บทที่ 321: ฟังข่าวซุบซิบ
จูเฟิ่งเอ่ยถามเซี่ยซินตงด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “สรุปแล้วลูกไปทำงานอะไรมากันแน่”
“ศูนย์วิจัยและพัฒนายาของประเทศครับแม่” เซี่ยซินตงตอบ “ต่อไปนี้เงินเดือนทั้งหมดผมจะให้แม่เอง แม่จะเอาไปใช้อะไรก็ได้ตามใจเลยนะครับ”
ในที่สุดน้ำตาที่จูเฟิ่งกลั้นไว้ก็ไหลรินออกมา เธอรู้ดีแก่ใจว่าเงินก้อนนี้ได้มาอย่างไร มันคือเงินที่แลกมาด้วยบาดแผลทั่วร่างกายและชีวิตทั้งชีวิตของลูกชายคนเล็ก
แล้วเธอจะกล้าใช้จ่ายตามใจชอบได้อย่างไรกัน
ถึงกระนั้น จูเฟิ่งก็ยังฝืนยิ้มและพูดออกมาอย่างมีความสุข “จ้ะ ดีแล้วลูก ดีมาก”
ผู้อำนวยการจวงยื่นซองเอกสารส่งให้เซี่ยซินตง ชายหนุ่มรับมาโดยไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร เขาบอกกับทุกคนว่าข้างในคือตำรับยา ในเมื่อเขารอดชีวิตกลับมาได้ ก็ต้องวางแผนชีวิตต่อไปให้ดี
เขาตั้งใจว่าจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้เฒ่าจี้ แต่ไม่ว่าผลการตัดสินใจจะออกมาเป็นอย่างไร เสี่ยวหน่วนจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดเสมอ หลักการข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
เซี่ยซินตงตัดสินใจแล้วว่าจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพราะซ่งอวี้หน่วนอยากไปที่นั่น เหตุผลมีเพียงข้อเดียวคือมันอยู่ใกล้บ้านของผู้เฒ่าจี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเซี่ยซินตงจึงตกลงใจจะไปเรียนที่เดียวกัน ข่าวนี้ทำเอาทางมหาวิทยาลัยปักกิ่งดีใจกันยกใหญ่ พร้อมกับรับปากว่าจะรีบส่งใบตอบรับเข้าศึกษามาให้โดยเร็วที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนเฝ้าสังเกตน้าเล็กของเธออยู่หลายวัน เธอมองออกว่าลึกๆ แล้วในใจของเขายังคงมีบาดแผลฝังลึกอยู่ แต่มันก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว เรื่องแบบนี้คงต้องปล่อยให้เวลาค่อยๆ ช่วยเยียวยา
…
ซ่งอวี้หน่วนนั่งรถม้ากลับเข้าหมู่บ้าน ระหว่างทางก็เพลิดเพลินกับการกินแคนตาลูปและแตงโม เมื่อมาถึงบ้านก็เห็นย่ากำลังง่วนอยู่กับการเคี่ยวแยมแตงโมส่งกลิ่นหอมหวาน
หลังจากนั้นเธอจึงแวะไปที่โรงงานเสื้อผ้า แม้จะเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ทุกอย่างก็ดูลงตัวและดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบ
ซ่งอวี้หน่วนไม่ลืมที่จะเอาเบอร์โทรศัพท์ของผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าเขตป่าเป่ยซานมาให้ซ่งเหลียง เพราะตอนนี้ที่โรงงานของพวกเขาก็เพิ่งติดตั้งโทรศัพท์เสร็จพอดี ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกสบายขึ้นมาก
ที่จริงบ้านของผู้เฒ่าจี้ก็มีโทรศัพท์เช่นกัน ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ได้รับการอนุมัติจากผู้นำอาวุโสท่านหนึ่งที่สละโควตาของตัวเองให้ และเมื่อผู้เฒ่าจี้กลับไปก็จะนำไปคืน เพราะการจะขอติดตั้งโทรศัพท์ในยุคนี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อนอยู่พอสมควร
