บทที่ 318: เรามาร่วมมือกันครองโลก
ซ่งอวี้หน่วนยื่นซองเอกสารส่งให้ผู้อำนวยการจวง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณลุงจวงคะ เอกสารนี้สำคัญมาก ฝากรบกวนคุณลุงช่วยเก็บรักษาไว้ให้ดีด้วยนะคะ”
“อีกเรื่อง…หนูอยากจะขอรบกวนถามอาการป่วยของน้าเล็กหน่อยค่ะว่าเป็นยังไงบ้าง”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เซี่ยโป๋เหวินที่ได้มายืนอยู่ต่อหน้าเซี่ยซินตงผู้เป็นลูกชาย ถึงกับตัวแข็งทื่อไปในทันที
ในบรรดาลูกๆ ทุกคน เซี่ยซินตงคือคนที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเขามากที่สุด จนหลายต่อหลายครั้งเขาอดคิดไม่ได้ว่า ตอนที่ซ่างกวนเหิงลงมือเฆี่ยนตีลูกชายคนนี้ จะรู้สึกเหมือนกำลังฟาดแส้ลงบนเนื้อของตัวเขาเองอยู่ด้วยหรือเปล่า
เขาเคยไปสร้างความขุ่นเคืองอะไรให้คนอย่างซ่างกวนเหิงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาครุ่นคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยล่วงเกินคนคนนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยเหตุนี้ ความเกลียดชังที่เขามีต่อซ่างกวนเหิงจึงมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาในตอนนี้ กลับเป็นภาพของเซี่ยซินตง ลูกชายที่หน้าตาเหมือนเขาที่สุด กำลังถูกพันธนาการด้วยเข็มขัดหนังรัดแขนขาทั้งสี่ข้าง ตรึงร่างไว้กับเตียงที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ทั้งร่างของลูกชายนอนแนบไปกับเตียง มีเพียงศีรษะเท่านั้นที่ยังพอขยับเขยื้อนได้
ส่วนข้อมือ ข้อเท้า และแขนก็ถูกพันไว้ด้วยผ้าก๊อซจนขาวโพลน จนใบหน้าของเซี่ยโป๋เหวินซีดเผือดด้วยความตกตะลึงกับภาพนั้น
เซี่ยซินตงจ้องมองผู้เป็นพ่อที่ในที่สุดก็มาปรากฏตัวตรงหน้าจนได้ “ไม่ต้องตกใจหรอก ผมจะเล่าให้ฟังเองทั้งหมด ผมเป็นคนทำร้ายตัวเองนี่แหละ แต่ก็ไม่ใช่ผมที่เป็นคนลงมือนะ เป็น ‘อีกคน’ ของผมต่างหากที่ทำ”
“เขาอยากจะออกมา แต่ผมไม่ยอม เขาก็เลยเลือกที่จะตายไปพร้อมกันซะเลย…เมื่อก่อนเขาเคยเป็นคนที่น่ารักและอ่อนโยนมากนะ ตลอดช่วงเวลาอันมืดมิดไร้แสงสว่างที่ผ่านมา ก็มีแต่เขาที่คอยอยู่เป็นเพื่อนผม ผมกิน ‘ตัวผมเอง’ ไปตั้งเยอะแยะ…”
“ให้ผมคิดดูก่อนนะ น่าจะหลายสิบคนได้มั้ง ผมกินพวกนั้นไปหมดแล้ว เหลือก็แต่คนนี้ที่ผมทำใจกินไม่ลง ก็เลยเก็บเขาเอาไว้…พูดแบบนี้ คุณพอจะเข้าใจไหม”
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกราวกับเลือดทั้งร่างได้หยุดการไหลเวียน เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาจากแผ่นหลังจนเสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มไปหมด เขารู้สึกว่าหัวใจของตัวเองใกล้จะหยุดเต้นเต็มที ทั้งยังรู้สึกเวียนหัวจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมด
เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ตัวลูกชายเองก็คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ชายชราปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มตนเองตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ริมฝีปากของเขาสั่นระริก อยากจะเอื้อนเอ่ยบางสิ่งบางอย่างออกมา แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดได้อย่างไร
