บทที่ 293: การจัดทีม
ซ่งอวี้หน่วนเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “พวกเรามีทั้งหมด 30 คน จะแบ่งออกเป็น 3 ทีมย่อย แต่ละทีมก็แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยอีกที แล้วค่อยเลือกหัวหน้ากลุ่มกัน พวกเรามีผู้หญิงผู้ชายอย่างละครึ่งพอดี เลยจะให้คละกันไปเลย”
“แต่ตอนนี้เวลาเรามีไม่มาก แล้วเดี๋ยวก็ยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ฉันจะแบ่งกลุ่มให้เลยแล้วกันนะคะ จะได้ประหยัดเวลา ยังไงนี่ก็เป็นการจัดทีมแค่ชั่วคราว ถ้ามีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ไขนะคะ”
“แต่พอแบ่งกลุ่มเสร็จแล้ว พวกคุณต้องไปเลือกหัวหน้าทีมกับหัวหน้ากลุ่มกันเองนะ”
“แต่เพราะทุกคนเก่งๆ กันทั้งนั้น ถ้าเลือกไม่ได้จริงๆ ก็ใช้วิธีจับฉลากเอาแล้วกัน หลังจากนั้นถ้ามีปัญหาอะไรหรือขาดเหลืออะไรก็ให้มาบอกฉันได้เลย”
ซ่งอวี้หน่วนจัดการแบ่งทีมเสร็จเรียบร้อยก่อนที่ทุกคนจะทันได้คัดค้าน จากนั้นเธอก็รวบรวมข้อมูลส่วนสูง น้ำหนัก และรายการสิ่งของที่จำเป็นของนักเรียนแต่ละคนอย่างรวดเร็ว
เธอจดรายการของที่ต้องซื้อทั้งหมดลงบนกระดาษ แล้วยื่นให้กับเลขานุการฟ่านที่เพิ่งเดินเข้ามา “เลขานุการฟ่านคะ นี่คือรายการรองเท้าผ้าใบ เสื้อกันฝน และของอื่นๆ ที่นักเรียนต้องการ ช่วยจัดการโดยเร็วที่สุดด้วยค่ะ”
ก่อนจะเสริมว่า “พวกเราแบ่งทีมกันเรียบร้อยแล้วค่ะ แบบนี้จะช่วยสร้างความสามัคคีในทีมได้เป็นอย่างดี”
เลขานุการฟ่านครุ่นคิดตามแล้วก็เห็นด้วยว่าวิธีนี้เป็นความคิดที่ดีทีเดียว
ยังดีที่มีนักเรียนไม่ถึง 10 คนที่เตรียมมาแค่รองเท้าหนังกับรองเท้าแตะรัดส้น เลขานุการฟ่านจึงรีบไปจัดการหาคนไปซื้อของเหล่านี้ให้
ซ่งอวี้หน่วนนั่งลงบนเก้าอี้พลางมองนักเรียนส่วนใหญ่ที่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งเธอก็เข้าใจดี ไม่ว่าใครที่มารับตำแหน่งนี้ก็คงจะถูกปฏิบัติแบบเดียวกัน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างก็คงจะเข้าที่เข้าทางเอง
เธอไม่ได้จัดตารางฝึกซ้อมอะไรเป็นพิเศษให้พวกเขา แค่ทุกคนยอมเปลี่ยนจากรองเท้าหนังกับรองเท้าแตะรัดส้นที่ใส่มาเป็นรองเท้าที่เหมาะสมกว่านี้ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
แต่พอพวกเขาได้เห็นเหล่านักเรียนจากประเทศ X ที่เดินทางมาถึง ทุกคนก็ถึงกับพูดไม่ออก
แม้แต่เลขานุการฟ่านเองเมื่อเห็นแล้วก็ใจหายวาบไปเหมือนกัน
นักเรียนกลุ่มนั้นมีระเบียบวินัยดีมาก ทุกคนสวมเสื้อผ้าและสะพายกระเป๋าเป้ที่เหมือนกันหมด แม้จะเดินทางมาไกล แต่กลับไม่มีใครแสดงท่าทีอ่อนล้าออกมาเลยสักนิด ตรงกันข้าม ทุกคนดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามาก
ทว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนั้น
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะมีอะไรผิดปกติ แต่เป็นเพราะสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่กำลังจับจ้องมาที่เธออยู่
น่าจะเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนที่เดินทางมาถึงเมื่อบ่ายวานนี้ พวกเขาเข้าพักที่ชั้นล่างของบ้านพักรับรองและไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอกเลย ซึ่งซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
ในช่วงเช้า เธอใช้เวลาทำความรู้จักกับนักเรียนและประชุมร่วมกับหัวหน้าทีมและหัวหน้ากลุ่มที่เพิ่งแต่งตั้ง โดยแสร้งทำเป็นเล่าสมมติฐานบางอย่างด้วยน้ำเสียงลึกลับ เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาเตรียมพร้อมรับมือ
