าและพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่เนื่องจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นเพียงนักเรียนที่เพิ่งจบชั้นมัธยมต้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะพาเด็กๆ ไปยังสถานที่อันตราย
ข้อมูลที่ได้มาจากเซี่ยโป๋เหวินก็น่าจะถูกต้องแม่นยำ เพราะเด็กที่เข้าร่วมล้วนแต่เป็นลูกหลานของครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอำนาจ คงไม่มีทางถูกพาไปเสี่ยงอันตรายอย่างแน่นอน ส่วนกำหนดการที่แน่ชัดนั้นยังไม่มีใครรู้
ซ่งอวี้หน่วนยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีอยู่หน้าประตูที่ทำการกองพลน้อย นานๆ ทีจะมีกิจกรรมสนุกๆ แบบนี้เข้ามาในชีวิต แล้วทำไมเธอถึงจะไม่เข้าร่วมล่ะ?
หลังจากที่กู้หวยอันทราบข่าวเรื่องนี้ เขาก็รีบโทรศัพท์กลับไปที่บ้านทันทีเพื่อสอบถามถึงความเป็นมาทั้งหมด
"ไม่ไปก็ช่างสิ! หวังดีแท้ๆ แต่กลับไม่เห็นค่า แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ยกที่ว่างให้เด็กที่ทั้งเรียนดีและมีความประพฤติดีไปแทน แล้วจะบอกอะไรให้นะ แม่ของแกก็ไม่พอใจอย่างแรงที่ฉันไปใช้เส้นสาย" ผู้เฒ่ากู้บ่นอุบอิบด้วยความหงุดหงิด
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้หวยอันก็วางสายโทรศัพท์ทันที ปล่อยให้ผู้เฒ่ากู้โกรธจนกระทืบเท้าอยู่ปลายสาย ช่างเป็นเด็กที่ไม่รู้จักบุญคุณเอาเสียเลย
หลังจากวางสายจากคุณปู่ กู้หวยอันก็ไปสอบถามเรื่องนี้กับซ่งอวี้หน่วนโดยตรง เมื่อได้รับการยืนยันว่าเธอจะเข้าร่วมกิจกรรม เขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับค่ายฤดูร้อนและรายละเอียดของนักเรียนจากประเทศ X มาให้เธอ
แม้ว่าในใจของซ่งอวี้หน่วนจะรู้ดีอยู่แล้วว่ากิจกรรมแบบนี้เป็นอย่างไร เพราะเธอเคยเข้าร่วมมานับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่ในระดับนานาชาติก็ตาม แต่เธอก็ยังน้อมรับความหวังดีของเขาและกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
จากนั้นกู้หวยอันก็โทรศัพท์กลับไปหาผู้เฒ่ากู้อีกครั้ง "ผมขอเตือนไว้นะครับว่านี่เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่มีครั้งต่อไปอีก อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าคุณปู่มีแผนอะไรอยู่ในใจ"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อีกอย่าง ทุกอย่างมันยังเร็วเกินไป คำพูด 4 คำนี้ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ นะครับ ผมหวังว่าคุณปู่จะเข้าใจ จะได้ไม่ต้องมาเสียหน้าทีหลัง"
ผู้เฒ่ากู้โกรธจนหน้าเขียวปัดและวางสายโทรศัพท์ไปทันที แต่คำพูดของหลานชายก็ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้
