บทที่ 290: การแข่งขันและค่ายฤดูร้อน
เมื่อถึงตาของซ่งอวี้หน่วน เธอก็ต่อกลอนออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว “ซื่อกุยถีเช่อซื่อเกิงสือ สือ…”
คำว่า ‘สือ’ ที่เธอต้องต่อนั้นนับว่าไม่ยาก เพราะมีคำศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยเสียงนี้อยู่มากมาย การแข่งขันดำเนินไปจนกระทั่งผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ทยอยตกรอบไปทีละคน จนในที่สุดก็เหลือเพียงซ่งอวี้หน่วนและหวังซินอวี่
ซึ่งต้องยอมรับว่าหวังซินอวี่เองก็มีความสามารถไม่น้อย เพราะเธอสามารถยืนหยัดต่อกรได้อีกถึง 5 รอบก่อนจะพ่ายแพ้ไป และในรอบนี้ซ่งอวี้หน่วนก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปได้อีกครั้ง
อาจารย์ใหญ่ชุยที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
กิจกรรมถัดมาคือการวิ่งแข่งรอบสนาม ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ซ่งอวี้หน่วนวิ่งนำหน้าคนอื่นๆ ไปอย่างสบายๆ จนคุณครูพละต้องวิ่งตามประกบ เฝ้ามองเธอด้วยความชื่นชมและคิดในใจว่าเด็กคนนี้มีแววเอาดีทางด้านกีฬาได้เลย
การแข่งขันทั้งหมดสิ้นสุดลงก่อนเวลา 16:00 น. และแน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนสามารถคว้าอันดับที่ 1 มาได้ในทุกรายการ
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เธอได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย แม้แต่คู่แข่งอย่างหวังซินอวี่ก็ยังยอมรับในความสามารถของเธอจากใจจริง กลายเป็นว่ายิ่งแข่งขันกันก็ยิ่งสนิทสนมกัน เหมือนกับคำที่ว่าไม่สู้ก็ไม่รู้จัก ถือว่าซ่งอวี้หน่วนได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้ว
การใช้ชีวิตในโรงเรียนแบบเรียบง่ายนี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการ เธอยังได้คุยกับฉีเซิ่ง วางแผนกันว่าหลังเปิดเทอมจะชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวฤดูใบไม้ร่วงด้วยกันสักครั้ง ไม่ว่าพวกเขาจะได้อยู่ห้องเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
อาจารย์ใหญ่ชุยมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสดใสของเหล่าวัยรุ่นแล้วก็คิดในใจว่า บางทีโรงเรียนของพวกเขาก็น่าจะจัดกิจกรรมแบบนี้บ้างเหมือนกัน มันน่าจะช่วยสร้างความสามัคคีได้เป็นอย่างดี
***
สำหรับการเดินทางไปเข้าค่ายที่เขตป่าเป่ยซาน แน่นอนว่าเธอไม่สามารถพาน้องชายอย่างหมิงเซิ่งไปด้วยได้ แต่ก็ได้ให้สัญญาไว้แล้วว่าทริปฤดูใบไม้ร่วงคราวหน้าจะพาเขาไปเที่ยวด้วยอย่างแน่นอน
เขตป่าเป่ยซานอยู่ไม่ไกลจากอำเภอหนานซานมากนัก การเดินทางโดยรถไฟใช้เวลาประมาณวันกว่าๆ กู้หวยอันจึงช่วยจัดการจองตั๋วรถไฟขบวนพิเศษที่ออกเดินทางตอนกลางคืนและจะไปถึงจุดหมายในเช้าวันรุ่งขึ้นให้
มันไม่ใช่รถไฟโดยสารทั่วไป แต่เป็นขบวนที่ใช้สำหรับขนส่งสิ่งของโดยเฉพาะ โดยตู้โดยสารด้านหน้าจะจัดไว้สำหรับให้คนพัก ส่วนด้านหลังทั้งหมดเป็นที่เก็บสินค้า ตลอดเส้นทางจึงมีเสียงดังโครมคราม
แต่ข้อดีคือรถไฟจะวิ่งต่อเนื่องโดยไม่หยุดจอดตามสถานีย่อย จะหยุดก็ต่อเมื่อต้องเติมน้ำหรือถ่านหินเท่านั้น ทำให้เดินทางถึงสถานีรถไฟเขตป่าเป่ยซานได้อย่างรวดเร็ว
