บทที่ 299: สำรวจป่า
เลขานุการฟ่านถึงกับเหงื่อตก เธอจะไปเดาใจใครเขาถูกได้อย่างไรกัน จู่ๆ เธอก็เอ่ยถามซ่งอวี้หน่วนขึ้นมา
“เท่าที่รู้ จงเส้าชิงไม่รู้จักเธอนี่ แล้วทำไมเขาถึงต้องขอความช่วยเหลือจากเธอด้วยล่ะ”
ต่อให้ต้องขอความช่วยเหลือจริงๆ ก็น่าจะมาหาตัวเธอมากกว่าไม่ใช่หรือ
ซ่งอวี้หน่วนตอบเรียบๆ “เรื่องนี้เกี่ยวกับซ่างกวนอวิ๋นฉี แต่ตอนนี้เธอยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ฉันเลยยังพูดอะไรมากไม่ได้ค่ะ”
ความคิดของเลขานุการฟ่านหยุดชะงักไปชั่วครู่ แต่พอตั้งสติได้ ก็ถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “เดี๋ยวนะ... เซี่ยโป๋เหวินนี่... เป็นตาของเธอเหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าแล้วส่ายหน้าตาม “ก็แค่ในนามน่ะค่ะ ไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด”
เลขานุการฟ่านรู้แค่ว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีถูกจับตัวไป แต่รายละเอียดอื่นๆ นอกจากนั้นเธอก็ไม่รู้อะไรเลย
ทว่าเมื่อมาคิดดูแล้ว หัวหน้าฉินก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี แต่ในเมื่อหัวหน้าฉินไม่เคยเอ่ยปากพูดถึง ก็คงหมายความว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้ไม่ได้มีความหมายอะไร
บางทีอาจจะมีเรื่องราวซับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลังอีก ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าฉงนไม่น้อย
แต่เธอก็เป็นคนฉลาดพอที่จะรู้ว่าเรื่องไหนควรถาม เรื่องไหนไม่ควรสอดรู้สอดเห็น
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว เลขานุการฟ่านก็ตัดสินใจ “ตกลง เอาตามที่เธอว่าเลยแล้วกัน”
ความสามารถของซ่งอวี้หน่วนนั้นเป็นที่ประจักษ์จนไม่มีข้อกังขา เพียงแค่วันเดียว เธอก็แทบจะกุมอำนาจในค่ายฤดูร้อนแห่งนี้ไว้ได้ทั้งหมด
หากตอนนี้พวกผู้ใหญ่พากันถอนตัวออกไป ปล่อยให้เด็กๆ อยู่กันตามลำพัง ก็เชื่อได้เลยว่าซ่งอวี้หน่วนจะสามารถนำพาเด็กๆ ทุกคนให้เอาตัวรอดและใช้ชีวิตได้อย่างสนุกสนานแน่นอน
เมื่อทานอาหารเช้าและช่วยกันเก็บกวาดจนเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำชั่วคราวที่สร้างจากกิ่งไม้ จากนั้นซ่งอวี้หน่วนจึงเรียกทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้ง
เมื่อขานชื่อและนับจำนวนคนแล้วก็พบว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ส่วนเจมค์ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าแถว เตรียมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของซ่งอวี้หน่วนทุกอย่าง
ป่าทางทิศตะวันตกไม่ใช่ป่าดงดิบทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นป่าที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวกันลม แต่ก็ยังคงมีต้นไม้ดั้งเดิมขึ้นอยู่หนาตา
ที่นี่ไม่มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็สำรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีงูหรือหนูชุกชุม ทว่าเมื่อคืนดันมีงูเลื้อยออกมาตัวหนึ่ง แต่ก็โชคร้ายโดนซ่งอวี้หน่วนจับไปใช้เป็นอาวุธเสียแล้ว
อาจเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงรังสีอันตราย วันนี้เหล่าพงหญ้าและพุ่มไม้จึงดูเงียบสงบเป็นพิเศษ
ตอนแรกซ่งอวี้หน่วนคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมสำรวจป่าแค่ครึ่งเดียว แต่ที่ไหนได้ กลับมากันครบทุกคน แถมยังพยายามเบียดเสียดเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เธออีกต่างหาก