จริงอย่างที่ว่า ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งจะอายุแค่ 17 ปี ยังต้องเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย ส่วนหลานชายของเขาก็มีภารกิจรัดตัว การที่เขาใส่ใจเรื่องนี้มากเกินไป อาจจะทำให้เรื่องที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างกลับกลายเป็นจริงขึ้นมาก็ได้
***
ซ่งอวี้หน่วนเร่งจัดการเรื่องธุรกิจที่ห้างสรรพสินค้าให้เข้าที่เข้าทาง แม้ว่าโจวเสี่ยวฮวาจะยังขี้อายอยู่บ้าง แต่ซ่งอวี้หน่วนก็คอยให้กำลังใจเธออยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งไปยืนประจำเคาน์เตอร์เป็นเพื่อนเธอตลอดทั้งวัน
ข้อดีของการขายเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าตอนนี้คือลูกค้าไม่ต้องต่อราคาและไม่จำเป็นต้องลองชุดก่อนซื้อ ทำให้การรับมือกับลูกค้าเป็นเรื่องง่ายมาก ขอแค่โจวเสี่ยวฮวารับมือกับสถานการณ์ตามปกติได้ก็พอแล้ว ซึ่งเซี่ยกุ้ยหลานกับเหลียนเซียงก็จะคอยสลับกันมาอยู่เป็นเพื่อนเธอด้วย
ขั้นตอนการขายก็ไม่ยุ่งยาก เสื้อผ้าทุกตัวมีป้ายราคาติดไว้ชัดเจน พนักงานขายไม่ต้องรับเงินโดยตรง เพียงแค่ออกใบเสร็จให้ลูกค้า แล้วให้ลูกค้านำไปชำระเงินที่แผนกแคชเชียร์ จากนั้นก็นำใบเสร็จกลับมารับสินค้า โดยรวมแล้วถ้าไม่ตื่นเต้นจนเกินไป ใครๆ ก็สามารถเรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็ว
สินค้าที่นำไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าในครั้งนี้มีจำนวนมากถึงหนึ่งรถม้าเต็มๆ นอกจากส่วนที่ปู่ซ่งนำไปตระเวนขายตามปกติแล้ว ที่เหลือก็ถูกเก็บไว้ในโกดัง ซึ่งคาดว่าน่าจะสร้างรายได้เกือบ 10,000 หยวนเลยทีเดียว
ซ่งอวี้หน่วนนำสมุดบัญชีเงินฝากไปมอบให้ย่าซ่ง พร้อมกับอธิบายว่านี่คือเงินลงทุนของเธอ
"คุณย่าคะ ตอนนี้ธุรกิจของเราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ เรามีคนงานตั้ง 30 คน ทุกเดือนเราต้องจ่ายเงินเดือนให้พวกเขา ไหนจะตั๋วปันส่วนต่างๆ ที่ต้องจัดหาให้ตามมาตรฐานของคนงานอีก แล้วยังมีสวัสดิการช่วงวันหยุดเทศกาลอีกนะคะ”
“ถ้าเกิดมีคนงานเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลขึ้นมา โรงงานของเราก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วย"
เธอหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะเสนอความคิดเห็นต่อไป "เราต้องจัดตั้งแผนกการเงินขึ้นมาได้แล้วค่ะ การให้คนคนเดียวดูแลเรื่องเงินทั้งหมดในตอนนี้อาจจะยังพอไหว แต่ในระยะยาวคงไม่ดีแน่”
“แล้วอีกอย่าง คุณย่าคนเดียวก็คงจะยุ่งจนทำไม่ไหว คุณย่าลองดูนะคะว่าจะให้แม่หรืออาสะใภ้รองมาช่วยคุณย่าสักคน เพราะต่อไปเราต้องติดต่อประสานงานกับทางห้างสรรพสินค้า”
“มีเรื่องการโอนเงินรายเดือนอีก ถึงตอนนี้เราจะไม่เสียค่าเช่าที่ แต่เราควรจะเตรียมเงินรางวัลพิเศษส่วนหนึ่งไว้ให้พนักงานเก็บเงินกับฝ่ายการเงินของห้างสรรพสินค้าด้วยดีไหมคะ?"