ซ่งเหลียงได้ปรึกษากับซ่งอวี้หน่วนเรียบร้อยแล้วว่า พวกเขาจะขายขาดรูปแบบกระเป๋าเป้รุ่นนี้ให้กับอีกโรงงานหนึ่งไปเลย เพราะที่นั่นเป็นโรงงานขนาดใหญ่ในสังกัดหน่วยก่อสร้างกองทัพ แค่ตกลงราคากันได้ก็จะยกสิทธิ์ให้ทันที
อีกอย่าง ถึงพวกเขาจะดัดแปลงดีไซน์เล็กน้อยก็ยังสามารถผลิตเองได้อยู่แล้ว การร่วมมือทางธุรกิจมีตั้งหลายรูปแบบ
ท้ายที่สุดซ่งเหลียงก็เลือกที่จะขายสิทธิ์การผลิตให้ไปเลย ซึ่งหมายความว่าในอนาคตโรงงานเสื้อผ้าจือหลานจะไม่สามารถผลิตกระเป๋าเป้รูปแบบนี้หรือแม้แต่รูปแบบที่คล้ายคลึงกันได้อีก
หากเป็นซ่งเหลียงคนก่อน เขาคงจะรู้สึกหวาดหวั่นและคิดว่ามันเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวาย แต่ตอนนี้เขากลับดูกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลังใจ หลังจากปรึกษาซ่งอวี้หน่วนจนมั่นใจแล้ว เขาก็พร้อมจะลงมือจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง
ซ่งอวี้หน่วนมองการณ์ไกลไปอีกขั้น เธอคิดว่าเมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น กระแสความนิยมในอำเภอก็จะค่อยๆ คงที่ และนั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องขยายตลาดออกไปแล้ว
เธอนึกถึงงานแสดงสินค้าที่น่าจะจัดขึ้นอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
หากอำเภอหนานซานได้รับโควตาเข้าร่วมงาน โรงงานเสื้อผ้าของครอบครัวเธอก็จะมีโอกาสได้แจ้งเกิดในตลาดที่ใหญ่ขึ้น แต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าอำเภอหนานซานมีสินค้าเด่นอะไรที่จะนำไปเสนอ การจะส่งแค่โรงงานเดียวไปโดดๆ อาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่ เธอจึงตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะลองเข้าไปคุยกับรองหัวหน้าอำเภอจ้าวดู
แต่เรื่องนี้ยังไม่รีบ ต้องค่อยๆ คิดให้รอบคอบก่อน เธอจึงยังไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้กับพ่อของเธอ
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ เธอสังเกตเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พิสูจน์ได้จากตอนที่หมิงเซิ่งหยิบลูกอมออกมา ก็ไม่มีเด็กคนไหนวิ่งตามน้ำลายสออีกต่อไปแล้ว
ตอนนี้หมิงเซิ่งไม่ต้องใช้ลูกอมเป็นของวิเศษอีกต่อไป เพราะเขามีของเล่นชิ้นใหม่แล้ว เป็นของขวัญจากตาเซี่ยโป๋เหวิน ซึ่งแน่นอนว่าสี่เชว่เองก็ได้ด้วยเหมือนกัน แต่เรื่องนี้พวกเขารู้กันเงียบๆ ไม่ได้บอกให้ยายรู้ แค่บอกไปว่าเธอเป็นคนซื้อมาให้ก็พอ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจกัน
ทันทีที่กลับถึงหมู่บ้าน หมิงเซิ่งก็คว้าของเล่นวิ่งออกไปหาเพื่อนๆ เขาบอกพี่สาวว่าตอนนี้ยังไม่อยากไปในอำเภอ เพราะที่บ้านกำลังสร้างบ้านใหม่ บรรยากาศคึกคักขึ้นทุกวัน
การก่อสร้างบ้านดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ผนังโดยรอบฉาบปูนขาวเรียบร้อย ตอนนี้ช่างกำลังเริ่มติดตั้งประตูหน้าต่าง และปูพื้นไม้ในห้องของเธอ พื้นไม้นั้นไม่ได้ทาสีทับ แต่เป็นฝีมือของปู่ซ่งที่จัดการขัดเงาเป็นพิเศษ เผยให้เห็นลายไม้ธรรมชาติที่ดูสวยงามตระการตา
