บทที่ 304: รีบส่งเงินมา!
ซ่างกวนหว่านกำมือแน่น เธอเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ไม่ปริปากโต้เถียงแม้แต่คำเดียว
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ หญิงสาว ก่อนจะหันไปพูดกับเซี่ยลี่อิ๋ง “เรื่องนี้จะโทษเธอฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอก คนเราถ้าไม่เห็นแก่ตัวฟ้าดินก็ลงโทษแล้วนี่ เพื่อปกป้องตัวเองน่ะ พวกเธอจะไปสำคัญอะไร!”
ซ่างกวนหว่านพลันเงยหน้าขึ้น เธอก็รู้ดีว่าวันนี้คงต้องแตกหักกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ไม่คิดจะยอมให้เซี่ยลี่อิ๋งอีกต่อไป
หญิงสาวรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะตัดสินใจชี้ไปยังจงเส้าชิง แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เขา... เขามีโรค Super-Male ถูกขังอยู่ในห้องมาตั้งแต่อายุสิบสอง ไม่เคยได้เรียนหนังสือ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง แถมยังอารมณ์ร้ายโมโหง่ายอีกด้วย...”
พอคิดขึ้นมาได้ว่าเขาเคยฆ่าคน แววตาของซ่างกวนหว่านก็ฉายแววหวาดผวา เรื่องนี้เธอไม่กล้าพูดออกไปเด็ดขาด
หญิงสาวตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในใจ ถึงยังไงต่อให้มีคนมาตามหาเธอจนเจอแล้วจะทำอะไรได้ เธอก็จะไม่มีวันยอมตกลงเป็นอันขาด ไม่อยากเชื่อเลยว่าเซี่ยโป๋เหวินจะกล้าจับเธอมัดมือชกกับคนบ้าคนนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวของนายน้อยรองจงคนนี้คนบ้านตระกูลเซี่ยก็รู้กันถ้วนหน้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนแต่งเรื่องขึ้นมาเองเสียหน่อย
เซี่ยลี่อิ๋งมองท่าทีที่ไม่ปกติของจงเส้าชิงแล้วก็รู้สึกกลัวจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยเตือนขึ้นว่า “พูดเบาๆ หน่อยสิ อย่าไปกระตุ้นเขา!”
คำพูดนั้นได้ผลชะงัด ซ่างกวนหว่านรีบหุบปากฉับ ทั้งห้องจึงกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เซี่ยโป๋เหวินเองก็บรรยายความรู้สึกในใจไม่ถูก เขานึกว่าชาตินี้ทั้งชาติเสี่ยวหน่วนจะไม่มีวันย่างเท้าเข้ามาเหยียบบ้านของเขาอีกแล้วเสียอีก
แต่การที่ทุกคนมายืนกันอยู่แบบนี้มันดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ทว่าบนใบหน้าของเซี่ยลี่อิ๋งกลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองระคนหวาดกลัว ส่วนซ่างกวนหว่านก็เอาแต่ก้มหน้าเช็ดน้ำตา ในขณะที่เซี่ยจื้อยืนขมวดคิ้วครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ตรงประตู
แต่เดิมบ้านหลังนี้มีแม่บ้าน แต่หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่เรือนสี่ประสานก็ให้เธอออกไปก่อน ไม่สามารถรอจนกว่าจะมีคำสั่งลงมาจริงๆ แล้วค่อยไล่ออกได้ อีกอย่างทุกคนก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารได้อยู่แล้ว ส่วนซ่างกวนหว่าน เธอก็ทำอาหารเป็น
บรรยากาศภายในบ้านแบบนี้ ไม่เหมือนกับบ้านที่ควรจะเป็นเลยสักนิด
เซี่ยโป๋เหวินไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่การที่เสี่ยวหน่วนมาเยี่ยมบ้านครั้งแรก กลับต้องมาเจอสภาพที่ดูไม่จืดแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกแย่ ชายสูงวัยจึงได้แต่ถลึงตาใส่ลูกๆ ทั้งสองคนของตัวเองอย่างตำหนิ ก่อนจะเดินไปหาผลไม้มาให้หลานสาว
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย เธอกำลังรอโทรศัพท์อยู่ต่างหาก
หญิงสาวหรี่ตามองเซี่ยโป๋เหวินที่ผมเผ้าเริ่มขาวโพลน กำลังปอกแอปเปิลให้เธอด้วยท่าทางเงอะงะ
บนโลกนี้มีคนที่เลวโดยสันดาน อย่างเช่นสองพี่น้องซ่างกวนอวิ๋นฉี ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยรู้สึกผิดเลยสักนิด แต่ก็มีคนอย่างเซี่ยโป๋เหวิน ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีแต่กลับทำเรื่องเลวร้าย จนในใจรู้สึกไม่สงบและถูกมโนธรรมคอยทิ่มแทงอยู่เสมอ
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ซ่างกวนหว่านซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ อยู่แล้วจึงลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอื้อมมือไปรับสาย
โดยที่ซ่งอวี้หน่วนยังไม่ทันได้เอ่ยปาก จงเส้าชิงก็ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เขาแอบแยกเขี้ยวใส่ซ่างกวนหว่านอย่างน่าขนลุก
หัวใจของซ่างกวนหว่านเต้นระรัว เธอกลืนน้ำลายแล้วรีบถามปลายสายว่าเป็นใคร พอรู้ว่าเป็นประธานกรรมการจงก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
แน่นอนว่าซ่างกวนเหิงย่อมไม่สามารถไปพบท่านประธานด้วยตัวเองได้ แต่ตอนที่เสี่ยวหว่านโทรมาบอกว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีกับจงเส้าชิงปรากฏตัวพร้อมกัน เขาก็ยังไม่ทันจะได้ซักถามอะไรอีกฝ่ายก็รีบตัดบทให้เขาไปหาประธานกรรมการจงให้เร็วที่สุดแล้ววางสายไป
นับตั้งแต่ที่พวกเขาออกเดินทางไปที่นั่น นอกจากโทรศัพท์ที่โทรมาแจ้งข่าวตอนไปถึงเขตป่าเป่ยซานแล้ว นี่ก็นับเป็นครั้งที่สองที่เสี่ยวหว่านโทรมา
ซ่างกวนเหิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ในเมื่อบอดี้การ์ดทั้งสี่คนฝีมือดีขนาดนั้น การจะจับผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างซ่งอวี้หน่วนก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากไม่ใช่หรือ?