เขาฟังสิ่งที่ลูกชายพูดไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า…เซี่ยซินตงมีปัญหาทางด้านจิตใจ
หากร่างกายเจ็บป่วยก็อาจจะพอมีหนทางรักษา แต่หากจิตใจที่บอบช้ำจนแตกสลายไปแล้ว นอกจากการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช ก็คงไม่มีวิธีไหนที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว
เขาอยากจะกล่าวคำขอโทษ แต่กลับรู้สึกว่าตนเองนั้นต่ำต้อยจนไม่มีค่าพอแม้แต่จะเอ่ยคำๆ นั้นออกมา ทั้งยังรู้ดีว่าเซี่ยซินตงเองก็คงไม่อยากได้ยินคำขอโทษจากปากของเขาเช่นกัน
เมื่อนึกถึงคำพูดของเสี่ยวหน่วนที่ว่าตั้งแต่กลับมายังไม่เจอเซี่ยซินตงเลย เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าลูกชายคงจะปิดบังเรื่องนี้กับทุกคนในครอบครัว ไม่เช่นนั้นจูเฟิ่งคงจะมาอยู่ที่นี่ไม่ห่างกายลูกชายเช่นกัน
แล้วในสถานการณ์เช่นนี้ เขาจะทำอะไรได้บ้าง
เซี่ยซินตงจ้องเขม็งไปยังเซี่ยโป๋เหวิน ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวอย่างน่าสยดสยอง เขาขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ผิดเพี้ยน “อีกคนหนึ่งของผมเห็นคุณมา…เขาอยากจะคุยกับคุณสักสองสามคำ…”
หัวใจของเซี่ยโป๋เหวินหล่นวูบ แต่เขาก็ยังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะข่มใจให้สงบ เพียงชั่วพริบตา สีหน้าของเซี่ยซินตงก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
“คุณคือเซี่ยโป๋เหวินสินะครับ ผมขอเรียกคุณว่าพ่อได้ไหมครับ” เซี่ยโป๋เหวินสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะล้มทั้งยืน
เขามองลูกชายด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทุกอย่างเปลี่ยนไปราวกับว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนละคนกันโดยสิ้นเชิง
ริมฝีปากของเขาขยับไปมา ในที่สุดเซี่ยโป๋เหวินก็เค้นเสียงของตัวเองออกมาได้ “อย่าเรียกเลย ฉันไม่คู่ควร”
“นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย คุณเองก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าคุณรู้ คุณไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นแน่ ทำไมทุกคนต้องมาโทษคุณด้วยล่ะครับ นี่มันไม่ยุติธรรมกับคุณเลย” เซี่ยซินตงอีกคนหนึ่งกล่าว
เซี่ยโป๋เหวินนิ่งเงียบไป อีกฝ่ายจึงพูดต่อ “เราอย่ามัวเสียเวลาเลยดีกว่า โอกาสที่ผมจะได้ออกมาแต่ละครั้งมันไม่ง่ายเลย ถึงแม้เราจะยังไม่คุ้นเคยกัน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือของเราหรอกนะครับ”
“พ่อดูสิ…เซี่ยซินตงคนนี้เกลียดพ่อเข้ากระดูกดำ เขาอยากจะฆ่าพ่อให้ตายด้วยซ้ำ เขาจะทำให้พ่อไม่เหลืออะไรเลยแล้วต้องตายอย่างน่าอนาถ แต่ผมไม่เกลียดพ่อนะ ผมอยากจะมีพ่อที่ทรงอิทธิพลอย่างท่านจริงๆ”
