บทที่ 310: กาลเวลาลบเลือนได้ทุกสิ่ง
เรื่องราวของจงเส้าชิงถูกจัดการอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกสองคนที่เหลือซ่งอวี้หน่วนก็ไม่เห็นหน้าและไม่ได้ใส่ใจจะไปดูด้วยซ้ำ การที่พวกเขารู้ตัวว่าไม่ควรเข้ามายุ่งและไม่กล้าปรากฏตัวออกมานั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
มีเรื่องน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง ก่อนที่บอดี้การ์ดอีกสองคนจะจากไป พวกเขายังถามซ่งอวี้หน่วนว่าจะให้กลับไปรายงานอย่างไร ซึ่งเธอเพียงตอบกลับไปว่าให้รายงานตามความจริงก็พอ เพราะคงบอกไม่ได้หรอกว่าระหว่างคนที่อยู่ต่อกับคนที่จากไป ใครจะดีกว่ากัน
หลังจากนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ใช้บัตรพนักงานของเธอพาครอบครัวของผู้เฒ่าจี้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในปักกิ่ง ความรู้สึกที่ได้เข้าไปในฐานะเจ้าหน้าที่นั้นแตกต่างจากการเป็นนักท่องเที่ยวโดยสิ้นเชิง
สำหรับตำรา ‘ชิงหนางซู’ มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของวงการรับผิดชอบโดยเฉพาะ ซึ่งการจัดการก็ไม่ต่างอะไรไปจากห้องปฏิบัติการลับ พวกเขาจึงทำได้เพียงมองจากด้านนอกเท่านั้น
หลังจากเดินชมจนทั่วแล้ว จี้ซินอี๋ลูกสาวผู้เฒ่าจี้ก็ถ่ายรูปให้ซ่งอวี้หน่วนและจี้อิ๋งอิ๋งผู้เป็นลูกสาวเก็บไว้เป็นที่ระลึกมากมาย
จี้อิ๋งอิ๋งเอ่ยขึ้นอย่างกังวล “ถ้าหมิงเซิ่งเห็นรูปพวกเราเยอะขนาดนี้ เขาจะร้องไห้ไหมนะ”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้ม “ไม่หรอกค่ะ หมิงเซิ่งของพวกเราใจกว้างจะตายไป”
ส่วนจี้ฮ่าวลูกชายคนโต ก็กำลังเรียนพิเศษอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก แต่เนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนที่นี่แตกต่างจากที่อำเภอหนานซาน หากเขาต้องการจะกลับไปเป็นที่หนึ่งอีกครั้ง ก็คงต้องทุ่มเทอย่างหนัก
เขาและพ่อต่างก็มาจากชนบท เขาจึงต้องตั้งใจเรียนให้มาก เพื่อไม่ให้ใครมาดูถูก และเขาจะใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อเป็นความภาคภูมิใจให้พ่อกับแม่ให้ได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างหนัก
ซ่งอวี้หน่วนกับจี้ฮ่าวอาจจะไม่สนิทกันมาก แต่ก็คุ้นเคยกันดี พอได้ยินว่าเธอมาถึง เขาก็รีบกลับมาบ้านพร้อมกับซื้อของกินมาฝากเธอ และยังซื้อกล่องดินสอพร้อมอุปกรณ์ครบชุดไปให้ซ่งหมิงโปเพื่อนรักของเขาด้วย
อันที่จริงเขาอยากจะซื้อของอย่างอื่นมาฝากอีก แต่ซ่งอวี้หน่วนเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว ต้องเดินทางด้วยรถไฟ คงจะพกของพะรุงพะรังไปไม่ไหว
จี้อิ๋งอิ๋งเองก็อยากจะกลับไปกับซ่งอวี้หน่วน เธอบ่นว่าที่นี่มีเพื่อนเล่นน้อยเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากจากพ่อแม่ พี่ชาย และคุณตาไป