พอจับตัวได้แล้วก็แค่ปล่อยให้นายน้อยรองจงจัดการเธอเสีย เรื่องของลูกสาวเขาก็เป็นอันจบ
ส่วนประธานกรรมการจงพอได้ยินว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นหลานสาวแท้ๆ ของเซี่ยโป๋เหวิน เขาก็ค่อนข้างพอใจ จงเส้าชิงก็เป็นแค่คนไร้ค่าคนหนึ่ง พอผ่านไปสามปีจนได้รับมรดกเรียบร้อยแล้ว เขาก็คงหมดอายุขัยพอดี
อีกอย่างตอนนี้ทางนี้กำลังมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ การได้ซ่งอวี้หน่วนมาอยู่ในมือก็อาจจะใช้ต่อรองเพื่อควบคุมเซี่ยโป๋เหวินได้ นับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว พวกเขาจึงตกลงกันอย่างง่ายดาย
แต่สถานการณ์ในตอนนี้คือ ซ่งอวี้หน่วนกับจงเส้าชิงได้เจอกันแล้วจริงๆ ทว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไรนั้นยังไม่มีใครรู้ แต่การที่ทั้งสองคนพากันไปหาเสี่ยวหว่านที่บ้านตระกูลเซี่ยด้วยกันนี่สิที่ทำให้ทุกคนสับสน
ซ่างกวนเหิงจึงเร่งให้ประธานกรรมการจงรีบโทรกลับไปสอบถามสถานการณ์
ใจของประธานกรรมการจงเองก็ร้อนเป็นไฟเช่นกัน เพราะไม่ได้รับการติดต่อจากอาต้าเลย ทำให้ไม่รู้ว่าทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง โชคดีที่ยาที่ให้พกติดตัวไปนั้นมีเพียงพอ ไม่อย่างนั้นคงลำบากแน่
ประธานกรรมการจงเอ่ยถามซ่างกวนหว่านทันที “หนูหว่าน หนูเห็นเส้าชิงแล้วเหรอ?”
ซ่างกวนหว่านรีบพยักหน้า “คุณลุงคะ เขาอยู่...อยู่ข้างๆ นี่เองค่ะ”
แต่ในจังหวะนั้นเอง ซ่งอวี้หน่วนก็ฉวยโทรศัพท์ไปจากมือเธอ แล้วผลักซ่างกวนหว่านไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะพูดเรียบๆ ว่า “เธอรอเดี๋ยวนะ ฉันขอคุยกับท่านประธานจงสักครู่”
ซ่างกวนหว่านถูกผลักจนเสียหลัก พอตั้งตัวได้ก็มองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เธอกำลังยกยิ้มหวานหยดแล้วทักทายปลายสาย “สวัสดีค่ะท่านประธานกรรมการจง ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ฉันคือซ่งอวี้หน่วน อยากจะขอคุยกับท่านสักหน่อยค่ะ”
ประธานกรรมการจงที่อยู่ปลายสายนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหลุดเสียง ‘อา’ ออกมา แล้วจึงพูดว่า “เธอคือซ่งอวี้หน่วน งั้นก็ว่ามาสิ”
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยเข้าเรื่องทันที “เรื่องที่ฉันจะคุยกับท่านประธานวันนี้ ก็คือเรื่องอาการป่วยของลูกชายสุดที่รักของท่าน นายน้อยรองจงเส้าชิงค่ะ”
ประธานกรรมการจงขมวดคิ้วมุ่น ในแววตาฉายประกายอำมหิต เขาย่อมรู้ดีที่สุดว่าอาการป่วยนี้มันเป็นอย่างไร แต่ซ่งอวี้หน่วนคนนี้ต้องการอะไรกันแน่?