“แค่พ่อทำตามที่ผมบอก เราสองคนพ่อลูกมาร่วมมือกัน ด้วยพรสวรรค์ของผม บวกกับทรัพยากรและเส้นสายของพ่อ ผมจะพัฒนายา 009 ต่อให้สำเร็จ ผมรับรองได้เลยว่าจะทำให้พ่อมีสุขภาพแข็งแรงและมีชีวิตยืนยาวไปจนถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปี”
“ส่วนเรื่องเงินทองน่ะเหรอ แค่ผมหยิบตำรับยาออกมาสักสูตร เราก็ตั้งโรงงานผลิตยาขึ้นมาได้แล้ว ความร่ำรวยมหาศาลมันก็อยู่แค่เอื้อมมือเรานี่เอง”
“ดูสภาพของพ่อตอนนี้สิ ถ้ายังดันทุรังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปจะอยู่ได้อีกสักกี่วันกันเชียว”
“คนเราเกิดมา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการมีสุขภาพที่แข็งแรง อายุยืนยาว แล้วก็มีเงินทองใช้ไม่ใช่หรือ นอกจากนี้แล้วยังจะต้องการอะไรอีก”
“หลังจากที่ผมได้ออกมา ทุกอย่างก็จะถูกลบล้างเริ่มต้นใหม่ เราสองพ่อลูกจะร่วมมือกันครองโลกใบนี้…”
เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของเซี่ยซินตงคนนี้ก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด แต่เขาจำเป็นต้องเก็บเซี่ยซินตงตัวจริงเอาไว้ เพราะมีเพียงคนนั้นที่สามารถผลิตยานี้ขึ้นมาได้ เพราะตัวเขาเองทำไม่ได้…
แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกให้เซี่ยโป๋เหวินรู้
หัวใจของเซี่ยโป๋เหวินเต้นระรัว เขาต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ามีชั่ววูบหนึ่งที่เขาหวั่นไหวไปกับข้อเสนอนั้น ตอนนี้เขาอายุหกสิบปีแล้ว หากสามารถมีชีวิตอยู่ไปจนถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปีได้จริงๆ เขาก็จะสามารถทำอะไรที่อยากทำได้อีกมากมายมหาศาล
แววตาของเซี่ยซินตงอีกคนฉายประกายแห่งความยินดีออกมา ไอ้โง่นั่น…กล้าดียังไงถึงปล่อยให้เขาออกมาเผชิญหน้ากับเซี่ยโป๋เหวินตามลำพังแบบนี้ เห็นได้ชัดว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด
เซี่ยโป๋เหวินผงะถอยหลังไปหลายก้าว เขาใช้มือขยี้ผมตัวเองอย่างแรงก่อนจะส่ายหัวไปมาอย่างบ้าคลั่ง ในวินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเสียสติไปจริงๆ “อาการของเธอมันไม่ปกติแล้ว ฉันจะไปหาผู้อำนวยการจวง”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากห้องไปทันที
เซี่ยซินตงอีกคนที่อยู่ด้านหลังตะโกนด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “ไอ้เวรเอ๊ย! ไอ้เฒ่าสารเลว ไอ้แก่ชั่ว! รอให้ฉันออกไปได้ก่อนเถอะ คนแรกที่ฉันจะกระทืบให้ตายก็คือแก ฉันจะฉีกแกเป็นชิ้นๆ ฉันจะ…”
ประตูห้องผู้ป่วยถูกเปิดออกแล้วก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามด่าทอที่ดังก้องอยู่ภายในพลันเงียบสนิทลงเมื่อบานประตูถูกปิดกั้น
สภาพของเซี่ยโป๋เหวินในตอนนี้น่าเวทนายิ่งนัก ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนอมเขียว ริมฝีปากม่วงคล้ำ ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด เป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้อำนวยการจวงและซ่งอวี้หน่วนเดินมาถึงพอดี
ทั้งชั้นนี้ไม่มีผู้ป่วยคนอื่นพักอยู่เลย นอกจากแพทย์เวรที่เข้ากะกลางวันหนึ่งคนและกลางคืนอีกหนึ่งคน