ซ่งอวี้หน่วนจึงปลอบให้เธอเขียนจดหมายไปหาหมิงเซิ่งแทน เมื่อกล่อมเด็กน้อยได้สำเร็จแล้ว เธอก็เริ่มลงมือเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเธอได้ซื้อตั๋วรถไฟไว้เรียบร้อยแล้ว
เลขานุการฟ่านไม่รู้เลยว่าซ่งอวี้หน่วนจะยุ่งขนาดนี้ เธอตั้งใจจะชวนเด็กสาวมาทานข้าวที่บ้านสักมื้อ แต่ก็หาเวลาว่างไม่ได้เลย จนกระทั่งวันก่อนเดินทางนั่นแหละถึงได้มีโอกาสเจอหน้ากัน
เลขานุการฟ่านไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายได้ว่าครอบครัวกู้จะมองซ่งอวี้หน่วนอย่างไร แต่ภารกิจในครั้งนี้ที่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนั้นต้องยกความดีความชอบให้ซ่งอวี้หน่วน
เธอจึงโทรศัพท์ไปหา พอรู้ว่าซ่งอวี้หน่วนยังไม่ได้ออกไปไหนก็ดีใจ รีบตรงไปหาที่บ้านทันที
เธอซื้อของฝากที่พกพาสะดวกติดมือไปให้ซ่งอวี้หน่วนนำกลับบ้าน ก่อนจะเอ่ยกับเด็กสาวว่า “เสี่ยวหน่วน การทำหน้าที่ของเธอในค่ายฤดูร้อนครั้งนี้ยอดเยี่ยมมากนะ ฉันโทรไปชื่นชมเธอกับอาจารย์ใหญ่ชุยที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งของอำเภอหนานซานแล้วเรียบร้อย”
“แล้วก็เรื่องของเจมค์ ตอนนี้เขากลับประเทศไปแล้วล่ะ คำนวณเวลาดูแล้วก็น่าจะถึงบ้านตั้งแต่เมื่อวาน พอมาวันนี้ตอนเที่ยงก็มีคนจากทางนั้นติดต่อมาที่แผนกวิเทศสัมพันธ์ บอกว่าสนใจอยากจะร่วมมือทางธุรกิจด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าเจมค์มีบทบาทสำคัญแค่ไหนในครอบครัว แต่ดูแล้วคำพูดของเขาน่าจะมีน้ำหนักพอสมควร”
“ที่น้าเล่าให้เธอฟังทั้งหมดนี้ ก็แค่อยากจะบอกให้เธอตั้งใจเรียนไปก็พอ ส่วนเรื่องความร่วมมือทางธุรกิจมันจะดีหรือไม่ดี จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็อย่าเก็บเอามาใส่ใจ ถึงแม้จะติดต่อพูดคุยกับเจมค์ทางจดหมาย ก็อย่าไปพูดถึงเรื่องธุรกิจ ให้พวกเธอเป็นแค่เพื่อนนักเรียนที่ดีต่อกันก็พอแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ไม่คาดคิดว่าเลขานุการฟ่านจะคิดเผื่อเธอได้ถึงขนาดนี้ เพราะหากความร่วมมือทางธุรกิจเกิดมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ ก็อาจจะมีบางคนที่ไม่โทษตัวเอง แต่กลับเลือกที่จะโยนความผิดมาให้เธอก็เป็นได้
ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ
นี่คือความปรารถนาดีอย่างแท้จริง ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยขอบคุณเลขานุการฟ่านจากใจ
หลังจากที่เลขานุการฟ่านกลับไปแล้ว ทางฝั่งของเสี่ยวตี๋จื่อก็ส่งข่าวดีมาว่ายาตัวใหม่ได้ผลแล้ว อาการป่วยหยุดการลุกลาม เชื้อไวรัสก็อ่อนกำลังลง เมื่อใช้ร่วมกับยาขี้ผึ้งที่ผู้เฒ่าจี้ปรุงขึ้น แผลเน่าเปื่อยก็เริ่มฟื้นตัว
อาจกล่าวได้ว่านี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของความร่วมมือระหว่างการแพทย์แผนจีนและแผนตะวันตก