ช่วงนี้ทุกคนในครอบครัวจึงต้องไปอาศัยอยู่รวมกันที่เรือนปีกตะวันตก ส่วนเรื่องอาหารการกินก็อาศัยทำในเพิงชั่วคราวด้านนอกไปก่อน
ซ่งอวี้หน่วนเดินไปหายายของเธอจูเฟิ่ง ที่บ้านตอนนี้เหลือแค่ยายอยู่คนเดียว เพราะน้าใหญ่ซานออกไปที่ทุ่งนา ส่วนสี่เชว่กับหมิงเซิ่งก็ออกไปวิ่งเล่นกันแล้ว เธอมาที่นี่เพราะตั้งใจจะเล่าเรื่องจุดจบของเซี่ยซานหวาให้ยายฟัง
เรื่องนี้เธอเพิ่งได้รู้จากตาเซี่ยโป๋เหวินที่มาเยี่ยมเมื่อคราวก่อน
เซี่ยซานหวากลายเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว
ต้นสายปลายเหตุเกิดจากตอนที่เขาสติฟั่นเฟือนแล้วดันเผลอพูดเรื่องที่เคยแอบสลับยาฆ่าแมลงในอดีตออกมา ลูกชายคนโตของเขาได้ยินเข้าพอดี แต่ก็ไม่ได้คิดจะเอาเรื่องเอาราวอะไร เพราะเรื่องมันผ่านมานานหลายปีแล้ว
อีกอย่างพ่อของเขาก็เป็นคนใจหมาป่าเถื่อนอยู่แล้ว ถึงแม้แม่เลี้ยงจะนิสัยไม่ดีกับเขา แต่เขาก็ไม่เคยคิดถึงแม่แท้ๆ ของตัวเองเลย ที่เข้าไปหาก็แค่หวังจะถามให้รู้เรื่องและอาจจะได้เงินติดมือมาบ้าง
แต่คาดไม่ถึงว่าเซี่ยซานหวาจะคิดว่าลูกชายจะเข้ามาทำร้าย เขาจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วก็ล้มหงายหลังลงไปบนพื้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
กว่าจะยื้อชีวิตกลับมาได้ ร่างกายก็ไม่ตอบสนองและลุกขึ้นยืนไม่ได้อีกตลอดกาล
ซ่งอวี้หน่วนนำเรื่องนี้ไปเล่าให้จูเฟิ่งฟัง หญิงชราถึงกับสบถออก “สมน้ำหน้า! นี่แหละที่เขาเรียกว่ากรรมตามสนอง น่าสงสารก็แต่หวงเสี่ยวชุ่ย ถึงจะปากร้ายไปบ้าง แต่ก็ดูแลเซี่ยซานหวาดีมาตลอด พ่อตาของเขาก็รักและเอ็นดูเขาเหมือนลูกชายแท้ๆ”
พูดจบยายก็หันมากำชับหลานสาว “เสี่ยวหน่วน ถ้าในอนาคตหลานสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ ห้ามไปข้องเกี่ยวกับคนบ้านนั้นเด็ดขาดนะ ครอบครัวนั้นไม่มีคนดีเลยสักคน”
“หนูจะทำตามที่ยายบอกค่ะ จะไม่ไปยุ่งกับพวกเขาแน่นอน” ซ่งอวี้หน่วนรับคำอย่างว่าง่าย
จูเฟิ่งเผยรอยยิ้มออกมาทั้งที่ดวงตายังคลอไปด้วยน้ำตา มีหลายเรื่องที่คนอื่นคิดว่าเธอไม่รู้ แต่ในฐานะคนเป็นแม่ มีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของตัวเอง
ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็พูดว่าเสี่ยวหน่วนคือดาวนำโชคของครอบครัว ตอนนี้ลูกชายของเธอหายดีเป็นปกติแล้ว เธอจึงไม่ต้องนอนหวาดผวาทั้งคืนและไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถามไถ่อาการของเขาอีกต่อไป
หลังจากอิ่มอร่อยกับบะหมี่เย็นฝีมือยายแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็วิ่งไปที่โรงงานเสื้อผ้าเพื่อหาข่าวซุบซิบ
เหล่าบรรดาแม่บ้านในโรงงานช่างรู้ดีไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในหมู่บ้านไหนในระยะสิบหลี่ ก็ไม่มีอะไรที่พวกเธอไม่รู้ และซ่งอวี้หน่วนเองก็ชอบฟังเรื่องพวกนี้เสียด้วย
แต่บางครั้งหัวข้อสนทนาก็ร้อนแรงเกินไป จนเธอต้องถูกไล่ออกมาอยู่บ่อยๆ