"ถึงย่าจะปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ แต่จะให้ปล่อยมือตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้จริงๆ" ย่าซ่งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหนักใจ
"เรื่องนี้ง่ายนิดเดียวค่ะคุณย่า" ซ่งอวี้หน่วนตอบอย่างมั่นใจ "เดี๋ยวพอกลับมาจากค่ายแล้ว หนูจะเข้าไปในอำเภอไปหานักบัญชีเกษียณเก่งๆ สักคนมาช่วยงาน ให้ท่านได้กลับมาแสดงฝีมืออีกครั้ง ส่วนช่วงนี้เราก็ทำกันแบบเฉพาะกิจไปก่อน ปัญหาน่าจะยังไม่เยอะหรอกค่ะ"
ย่าซ่งอยากจะเอ่ยปากเตือนหลานสาว แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะต้องเตือนเรื่องอะไรดี สิ่งเดียวที่ย้ำได้คือเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็แวะไปที่ฐานการผลิตเพื่อดูความคืบหน้า อุปกรณ์ของฝั่งน้าตงมาถึงเรียบร้อยแล้ว รอเพียงปรับแก้ให้เข้าที่ก็สามารถเริ่มเดินเครื่องการผลิตได้ทันที
ส่วนซ่งเหลียงผู้เป็นพ่อ แม้จะทุ่มเททำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ทันทีที่รู้ว่าลูกสาวสุดที่รักกำลังจะไปเข้าค่ายฤดูร้อน เขาก็รีบวิ่งไปหาฉู่จื่อโจวเพื่อสอบถามรายละเอียดทันที ว่าค่ายที่ว่ามันคืออะไรและต้องไปทำอะไรบ้าง
ซึ่งถึงแม้จะได้รับคำอธิบายมาแล้ว แต่เขาก็ยังคงงุนงงอยู่ดี ได้แต่สันนิษฐานเอาเองว่าคงจะคล้ายๆ กับการไปทัศนศึกษาภาคฤดูร้อนกระมัง เขากับเซี่ยกุ้ยหลานจึงช่วยกันกำชับลูกสาวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ขณะเดียวกัน อาสะใภ้รองเหลียนเซียงก็กำลังเร่งมือผลิตกระเป๋าเป้และของใช้อื่นๆ ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตในป่าตามที่ซ่งอวี้หน่วนได้สั่งไว้
หลังจากที่ทุกคนไปส่งครอบครัวของผู้เฒ่าจี้เรียบร้อยแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็มอบกุญแจบ้านให้ซ่งหมิงโปไว้หนึ่งดอก
"เสี่ยวหน่วน พี่มีเรื่องจะบอก" ซ่งหมิงโปเปิดประเด็นด้วยสีหน้าจริงจัง
"คือเรื่องที่เธอจะไปค่ายฤดูร้อนน่ะ ไม่รู้ว่าข่าวรั่วไปได้ยังไง ตอนนี้นักเรียนที่จบ ม.ต้น จากโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งรู้กันหมดแล้ว พวกเขานินทาลับหลังกันให้แซ่ดเลย แถมยังกล่าวหาว่าเธอใช้เส้นสายแล้วจะไปทำให้โรงเรียนของเราต้องขายหน้าด้วย"
"เรื่องใช้เส้นสายก็ไม่ผิดนี่คะ ก็ใช้จริงๆ นั่นแหละ แต่ทำไมพวกเขาถึงคิดว่าหนูจะไปทำให้โรงเรียนขายหน้าล่ะ?" ซ่งอวี้หน่วนถามกลับอย่างใจเย็น
"พวกเขาไปสืบเรื่องตอนที่เธอเรียนอยู่ที่เทศมณฑลมาน่ะสิ บอกว่าเธอเรียนไม่เก่ง ผลการเรียนก็มักจะอยู่ท้ายๆ ห้อง แถมยังไม่เคยได้รางวัลนักเรียนดีเด่น 3 ด้านเลยสักครั้ง"
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ "ก็พูดถูกทุกอย่างเลยนี่คะ แล้วพวกเขาต้องการอะไรล่ะ?"