ผู้เฒ่ากงโทรศัพท์กลับมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ในขณะนั้น เขากำลังยืนอยู่ที่แห่งหนึ่งในมณฑลหมิงซึ่งห่างไกลจากผู้คน รอบด้านมีเพียงภูเขาสูงตระหง่านกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ในอดีต ลูกชายของเขาเคยถูกส่งมาเป็นปัญญาชนที่นี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคเรื้อนอย่างหนัก
ที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่เท่ากับเมืองเมืองหนึ่ง เป็นหนึ่งในศูนย์ที่รวบรวมผู้ป่วยไว้ มีประชากรอาศัยอยู่หลายหมื่นคน และยังมีบุคลากรทางการแพทย์อีกเป็นจำนวนมาก
ลูกชายของผู้เฒ่ากงมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงและมีจิตใจที่เข้มแข็งยิ่งกว่า เขาจึงเป็นหนึ่งในผู้ที่อาสาทดลองยามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดไหน เขาก็จะเป็นคนแรกที่ก้าวออกไปรับการทดลองเสมอ
นับตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาที่นี่ เขาก็ไม่เคยคิดที่จะมีชีวิตรอดกลับไปอีกเลย เพราะคนอย่างเขา ถึงจะมีชีวิตกลับไปได้ มันก็คงไม่มีความหมายอะไร เขาหวังเพียงว่ากาลเวลาจะช่วยลบเลือนทุกสิ่ง และทำให้ครอบครัวลืมเขาไปได้ในที่สุด
แต่ใครจะคาดคิดว่าพ่อของเขาจะเดินทางมาพร้อมกับยาตัวใหม่ด้วยตัวเอง
ครั้งนี้มันแตกต่างจากความสิ้นหวังที่ผ่านมา เพราะนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ยาตัวใหม่นี้มีประสิทธิภาพมาก
พวกเขา... คนอย่างพวกเขามีทางรอดแล้ว!
บางทีอาจไม่ถึงครึ่งปี เขาก็จะได้ออกไปเจอหน้าพ่อผู้ชราภาพของเขาได้เสียที เขาช่างเป็นลูกที่อกตัญญูเสียจริงที่ทำให้พ่อต้องมาเป็นห่วงได้ถึงขนาดนี้
สำหรับผู้ที่อาสาทดลองยารุ่นนี้มีทั้งหมด 100 คน และทุกคนต่างก็ดีใจจนแทบคลั่ง แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะถูกแยกออกไปดูแลเป็นพิเศษ แต่ก็ยังคงได้ยินเสียงเพลงที่สั่นเครือแห่งความหวังดังแว่วมาจากที่แห่งนั้น
ผู้เฒ่ากงและอีกหลายคนยืนนิ่งอยู่ที่นั่น พวกเขารับฟังบทเพลงที่ดังมาจากฝั่งเมืองของผู้ป่วยเฉพาะรายด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา
เมื่อการรายงานผลสิ้นสุดลง ก็ถึงเวลาของการผลิตยาจำนวนมาก อำเภอหนานซานจึงได้กลับเข้ามาอยู่ในความสนใจของเหล่าผู้นำอีกครั้ง และด้วยสถานการณ์พิเศษของเซี่ยซินตง ที่ตั้งของโรงงานจึงถูกกำหนดให้อยู่ที่อำเภอหนานซาน ภายใต้ชื่อ ‘โรงงานเภสัชกรรมหมายเลขหนึ่งหนานซาน’
แม้ว่าสถานะทางการเงินของประเทศจะค่อนข้างฝืดเคือง แต่ก็ยังได้รับการอนุมัติเงินทุนสนับสนุนก้อนหนึ่ง ยาที่ได้จากการทดลองครั้งนี้เพียงพอสำหรับการทดลองครั้งที่สอง แต่ก็จะขาดช่วงไปในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ทว่าการจะสร้างโรงงานยาให้เสร็จภายในหนึ่งเดือนนั้นมันเป็นเรื่องเพ้อฝันอย่างสิ้นเชิง
ถึงแม้จะให้โรงงานยาแห่งอื่นช่วยผลิตให้ แต่ก็ยังมีรายละเอียดอีกไม่น้อยที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นโรงงานผลิตยาในอำเภอหนานซานจึงต้องถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วน รอเพียงเครื่องจักรและอุปกรณ์มาถึงเท่านั้น