หัวข้อสนทนาในวันนี้คือเรื่องของฉู่โหย่วฟู่กับหลิวต้านิวจากหมู่บ้านลิ่วเซี่ยถุน ซึ่งทำให้ซ่งอวี้หน่วนถึงกับหูผึ่งขึ้นมาทันที เรื่องนี้ยิ่งทำให้เธออยากจะไปอำเภอเพื่อเยี่ยมฉู่เสี่ยวเฉ่า และถือโอกาสไปดูเจิ้งตงด้วย
ปู่ซ่งซึ่งเปรียบเสมือนผู้จัดการใหญ่ของบ้าน พอเห็นว่าเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว จึงรีบไปเทียมรถม้าเพื่อจะไปส่งหลานสาวที่อำเภอ ทันใดนั้นซ่งเหลียงก็รีบเดินเข้ามา บอกว่าอยากจะฝากเสื้อผ้าล็อตใหม่ไปลงที่อำเภอด้วย และมอบหมายให้ซ่งหมิงโปเป็นคนนำไปส่งที่สถานีรถไฟ
ซ่งหมิงโปถึงกับตาโต “พ่อครับ! ผมทำไม่ได้หรอก ผมไม่เคยทำมาก่อนเลยนะ”
“หัดทำเดี๋ยวก็เป็นเอง” ซ่งเหลียงตอบกลับ “ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามน้องสาวแกเอา”
สินค้าล็อตนี้เป็นของหลิวเหวิน แต่เขาไม่ได้เป็นคนสั่งเองโดยตรง แต่มีคนอื่นสั่งผ่านเขามาอีกที ซึ่งหลิวเหวินก็บอกกับซ่งเหลียงตามตรง และยังเสนอว่าหากทำแบบนี้ไม่ได้ เขาก็จะให้ลูกค้าตัวจริงมาติดต่อโดยตรง
ซ่งอวี้หน่วนเคยให้คำแนะนำพ่อของเธอไว้ว่า เมื่อเราขายส่งสินค้าออกไปแล้วก็ถือว่าจบหน้าที่ของเรา ส่วนหลิวเหวินจะนำไปขายต่อในราคาที่สูงแค่ไหน นั่นก็เป็นความสามารถของเขา เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปก้าวก่าย
หญิงสาวนึกชื่นชมหลิวเหวินอยู่เงียบๆ ที่ตอนนี้เขากลายเป็นพ่อค้าคนกลางไปแล้ว ลองคำนวณดูคร่าวๆ เขาคงสั่งของไปแล้วไม่ต่ำกว่า 8,000 หยวน มิน่าล่ะ ย่าหูถึงได้บอกว่าชุดผ้าลินินของพวกเธอเป็นที่นิยมอย่างมากในเทศมณฑล
รถม้าวิ่งมาได้ครึ่งทางก็พบกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังพาลูกเล็กๆ สองคนเดินหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังอยู่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ปู่ซ่งรีบหยุดรถม้าทันที แล้วตะโกนถาม “นั่นใช่ชุ่ยเฟินบ้านเหล่าหม่าหรือเปล่า”
หม่าชุ่ยเฟินปาดเหงื่อบนใบหน้า แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “คุณลุงซ่งคะ หนูเองค่ะ…”
ดูท่าทางแล้วน่าจะกำลังเดินทางกลับหมู่บ้าน แถมยังมีสัมภาระมาเต็มไปหมด
ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้จักเธอ จึงหันไปมองซ่งหมิงโปเป็นเชิงถาม
พี่ชายของเธอกระซิบอธิบาย “…ป้าชุ่ยเฟินแต่งงานกับปัญญาชนจากเมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นแค่หนุ่มหน้าขาวที่ทำงานอะไรไม่เป็นสักอย่าง พอแต่งงานกับป้าชุ่ยเฟินแล้วก็สุขสบายขึ้นเยอะ ปีที่แล้วทั้งคู่เพิ่งจะย้ายกลับไปที่เมืองด้วยกัน แต่ตอนนี้…ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
[จบบท]
*ฉู่โหย่วฟู่พ่อของฉู่เสี่ยวเฉ่า
*หลิวต้านิวแม่ของฉู่เสี่ยวเฉ่าที่รักลูกสาวบุญธรรมมากกว่าลูกตัวเอง
*ฉู่เสี่ยวเฉ่า ผู้หญิงที่โดนแม่ของอาสะใภ้เล็กซุนจินหรงลักไปขายแล้วกลับมา,น้องหน่วนทาบทามให้ไปทำงานกับเจิ้งตง
*หลิวเหวิน 1 ใน 3 อันธพาลที่กลับใจ รับผ้าน้องหน่วนไปขาย