ซ่งหมิงโปถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ "ก็ไม่ได้บอกว่าต้องการอะไรหรอก แค่รู้สึกไม่พอใจเฉยๆ”
“ที่พี่มาบอกเธอเนี่ย ก็เพราะว่าในอนาคตเด็กพวกนั้นอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอนะ เธอจะได้ระวังตัวไว้หน่อย เวลาจะคบใครเป็นเพื่อนก็ต้องดูให้ดีๆ"
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง... ไม่ได้การเสียแล้ว เธอจะต้องสร้างบารมีให้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนพวกนี้ได้ประจักษ์เสียหน่อย พรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ว วันนี้ยังพอมีเวลา
คิดได้ดังนั้น เธอจึงรีบวิ่งไปหาหัวหน้าซางและอาจารย์ใหญ่ชุยที่กำลังยุ่งจนหัวหมุนทันที หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังคร่าวๆ หัวหน้าซางก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก เพียงแค่ยกหูโทรศัพท์โทรหาอาจารย์ใหญ่ชุยแห่งโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง
อันที่จริง ตลอดสองวันที่ผ่านมาอาจารย์ใหญ่ชุยก็กำลังปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย หากเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นในนามของโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งอำเภอหนานซานก็คงจะดี
แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ข่าวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกเสียใจที่ห้ามปากคนใกล้ชิดไว้ไม่ได้
ในขณะที่กำลังกลุ้มใจอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เรียกให้เขาไปที่โรงเรียน และหลังจากนั้นไม่นาน ซ่งอวี้หน่วนและคณะก็เดินทางมาถึง
"อาจารย์ใหญ่ชุยคะ หนูเข้าใจดีว่ามีเพื่อนนักเรียนหลายคนรู้สึกไม่ยุติธรรม" ซ่งอวี้หน่วนกล่าวอย่างจริงใจ
"พรุ่งนี้หนูถึงจะออกเดินทาง วันนี้ช่วงบ่ายยังพอมีเวลา หนูขอท้าแข่งกับนักเรียนที่จบจากโรงเรียนของเราค่ะ ถ้าใครชนะหนูได้ ก็สามารถไปแทนที่หนูได้เลย ส่วนเรื่องเบื้องบน หนูจะจัดการเองค่ะ"
ทั้งหัวหน้าซางและอาจารย์ใหญ่ชุยต่างก็มองว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นเลยสักนิด
"ฉันไม่แพ้อยู่แล้ว!" ซ่งอวี้หน่วนประกาศก้อง
"เสี่ยวหน่วน ถึงคะแนนภาษาอังกฤษของเธอจะสูงที่สุดก็จริง แต่ภาษาอังกฤษเพิ่งจะเป็นวิชาใหม่นะ" หัวหน้าซางพยายามเกลี้ยกล่อม
"เมื่อก่อนนักเรียนของเราเรียนภาษารัสเซีย คนที่เก่งภาษาอังกฤษจึงมีไม่มากนัก แล้วการสอบก็ไม่ได้นับเป็นวิชาหลักด้วย ตอนนี้มีวิชาหลักอยู่ 5 วิชา แค่คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี 3 วิชานี้ โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งก็มีนักเรียนที่สอบได้คะแนนเต็มถึง 5 คนแล้ว คนอื่นๆ ก็มีคะแนนสูงกว่าเธอทั้งนั้น เสี่ยวหน่วน อย่าเพิ่งแข่งเลยนะ ได้ไหม?"
อาจารย์ใหญ่ชุยรีบพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ๆ ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอก นี่เป็นโควตาที่เบื้องบนจัดสรรมาให้เธอโดยเฉพาะอยู่แล้ว"
ซ่งอวี้หน่วนพูดพลางถูมือไปมาอย่างกระตือรือร้น "รีบเรียกตัวแทนนักเรียนมาเลยค่ะ หนูจะต้องทำให้พวกเขายอมรับจากใจจริงให้ได้!"
[จบบท]