ซ่งอวี้หน่วนได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตลอดการเดินทาง ทั้งที่นอนในตู้นอนชั้นหนึ่งก็เป็นของใหม่เอี่ยม อาหารมื้อเย็นและมื้อเช้าก็รสชาติอร่อยถูกปาก
เมื่อลงจากรถไฟ เธอได้กล่าวขอบคุณผู้ที่ดูแลขบวนรถเป็นอย่างดี ก่อนจะเดินออกมาที่หน้าสถานีซึ่งมีคนถือป้ายขนาดใหญ่ยืนรอรับอยู่แล้ว
เลขานุการฟ่านจากฝ่ายประสานงานภายนอกกวาดสายตาอ่านรายชื่อในมือ พลางมองหาเด็กสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วน
ก่อนเดินทางมาหัวหน้าฉินได้กำชับเธอเป็นพิเศษ ให้ช่วยดูแลและคอยตักเตือนซ่งอวี้หน่วนอยู่ห่างๆ อย่างเหมาะสม เพราะถึงอย่างไรเธอก็เป็นเด็กสาวที่มาจากเมืองเล็กๆ
อายุยังน้อย ประสบการณ์ชีวิตก็ยังน้อย หากทำให้ตระกูลกู้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงก็ยังพอว่า แต่ถ้าหากพลั้งเผลอไปก่อเรื่องที่ไม่ดีงามเข้า ชีวิตทั้งชีวิตของเธออาจจะต้องจบสิ้นลง
รถไฟที่ซ่งอวี้หน่วนโดยสารมาถึงก่อนกำหนด แต่ยังมีอีกขบวนที่จะเทียบชานชาลาในอีก 10 นาทีข้างหน้า เลขานุการฟ่านจึงตั้งใจจะรอรับนักเรียนกลุ่มนั้นไปพร้อมกัน
ทันใดนั้นเธอก็เห็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยเจ้าของดวงตาเป็นประกายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหา พร้อมกับยื่นจดหมายแนะนำตัว บัตรนักเรียน และเอกสารอื่นๆ ให้ดู
‘นี่เองสินะ ซ่งอวี้หน่วน’ เลขานุการฟ่านคิดในใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเดินทางมากับรถไฟขบวนไหนกันแน่
แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด เธอจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก ทำได้เพียงส่งยิ้มต้อนรับอย่างเป็นมิตรและบอกให้ซ่งอวี้หน่วนรอเดินทางไปพร้อมกัน ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หลังจากรับนักเรียนอีก 7 คนที่มาถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังบ้านพักรับรองด้วยกัน ระหว่างทางซ่งอวี้หน่วนมองกลุ่มนักเรียนชายหญิงที่ยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าประตูด้วยความสนใจ ทุกคนล้วนมีท่าทางเหมือนคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี
บ้านพักรับรองแห่งนี้เป็นห้องพักแบบมาตรฐาน นักเรียนจากประเทศของพวกเขาพักอยู่ชั้น 2 ส่วนนักเรียนจากประเทศ X พักอยู่ชั้น 3 โดยซ่งอวี้หน่วนได้พักห้องเดียวกับเด็กสาวที่ชื่อหวงจื่อฉี
วันนี้ซ่งอวี้หน่วนสวมชุดกีฬาและรองเท้ากีฬาน้ำหนักเบาสีเขียวอ่อนที่ซื้อมาจากร้านในเมืองหลวงของมณฑล ซึ่งขับให้เธอดูสดใสและสง่างามในเวลาเดียวกัน
เป็นธรรมดาที่คนเรามักจะตัดสินกันจากรูปลักษณ์ภายนอก เมื่อเพื่อนร่วมห้องเห็นการแต่งตัวของเธอจึงเดาว่าเธอน่าจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี การทำความรู้จักกันจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
ในช่วงบ่ายมีการประชุมเพื่อแนะนำตัวและทำความรู้จักกัน เลขานุการฟ่านมองเห็นซ่งอวี้หน่วนได้ในทันที
เธอรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้โดดเด่นสะดุดตา ไม่ใช่เพราะหน้าตาที่สวยงาม แต่เป็นเพราะบุคลิกและออร่าที่เปล่งประกายออกมา ทำให้เธอรู้สึกประทับใจในตัวเด็กสาวที่ดูเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย และดูเหมือนจะเป็นคนขี้อายไม่ค่อยพูดคนนี้ไม่น้อย