“ฉันเป็นคนจิตใจดีค่ะ พอได้รู้จักกับจงเส้าชิงก็พบว่าอาการป่วยของเขาน่าจะรักษาให้หายขาดได้ แต่มาตรฐานการแพทย์ที่ฮ่องกงของพวกคุณคงจะแย่เกินไปหน่อย โรคแค่นี้รักษามาตั้งนานยังไม่หาย มันหลอกลวงผู้บริโภคชัดๆ”
“ฉันเลยตัดสินใจว่าจะแสดงน้ำใจอันยิ่งใหญ่ ด้วยการหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาเขาให้ แต่ติดที่ว่าเงินในมือของอาต้าไม่พอ เขาให้ฉันมาแค่หนึ่งพันหยวน ซึ่งก็คงจะพอแค่ค่าที่พักกับค่าอาหารเท่านั้น ฉันลองประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นดูแล้ว การรักษาช่วงแรกน่าจะอยู่ที่ประมาณห้าหมื่นหยวน เดี๋ยวฉันจะให้เลขบัญชีนะคะ ท่านจดไว้แล้วรีบโอนเงินมา จะได้เริ่มรักษานายน้อยรองได้เลย”
ประธานกรรมการจงฟังแล้วถึงกับไปไม่เป็น เซี่ยโป๋เหวินเองก็คิดตามไม่ทันเช่นกัน เสี่ยวหน่วนกำลังขู่กรรโชก หรือว่ามีแผนการอื่นซ่อนอยู่กันแน่?
ในที่สุดประธานกรรมการจงที่อยู่ปลายสายก็หาเสียงของตัวเองเจอ “ซ่ง...ซ่งอวี้หน่วน เธอคือซ่งอวี้หน่วนจริงๆ น่ะเหรอ?”
“ใช่ค่ะ ฉันคือซ่งอวี้หน่วนเอง!”
“เธอพูดจาเหลวไหลอะไรกัน! เรื่องลูกชายฉันไม่ต้องให้เธอมาลำบาก! แล้วรักษาโรคบ้าบออะไรต้องใช้เงินตั้งห้าหมื่น นี่เธอจะแบล็กเมล์ฉันเหรอ! แล้วก็...ให้จงเส้าชิงมารับสายเดี๋ยวนี้!”
แม้ว่าน้ำเสียงของประธานกรรมการจงจะยังคงทรงอำนาจ แต่ก็แฝงไปด้วยความกังวลและร้อนรนอย่างปิดไม่มิด เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังหลุดลอยไปจากการควบคุม
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้โต้เถียงอะไร เธอทำตามอย่างว่าง่ายแล้วยื่นโทรศัพท์ให้จงเส้าชิง
ในเมื่อตอนนี้ในใจของจงเส้าชิงมีที่พึ่งแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำตัวบ้าๆ บอๆ อีกต่อไป แต่เมื่อยังมีซ่างกวนหว่านอยู่ตรงนี้ เขาก็ต้องแสดงละครฉากนี้ต่อไปให้จบ
ส่วนเรื่องที่เซี่ยโป๋เหวินจะไล่เขาออกจากบ้านหรือไม่นั้น เขาไม่สนใจเลยสักนิด ในเมื่อมีเสี่ยวหน่วนอยู่ข้างๆ เขาก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
เขารับโทรศัพท์มาถือไว้ ก่อนจะขบกรามแน่นแล้วทำหน้าตาถมึงทึงใส่โทรศัพท์ “ไอ้แก่สารเลว ไอ้เต่าเฒ่า! ส่งเงินมาให้ฉัน! ฉันจะไปรักษาตัว!”
ประธานกรรมการจงที่อยู่ปลายสายกำลังจะอ้าปากด่า “...”
จงเส้าชิงหัวเราะแหะๆ ออกมา “แด๊ดดี้ ให้เงินผมหน่อยสิครับ ผมขอห้าล้าน พอผมหายดีแล้วเสี่ยวหว่านจะได้แต่งงานกับผมมาเป็นคุณผู้หญิง แด๊ดดี้...ฮือๆ...ผมอยากได้เงิน ผมขอห้าหยวน ให้ผมเดี๋ยวนี้นะ...”
ซ่างกวนหว่านกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบตะโกนเสียงดัง “อาต้ารีบเข้ามา! นายน้อยรองจะคลั่งแล้ว! เร็วเข้าสิ!”
ประธานกรรมการจงที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รู้สึกหนังหัวตึงไปหมด ทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ของลูกชาย และเสียงตวาดของคนแปลกหน้า แถมยังได้ยินเสียงของอาต้าแว่วมาอีกด้วย
เขาจึงตะโกนลั่น “ให้อาต้ารับสาย!”
ในตอนนั้นเอง อาต้ากับอาเฉิงก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง แล้วช่วยกันลากตัวจงเส้าชิงที่กำลังแสร้งทำเป็นคลุ้มคลั่งออกไป
ซ่งอวี้หน่วนจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูดอีกครั้ง “อาต้ากำลังยุ่งอยู่ค่ะ แล้วโทรศัพท์สายนี้นานเกินไปแล้ว ท่านประธานจง จดเลขบัญชีแล้วรีบโอนเงินมาด้วยค่ะ!”
[จบบท]