ซึ่งสมมติฐานเหล่านั้นก็ได้ปลุกสัญชาตญาณรักการแข่งขันในใจของนักเรียนขึ้นมาได้เป็นอย่างดี
พอได้มาเจอกันครั้งแรกและเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยของอีกฝ่าย พวกเขาก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่าหัวหน้าทีมของตัวเองนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน
เนื่องจากกำหนดการเดินทางคือวันพรุ่งนี้ เลขานุการฟ่านจึงแอบติดต่อหน่วยงานในพื้นที่เพื่อขอให้ช่วยสั่งตัดชุดกีฬาแบบเร่งด่วน โดยใช้ชุดของซ่งอวี้หน่วนเป็นต้นแบบ
รวมถึงกระเป๋าเป้ที่เธอสะพายอยู่ ซึ่งดูแล้วล้ำสมัยกว่าที่นักเรียนจากประเทศ X ใช้อยู่เล็กน้อยก็ถูกนำไปเป็นต้นแบบด้วยเช่นกัน
ทว่าซ่งอวี้หน่วนรีบตามไปกำชับเลขานุการฟ่านทันที “เรื่องคุณภาพสำคัญที่สุดนะคะ ต้องรับประกันคุณภาพให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าเป้ก็ตาม แล้วก็ฉันมีเรื่องจะขอเพิ่มเติมอีกหน่อยค่ะ”
“กระเป๋าเป้ใบนี้ฉันยื่นขอจดสิทธิบัตรไปแล้ว เพราะฉะนั้น นอกจากกรณีพิเศษครั้งนี้แล้ว ห้ามนำแบบไปผลิตกระเป๋าเป้สะพายหลังแบบนี้อีกเด็ดขาด ถ้ามีการผลิตออกมาถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ฉันจะเรียกร้องค่าเสียหายนะคะ อ้อ แล้วก็ต้องทำป้ายแท็กที่พิมพ์คำว่า ‘จือหลาน’ ติดไปด้วยค่ะ”
เลขานุการฟ่านเอ่ยขึ้น “ถ้าฉันจะบอกว่าเธอเตรียมตัวมาพร้อมทุกอย่างนี่ ถือว่ากล่าวหาเธอเกินไปไหมนะ”
แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ต้องขอบคุณซ่งอวี้หน่วนจริงๆ สายตาที่เธอมองหญิงสาวจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย พอได้เห็นการเตรียมตัวของอีกฝ่ายเมื่อสักครู่ เธอก็ถึงกับเหงื่อตก ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าดูจากอุปกรณ์ของพวกเขาแล้ว บอกว่ามาฝึกภาคสนามก็ยังเชื่อได้เลย
แล้วฝั่งเราล่ะ เตรียมรถบัสคันใหญ่มา 2 คัน ทุกคนก็แต่งตัวกันซะสวยหล่อเพราะกลัวจะโดนเปรียบเทียบ แต่ดูเด็กผู้หญิงฝั่งเขาสิ สวมชุดกีฬาสีดำเหมือนกันหมด
เธอยังแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่านี่อาจจะเป็นแค่ชุดสำหรับเดินทางก็ได้ พรุ่งนี้พวกเขาอาจจะเปลี่ยนเป็นชุดอื่น
เลขานุการฟ่านเป็นคนตรงไปตรงมา เธอจึงพูดกับซ่งอวี้หน่วนอย่างเปิดอก “เธอวางใจได้ ฉันจะคอยคุมเรื่องนี้เอง เสื้อผ้ามีพร้อมอยู่แล้ว ว่าแต่เสี่ยวหน่วน ต้องขอบใจเธอมากนะที่ช่วยรวบรวมข้อมูลส่วนสูง น้ำหนัก แล้วก็ขนาดรองเท้าของนักเรียนมาให้ อ้อ จริงสิ ตอนไม่มีใครอยู่ เรียกฉันว่าน้าอวิ๋นก็ได้นะ”
ซ่งอวี้หน่วนฉีกยิ้มกว้าง “ค่ะ น้าอวิ๋น”
เลขานุการฟ่านยิ้มออกมาอย่างจริงใจ เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไม่นับเรื่องอื่น แค่วุฒิภาวะที่แสดงออกมาก็เหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันไปมากแล้ว
พูดจบเลขานุการฟ่านกับอาจารย์สือก็รีบร้อนจากไป พวกเขาต้องจัดการเรื่องเสื้อผ้าและกระเป๋าเป้ให้เรียบร้อยก่อนฟ้าสาง ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ทีมของพวกเขาคงดูไม่ต่างอะไรกับกองทัพจับฉ่าย
แม้จะเป็นการผูกมิตร แต่เรื่องศักดิ์ศรีแบบนี้ก็ยอมกันไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของเสี่ยวหน่วนก็ถูกทั้งหมด มีสายตาตั้งมากมายจับจ้องอยู่ การสร้างชื่อเสียงให้ประเทศคือเป้าหมายหลัก ไฟแห่งการแข่งขันในใจของเลขานุการฟ่านจึงลุกโชนขึ้นมา