เด็กสาวที่มีลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผู้คนโดยง่าย
สำหรับคณะเดินทางในครั้งนี้ ประกอบไปด้วยนักข่าว ช่างภาพ อาจารย์ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลาธิการ รวมแล้วประมาณ 40 กว่าคน
โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา 2 คน คืออาจารย์สือ ผู้หญิงวัย 30 กว่า และอาจารย์เผ่ย ชายวัยเดียวกันที่สวมแว่นตาและมีท่าทางสุภาพเรียบร้อยเหมือนปัญญาชน
ตามกำหนดการ คณะนักเรียนจากต่างประเทศจะเดินทางมาถึงในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้ และหลังจากให้เวลาพวกเขาได้พักผ่อน ค่ายฤดูร้อนก็จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันมะรืน
ดังนั้นการประชุมในวันนี้จึงมีขึ้นเพื่อชี้แจงกิจกรรมและข้อควรปฏิบัติต่างๆ
กิจกรรมหลักของค่ายคือการใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นเวลา 3 วัน โดยจะเดินทางไปตามเส้นทางและสถานที่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ก่อนจะกลับมายังบ้านพักรับรองเป่ยซานในวันที่ 4
ซึ่งตลอดเส้นทางในป่าจะมีจุดสำหรับจัดส่งเสบียงเตรียมพร้อมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
พอได้ฟังดังนั้น เหล่านักเรียนก็แสดงความตื่นเต้นดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด บางคนวางแผนจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก บางคนก็พูดอย่างกระตือรือร้นว่ายังไม่เคยเห็นป่าใหญ่หรือทุ่งหญ้ากว้างมาก่อนเลย คงจะต้องสนุกมากแน่ๆ
ส่วนนักเรียนหญิงบางคนก็วางแผนจะใส่กระโปรงลายดอกไม้สวยๆ ไปถ่ายรูปท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้
อาจารย์สือได้แจ้งเพิ่มเติมว่ากิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในหนานเฉิง ซึ่งตัวแทนจากบริษัทจะเดินทางมาถึงในช่วงเย็นและจะเข้าร่วมกิจกรรมไปกับทุกคนตลอดทั้งค่าย
หากต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งได้ทันที เธอจึงกำชับให้นักเรียนทุกคนแสดงความขอบคุณต่อพวกเขาอย่างจริงใจ ซึ่งทุกคนก็รับปากเป็นอย่างดี
จากนั้นอาจารย์เผ่ยจึงกล่าวขึ้น “สโลแกนของพวกเราในครั้งนี้คือ ‘มิตรภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง การแข่งขันเป็นอันดับสอง’ ทุกคนจำได้ไหมครับ”
“จำได้ค่ะ/ครับ” เสียงตอบรับดังกระหึ่ม ทุกคนต่างเปี่ยมไปด้วยพลังใจที่ไม่มีใครยอมใคร
เลขานุการฟ่านเสริมขึ้น “พวกเขาเป็นแขกบ้านแขกเมือง พวกเราในฐานะชาติแห่งมารยาทอันดีงาม จะต้องให้การต้อนรับอย่างเป็นมิตรนะคะ”
ซ่งอวี้หน่วนฟังแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ
อาจารย์สือพูดต่อ “นักเรียนทุกคนคะ เราต้องแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความสามัคคีและมิตรภาพ ต้องเรียนรู้ที่จะอ่อนข้อให้กัน เข้าใจที่อาจารย์พูดไหมคะ”
ครั้งนี้ซ่งอวี้หน่วนทนฟังเฉยๆ ต่อไปไม่ไหวจริงๆ แม้ก่อนมาเธอจะพยายามบอกตัวเองว่ามาที่นี่เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่คำพูดเหล่านี้มันฟังดูขัดหูอย่างบอกไม่ถูก
อ่อนข้อให้กันอย่างนั้นเหรอ แล้วมันต้องทำแบบไหนกันล่ะ