ส่วนเรื่องบุคลากรก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะนี่เป็นการจัดหาแบบเฉพาะกิจ บุคลากรทั้งหมดจึงถูกส่งมาจากโรงงานใหญ่ๆ เพื่อให้การสนับสนุนโดยตรง
ในขณะเดียวกัน ทางด้านผู้เฒ่าจี้ก็เริ่มผลิตยาขี้ผึ้งสำหรับฟื้นฟูสภาพผิวในปริมาณมากเช่นกัน
สำหรับเซี่ยซินตง สถานการณ์ของเขากลับซับซ้อนกว่านั้น ไม่ใช่ว่าเขาปรับตัวหลังจากกลับมาไม่ได้ แต่เป็นเพราะร่างกายของเขากำลังมีปัญหา เขาสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากมาย แต่กลับช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้เช่นกัน
อีกตัวตนหนึ่งที่บ้าคลั่งภายในร่างกายกำลังพยายามจะกลืนกินเขา และเมื่อไม่มีทางเป็นไปได้ ก็ได้ยื่นคำขาดว่าจะปรากฏตัวออกมาตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ไม่เช่นนั้นก็จะตายไปพร้อมกัน
เซี่ยซินตงไม่ได้กลัวความตาย แต่หากต้องมาตายในตอนนี้ สู้ไม่กลับมาจากฮ่องกงเสียยังจะดีกว่า เพราะมารดาผู้ชราภาพของเขาคงไม่อาจทนรับความสูญเสียเป็นครั้งที่สองได้ไหว
ผลลัพธ์ก็คือ จู่ๆ เซี่ยซินตงก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งและใช้เศษแก้วทำร้ายตัวเอง โชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องทดลองของฐานทัพจึงมีคนเห็นเพียงไม่กี่คน ตอนนี้เขากำลังพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย เขาจึงถูกมัดไว้ตามคำสั่งของเขาเอง
เรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด แม่เฒ่าจูเฟิ่งและคนอื่นๆ ไม่มีใครรู้เรื่องเลย ทุกคนเข้าใจเพียงว่าเขาไปปฏิบัติภารกิจที่ฐานทัพทดสอบการบิน ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ดีเยี่ยมและไม่มีใครสงสัย จูเฟิ่งเองก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกชายและมีความสุขในทุกๆ วัน
ความจริงทั้งหมด มีเพียงผู้อำนวยการจวงและหมออีกหนึ่งคนเท่านั้นที่รู้
ผู้เฒ่าจี้เองก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน แต่เขาเลือกที่จะไม่บอกซ่งอวี้หน่วน เพราะไม่อย่างนั้นเสี่ยวหน่วนคงต้องเป็นกังวลใจอย่างแน่นอน
รอให้เธอกลับถึงอำเภอหนานซานเสียก่อน เดี๋ยวเธอก็จะรู้เรื่องทั้งหมดเอง
หลังจากที่ผู้เฒ่ากู้ได้ทราบเรื่องราวของซ่งอวี้หน่วนในค่ายฤดูร้อน เขาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง จนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า
เขาอดครุ่นคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า... ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่มีอคติกับใครง่ายๆ แต่ทำไมถึงมีอคติกับซ่งอวี้หน่วนเพียงคนเดียว เมื่อคิดทบทวนดูดีๆ เขาก็พอจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา
[จบบท]