ผู้อำนวยการจวงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเรียกแพทย์ให้พาเซี่ยโป๋เหวินไปตรวจดูอาการ แต่ในขณะนั้นเองซ่งอวี้หน่วนกลับเปิดประตูห้องผู้ป่วยออก เธอยืนอยู่ที่หน้าประตูพร้อมรอยยิ้มสดใสแล้วเอ่ยถาม “เอ่อ…น้าเล็กคะ หนูเข้าไปได้ไหมคะ”
เซี่ยซินตงอีกคนที่เพิ่งจะอาละวาดไปหมาดๆ กำลังสบถด่าอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง พอหันไปเห็นศีรษะสามศีรษะโผล่อยู่ที่ประตู เสียงด่าทอก็พลันหยุดชะงักลง ก่อนที่เขาจะรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงแล้วร้องเรียก
“อ้าว เสี่ยวหน่วนนี่เอง เข้ามาสิ เข้ามาได้เลย…”
และแล้วสามพี่น้องก็ได้เข้าไปยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย หมิงเซิ่งเห็นสภาพของน้าเล็กก็ปล่อยโฮออกมา “น้าเล็กครับ น้าบาดเจ็บแถมยังโดนจับมัดอีก ทำไมน้าไม่บอกผมสักคำเลยล่ะครับ ฮือๆๆ”
เซี่ยซินตงอีกคนหนึ่งแสดงความรำคาญออกมาทางสีหน้าอย่างไม่ปิดบัง เขาเลิกเสแสร้งก่อนจะพูดเสียงห้วน “หยุดร้องไห้ได้แล้ว ฉันเป็นน้าเล็กอีกคนของแกต่างหาก”
บาดแผลพวกนั้นเขาเป็นคนทำขึ้นมาเองกับมือ มีหรือที่เขาจะอยากให้หมิงเซิ่งต้องมาเสียใจกับเรื่องนี้
หมิงเซิ่งตกใจจนเสียงร้องไห้หายวับไปในลำคอ รีบคว้ามือของพี่สาวไว้แน่น จากนั้นทั้งสามก็เห็นร่างของเซี่ยซินตงเริ่มดิ้นรนอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนน่าขนลุก
ซ่งอวี้หน่วนขยับตัวไปยืนบังหมิงเซิ่งเอาไว้ ตอนแรกเธอไม่ได้ตั้งใจจะให้น้องชายคนเล็กเข้ามา แต่เจ้าตัวดีกลับเบียดเข้ามาจนได้ ซ่งอวี้หน่วนยืนอยู่ข้างหน้าสุดพลางบอกให้พี่ชายและน้องชายอยู่นิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“น้าเล็กคะ รอเดี๋ยวนะคะ หนูขอคุยกับน้าเล็กคนนี้สักครู่”
สิ้นเสียงของเธอ การดิ้นรนอย่างทุรนทุรายก็หยุดลง ซ่งอวี้หน่วนลอบสำรวจดูบาดแผล เมื่อเห็นว่าไม่เป็นอะไรก็โล่งใจ
เข็มขัดหนังนี่มันใช้ได้ผลดีจริงๆ
เธอเดินเข้าไปใกล้เตียง “นอนแบบนี้จะคุยกันถนัดได้ยังไงคะ”
พูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็ลงมือปลดเข็มขัดหนังออกอย่างรวดเร็ว แล้วออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ประคองร่างของเซี่ยซินตงให้ลุกขึ้นนั่งได้สำเร็จ “คุยกันท่านี้ดีกว่าเยอะเลยค่ะ”
จากนั้นเธอก็หันไปมองซ่งหมิงโปและหมิงเซิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง “พวกพี่เคยได้ยินเรื่องคนสองบุคลิก หรือโรคหลายบุคลิกกันบ้างไหม”
ทั้งสองคนส่ายหน้าพร้อมกันเป็นพัลวัน ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีใครรู้จักแนวคิดนี้ ทางการแพทย์จะจัดรวมเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ส่วนชาวบ้านทั่วไปก็มักจะเรียกว่าอาการโรคประสาท
ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้คิดจะอธิบายอะไรให้มากความ แต่เธอก็รู้ดีว่าหากน้าเล็กไม่สามารถ ‘กลืนกิน’ อีกบุคลิกหนึ่งเข้าไปได้ สถานการณ์เช่นนี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด
[จบบท]