ซ่งอวี้หน่วนหันไปถามจงเส้าชิงว่าอยากจะไปด้วยกันไหม
แววตาของจงเส้าชิงฉายแววปรารถนาอย่างแรงกล้า ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เขาก็ไม่เคยได้สัมผัสโลกภายนอกอย่างเต็มที่เลย การผจญภัยในป่าจึงเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด ทว่าเขาก็อดกังวลไม่ได้ว่าอาการป่วยของตัวเองอาจจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้
ซ่งอวี้หน่วนมองออกถึงความกังวลในใจเขา จึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “อยากไปก็ไปเถอะ แค่เดินตามฉันมาก็พอ เดี๋ยวฉันจะคอยดูนายเอง”
ดวงตาหงส์คู่สวยของจงเส้าชิงพลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ในยามที่สติสัมปชัญญะยังครบถ้วนเช่นนี้ เขาอยากจะถามเธอเหลือเกินว่า ‘ทำไมคุณถึงดีกับผมขนาดนี้’ ขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกตื้นตันบางอย่างแล่นเข้ามาจุกอยู่ที่อก
แต่เขาเป็นแค่คนบ้าที่ชีวิตนี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน จะมีสิทธิ์เอ่ยคำถามเช่นนั้นได้อย่างไร เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“อืม ผมจะฟังคุณ”
ท่าทางที่แสนเชื่องเชื่อของเขาทำให้ซ่งอวี้หน่วนนึกอยากจะเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเขาเบาๆ เพราะมันช่างดูคล้ายกับหมิงเซิ่งน้องชายของเธอเหลือเกิน
ซ่งอวี้หน่วนลูบคางตัวเอง พลางนึกสงสัยว่านายน้อยรองจงคนนี้จะเต้นเป็นหรือเปล่า
อืม... ถ้าได้เต้นดิสโก้กันสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย
เมื่อเดินมาถึงชายป่า ซ่งอวี้หน่วนก็หันกลับไปมอง เห็นบางคนถืออ่างและตะกร้ามาตามที่เธอบอกไว้ไม่มีผิด
ในป่ามีเห็ดขึ้นอยู่ พวกเขาสามารถเก็บเห็ดได้ ไม่จำเป็นต้องนำไปกิน แต่อาจจะลองขอให้ชาวบ้านที่มีประสบการณ์มาช่วยสอนวิธีแยกแยะเห็ดชนิดต่างๆ พร้อมกันนี้เธอยังย้ำเตือนกฎสำคัญสองสามข้อ
“เห็ดที่มีสีสันสดใสอย่าเก็บเด็ดขาด ส่วนเห็ดที่พอแตะตรงโคนแล้วมันเปราะหักง่ายก็ไม่ต้องเก็บมาเหมือนกัน ไม่ต้องเอามาเยอะ แค่พอหอมปากหอมคอก็พอ”
ขณะที่บางคนก็พกสมุดบันทึกมาด้วย ตั้งใจจะเก็บใบไม้สวยๆ กลับไปทำที่คั่นหนังสือ
เธอกำชับให้ทุกคนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ห้ามแตกแถว และให้สำรวจอยู่แค่ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น ส่วนเลขานุการฟ่านกับอาจารย์อีกสองคนก็คอยเดินตามดูแลความเรียบร้อยอยู่ไม่ห่าง
ในใจของจงเส้าชิงพลันรู้สึกปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ซ่งอวี้หน่วนมากนักเพราะกลัวจะทำให้คนอื่นมองเธอในแง่ไม่ดี แต่ในใจลึกๆ ก็อยากจะเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ความลังเลนี้ทำให้เขายืนเหม่อลอยอยู่ตรงหน้าเธอ
ภาพโลกตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ผู้คนรอบกายดูไม่สมจริง จากภาพสามมิติกลับกลายเป็นภาพแบนๆ ไร้มิติ หัวใจของเขาก็เริ่มเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง เขารู้สึกว่าร่างกายกำลังจะผิดปกติ ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดจึงโผเข้าไปกอดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไว้แน่น
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับไปไม่เป็น แต่แล้วสายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นสิ่งที่ชายหนุ่มกอดอยู่...