เธอรีบยกมือขึ้นแล้วถามด้วยรอยยิ้มสดใส “อาจารย์สือคะ รบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘การอ่อนข้อให้’ หน่อยได้ไหมคะ ว่าเราควรจะทำอย่างไร”
ทั้งห้องประชุมพลันเงียบกริบในทันที
อาจารย์สือเองก็ชะงักไปเล็กน้อย แววตาของเธอฉายแววไม่พอใจออกมาวูบหนึ่ง แต่ก็ยังคงตอบกลับอย่างใจเย็น
“ในค่ายครั้งนี้จะมีการแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้างค่ะ ตัวอย่างเช่นกิจกรรมแรก คือการเดินป่า 5 กิโลเมตร พวกเขาต้องเดินทางไกลจนเหนื่อยล้า และยังปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและอาหารการกินที่นี่ยังไม่ได้”
“แน่นอนว่าคงทำกิจกรรมนี้ได้ไม่ดีเท่าเรา ดังนั้นเมื่อถึงเวลานั้น เราทุกคนต้องสามัคคีกัน อย่าเพิ่งรีบเดินแซงพวกเขา ในจังหวะที่เหมาะสมก็อาจจะแกล้งๆ เดินให้ช้าลงบ้าง”
“หรืออย่างการแข่งขันชักเย่อและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ที่พวกเธอได้เห็นในกำหนดการเมื่อครู่ ก็ให้ใช้หลักการเดียวกัน”
พูดจบเธอก็หันไปถามซ่งอวี้หน่วนโดยเฉพาะ “คราวนี้เธอเข้าใจแล้วหรือยัง”
ซ่งอวี้หน่วนถามกลับ “อาจารย์สือคะ แล้วพวกเขามีนักข่าวกับช่างภาพมาด้วยเหมือนกับพวกเราหรือเปล่าคะ”
อาจารย์สือเหลือบสายตาไปทางเลขานุการฟ่าน
เลขานุการฟ่านจ้องมองซ่งอวี้หน่วน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ใช่ค่ะ พวกเขาก็มีมาเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้น หากเรายอมอ่อนข้อให้พวกเขาในทุกกิจกรรม แล้วพวกเขาบันทึกภาพทั้งหมดเอาไว้ พอกลับประเทศก็นำไปเผยแพร่ให้คนของเขาดู จะมีความเป็นไปได้ไหมคะ ว่าพวกเขาจะไม่ชื่นชมว่าเราเป็นชาติที่มีมารยาทงดงาม แต่กลับจะมองว่าเราเป็นพวกไร้ความสามารถ ทำอะไรก็ไม่เป็นเลย”
สิ้นคำพูดของเธอ ทุกคนในห้องก็ตกอยู่ในความตะลึงงันอีกครั้ง
เรื่องแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นได้จริงๆ เหรอ
สีหน้าของเลขานุการฟ่านเคร่งขรึมลงในทันที เธอกล่าวตำหนิซ่งอวี้หน่วน “ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าพูดจาสร้างบรรยากาศให้ตึงเครียดสิคะ”
“แล้วถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ล่ะคะ” ซ่งอวี้หน่วนยังคงยิ้มรับ “ถึงตอนนั้น ชื่อเสียงของเราจะเสียหายจนยากจะแก้ไขนะคะ”
เธอกล่าวต่อไปว่า “และอีกอย่าง หนูขอแนะนำเพื่อนๆ ทุกคนว่าอย่าคิดว่าการมาครั้งนี้เป็นเพียงการมาเที่ยวเล่นจะดีกว่าค่ะ เพราะจะเป็นอย่างไรถ้าจริงๆ แล้วอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการให้เราอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย”
คำพูดของเธอทำให้นักเรียนหลายคนเริ่มสับสน ทำไมเรื่องถึงดูกลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาได้ ค่ายฤดูร้อนก็ควรจะเป็นการมาเที่ยวเล่นสนุกๆ ไม่ใช่เหรอ การยอมให้กันนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนี่นา พวกเขาเริ่มหันไปซุบซิบกัน
อาจารย์สือเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน “เอาล่ะค่ะ เงียบกันได้แล้ว นักเรียนที่พูดเมื่อสักครู่นี้ เธอชื่ออะไรคะ”
ซ่งอวี้หน่วนยังคงรักษาท่าทีที่สุภาพและรอยยิ้มไว้บนใบหน้า “หนูชื่อซ่งอวี้หน่วน มาจากโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งอำเภอหนานซานค่ะ”
[จบบท]