ณ ที่นั้นจึงเหลือเพียงอาจารย์เผ่ย เจ้าหน้าที่อีกสองสามคน และหัวหน้าฝ่ายพลาธิการ
อาจารย์เผ่ยกำลังยืนคุยอยู่กับกลุ่มผู้สนับสนุนที่พักอยู่ชั้นล่าง
ซ่งอวี้หน่วนสังเกตว่าบอดี้การ์ดทั้ง 4 คน แทบจะไม่ยอมขยับห่างจากชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเลยแม้แต่น้อย ได้ยินมาว่าเขาคือทายาทของบริษัทใหญ่ชื่อเมิ่งฝาน
ซ่งอวี้หน่วนยังเห็นว่ามีบอดี้การ์ด 2 คนกำลังแอบลอบมองเธออยู่ พอเธอหันไปสบตา พวกเขากลับไม่หลบเลี่ยง แถมยังส่งยิ้มมาให้เธออีกด้วย
บอดี้การ์ดต้ากับบอดี้การ์ดเฉิงสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่อาต้าจะเอ่ยถาม “นายน้อยรองยังไม่ตื่นอีกเหรอ”
อาเฉิงคือคนที่ฉีดยาระงับประสาทให้จงเส้าชิง เขาพยักหน้านิ่งๆ “อืม ฤทธิ์ยายังไม่หมด ยังหลับอยู่”
อาต้ามองไปยังซ่งอวี้หน่วนที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความงามที่เหนือกว่าดาราภาพยนตร์พลางเอ่ยอย่างนึกเสียดาย “ถ้าคืนนี้ลงมือได้ก็คงจะดี”
เขาจะได้ลิ้มรสความงามนี้ก่อนนายน้อยรองเสียอีก
เขาหันไปกำชับ “รอให้นายน้อยรองถูกใจเธอคนนี้ก่อน แล้วเราค่อยไปรายงานความคืบหน้ากับประธานกรรมการซ่างกวน ถึงตอนนั้นนายอยากจะทำอะไรก็เชิญเลย แต่ตอนนี้ห้ามแตะต้องเธอเด็ดขาด เข้าใจไหม”
อาต้ายิ้มอย่างไม่แยแส
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด
***
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้หน่วนตื่นนอนตอน 6 โมงตรง
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันและแต่งตัวเรียบร้อย เธอก็เดินลงไปชั้นล่าง ทันใดนั้นเธอก็เห็นกลุ่มบอดี้การ์ดกำลังประคองชายหนุ่มที่ชื่อเมิ่งฝานกลับมาจากข้างนอก
ริมฝีปากของเมิ่งฝานซีดเผือดไร้สีเลือด ร่างกายของเขาก็ดูไม่สง่างามเหมือนเคย แต่กลับเดินงองุ้ม
พอเห็นซ่งอวี้หน่วนเดินลงมาจากบันได ดวงตาของอาต้าก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายก่อน “สวัสดีจ้ะสาวน้อยคนสวย เธอชื่อซ่งอวี้หน่วนใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนหยุดชะงัก
อาต้าฝืนยิ้ม ก่อนจะหันไปกระซิบกับเมิ่งฝาน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือนายน้อยรองจงที่ยืนอยู่ข้างๆ “นายน้อยรองครับ นี่คือญาติของซ่างกวนหว่าน ถ้าว่ากันตามศักดิ์แล้วก็เป็นหลานสาวนั่นแหละครับ เป็นไงครับ สวยใช่ไหมล่ะ สวยกว่าซ่างกวนหว่านเป็นหมื่นเท่าเลยว่าไหมครับ”
จงเส้าชิงเงยหน้าขึ้น ในม่านสายตาที่พร่ามัว เขาเห็นใบหน้าที่งดงามหาที่เปรียบมิได้อยู่ไม่ไกล
เขาหันไปมองอาต้าที่อยู่ข้างๆ นี่มันหมายความว่ายังไง คิดจะให้ผู้หญิงที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนมาแทนที่ซ่างกวนหว่านอย่างนั้นเหรอ
แล้วซ่างกวนหว่านไปมีหลานสาวโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นในใจของเขา
แต่ในขณะเดียวกัน ความเกรี้ยวกราดและอารมณ์ฉุนเฉียวก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขาเบิกตากว้างโพลง ในหัวสับสนอลหม่าน และในจังหวะที่เขากำลังจะพุ่งเข้าไปหาซ่งอวี้หน่วน อาต้ากับอาเฉิงก็รวบตัวเขาไว้ได้ทัน
ตอนนี้จะก่อเรื่องไม่ได้
ทั้งสองรีบประคองจงเส้าชิงที่ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดกลับเข้าไปในห้องพัก
พอเข้ามาในห้อง อาต้าก็ยิ้มร่าถามขึ้น “นายน้อยรองครับ เป็นไงบ้าง สวยไหมล่ะครับ ชอบหรือเปล่า อยากได้เธอมาเป็นภรรยาไหมครับ”
[จบบท]