เอ๊ะ นี่มันต้นสนแดงนี่นา โห บนนั้นมีลูกสนเต็มไปหมดเลย แถมแต่ละลูกก็ใหญ่เบ้อเริ่ม
ซ่งอวี้หน่วนเกิดความคิดอยากจะเก็บลูกสนใหญ่เท่าฝ่ามือพวกนี้กลับไปฝากคนที่บ้านสักสองสามลูก ถึงมันจะยังไม่แก่ดี แต่ก็ถือเป็นของแปลกให้หมิงเซิ่งกับน้าเล็กได้เปิดหูเปิดตา
อืม... แล้วก็ต้องเผื่อกู้หวยอันด้วยคนหนึ่ง
แต่จะให้ปีนขึ้นไปเก็บต่อหน้าคนเยอะๆ แบบนี้คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นต้นเดียวก็คงไม่พอให้แบ่งกันแน่
ซ่งอวี้หน่วนรีบค้นกระเป๋าสะพายของตัวเอง ไม่แน่ใจว่ายาเม็ดปลุกสติของปู่รองจะใช้ได้ผลกับเขาหรือเปล่า แต่ก็ลองหยิบมันออกมา
เธอแกะมือของจงเส้าชิงออกจากต้นไม้ แล้วใช้กิ่งไม้ที่อยู่ใกล้มือฟาดลงไปบนฝ่ามือของเขาเบาๆ ทีหนึ่ง จากนั้นจึงยื่นยาเม็ดให้เขา “ไม่รู้ว่าจะได้ผลไหม แต่ลองกินดูนะ”
ในขณะที่สายตาของจงเส้าชิงกำลังพร่ามัว ความเจ็บแปลบที่ฝ่ามือก็แล่นปราดขึ้นมา เรียกสติของเขาให้กลับคืนมาชั่วคราว
เขามองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะรีบกลืนยาเม็ดนั้นเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ซ่งอวี้หน่วนกวาดตามองไปยังกลุ่มนักเรียนคนอื่นๆ โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ ทุกคนยังคงตื่นเต้นกับการสำรวจป่ากันอยู่
จงเส้าชิงยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นสนแดง นิสัยที่ติดตัวมานานหลายปีทำให้สมองของเขาเริ่มทำงานทันทีที่สติกลับคืนมา ซ่งอวี้หน่วน... บางทีเธออาจจะเป็นความหวังเดียวที่เขามี ถ้าเธอสามารถช่วยเขาทวงทุกอย่างที่เป็นของเขากลับคืนมาได้ เขาจะมอบเกาะเล็กๆ นั่นให้เป็นของขวัญแก่เธอ
แต่แล้วอีกความคิดหนึ่งก็แทรกเข้ามา ตระกูลจงนั้นวุ่นวายเกินกว่าใครจะคาดคิด สองพ่อลูกที่เลวร้ายราวกับสัตว์เดรัจฉานนั่นกับผู้หญิงใจอำมหิตคนนั้น ไม่มีใครที่รับมือง่ายๆ เลยสักคน แล้วจะดึงซ่งอวี้หน่วนเข้ามาพัวพันกับเรื่องโสมมพวกนี้ไปเพื่ออะไร
แต่เธอก็เก่งกาจเกินคนจริงๆ แค่ดูจากสถานการณ์ในค่ายฤดูร้อนนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอโดยสิ้นเชิง
บอดี้การ์ดทั้งสี่คนที่ติดตามเขามา พอเห็นหน้าซ่งอวี้หน่วนก็รีบส่งยิ้มประจบประแจงให้เช่ยกัน แค่เห็นแววตาหวาดหวั่นนั่นก็รู้แล้วว่าพวกเขากลัวเธอแค่ไหน สงสัยเมื่อคืนคงจะโดนสั่งสอนไปชุดใหญ่จนเจ็บหนักน่าดู
ซ่งอวี้หน่วนเห็นสีหน้าของนายน้อยรองจงเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ถูก จึงเอ่ยถามขึ้น “นายกำลังคิดอะไรอยู่”
จงเส้าชิงโพล่งออกมาตามสัญชาตญาณ “ผมกำลังคิดว่า... ถ้าคุณช่วยผมทวงมรดกของตระกูลคืนมาได้ ผมจะยกเกาะเล็กๆ นั่นให้คุณ!”
ซ่งอวี้หน่วน “…” โอ้โห... ถึงจะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนผ่านโลกมาเยอะ แต่ให้ตายเถอะ... เธอยังไม่เคยมีเกาะเป็นของตัวเองเลยนะ!
หาดทราย แสงแดด เสียงคลื่น ต้นมะพร้าว แล้วก็... บิกินี่...
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามข่มความรู้สึกเสียดายอย่างสุดกำลัง ก่อนจะพูดออกมาอย่างเจ็บปวดใจ “ไม่ ฉันไม่เอาเกาะของนายหรอก ถึงยังไงนั่นก็เป็นของดูต่างหน้าจากมามี้ของนายไม่ใช่เหรอ ส่วนเรื่องมรดกน่ะไม่ต้องห่วงหรอก นายยังมีเวลาให้จัดการอีกตั้ง 3 ปี แล้วที่สำคัญคือนายต้องรีบรักษาตัวให้หายก่อน อย่าให้มันเป็นแบบว่า... พอได้มรดกคืนมาหมดแล้ว เกิดชิงตายไปซะก่อน แบบนั้นไม่เรียกว่าขาดทุนย่อยยับเลยรึไง”
จงเส้าชิงทวนคำอย่างไม่แน่ใจ “ชิงตาย... หมายถึง... ตายไปแล้วใช่ไหมครับ” เขาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ส่วนเรื่องวิธีการรักษา เขามองหน้าซ่งอวี้หน่วนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล
“แต่ว่าผมไม่มีเงินเลยสักหยวน ถ้าเกิดจงหมิงไม่ยอมจ่ายค่ารักษาให้ผมจะทำยังไงดีครับ”
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างใจเย็น “ไม่เป็นไร ถ้าเขาไม่ให้ ก็ถือว่านายติดฉันไว้ก่อนแล้วกัน”
จงเส้าชิงขานรับในลำคอเบาๆ แล้วก็ไม่ซักไซ้อะไรต่ออีกเลย
ความจริงแล้วซ่งอวี้หน่วนตั้งใจจะคุยกับเขาเรื่องแผนการร่วมมือกันโค่นล้มตระกูลจงและตระกูลซ่างกวน แต่เมื่อเห็นว่าสภาพจิตใจของเขายังไม่มั่นคงดี จึงตัดสินใจรอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางกว่านี้ก่อนแล้วค่อยเปิดฉากคุยกันอีกครั้ง
ตกกลางคืน บอดี้การ์ดอาต้าก็นำม้วนวิดีโอมามอบให้ซ่งอวี้หน่วนด้วยตัวเอง หลังจากผ่านเรื่องราวมาทั้งวัน ความคิดอกุศลเพียงน้อยนิดที่เคยมีก็มอดดับไปจนสิ้น
จะให้ไปกล้าหาเรื่องกับเธอได้อย่างไรกัน ในเมื่อช่วงกิจกรรมสำรวจป่าเมื่อตอนเช้า พวกเขาทั้งสี่ก็เพิ่งจะโดนเธอสั่งสอนไปอีกหนึ่งบทเรียน ทั้งแบบซึ่งๆ หน้าและแบบไม่ให้รู้ตัว พวกเขาไม่กล้าที่จะคิดไม่ซื่อกับเธออีกต่อไปแล้วจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนเก็บม้วนวิดีโอลงกระเป๋าเป้ ก่อนจะอาศัยความมืดมิดของรัตติกาลเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังป่าอีกครั้ง
ระหว่างที่ก้าวเข้าไปในป่า เธอก็พลอยสงสัยตัวเองไปด้วย... พละกำลังที่มหาศาล ความว่องไวที่เหนือคนธรรมดา... นี่คือพรที่ได้จากการทะลุมิติเข้ามาในหนังสือจริงๆ น่ะเหรอ...
คงจะเป็นอย่างนั้นละมั้ง... ไม่อย่างนั้นจะอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไร
****
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องแล็บผลิตยาภายในฐานทัพทดสอบการบิน ตัวยาชุดแรกได้ถูกผลิตขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
กู้หวยอันได้จัดเตรียมยานพาหนะและทีมคุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา ดวงตาของผู้เฒ่ากงแดงก่ำ เขาปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะควบคุมการขนส่งด้วยตัวเอง แล้วหายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาล...
[จบบท]