บทที่ 326: มีแค่ฉันคนเดียว
ซ่งอวี้หน่วนค่อยๆ เปิดลังออกดูทีละใบ ไล่สายตาสำรวจของที่อยู่ข้างในอย่างตื่นเต้น ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่คิด ของทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เด็กผู้หญิงน่าจะชอบทั้งนั้น
มีตั้งแต่ของชิ้นเล็กกระจุกกระจิกไปจนถึงของชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัด พวงกุญแจ กล่องดนตรี น้ำหอม ลิปสติก หรือจะเป็นผ้าคลุมไหล่ผืนสวย ตุ๊กตาหมีขนฟู และแว่นกันแดดสุดเก๋
ต้องยอมรับเลยว่าของแต่ละอย่างช่างหลากหลายและน่ารักน่าชัง จนเธอรู้สึกเหมือนกำลังลุ้นเปิดกล่องสุ่มไม่มีผิด
ซ่งอวี้หน่วนลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะโทรศัพท์ไปหาเขาดีหรือแค่เขียนจดหมายไปก็พอ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าโทรไปน่าจะดีที่สุด
ว่าแล้วหญิงสาวก็รีบวิ่งตรงไปยังโรงงานของครอบครัวเพื่อใช้โทรศัพท์โทรออกไปหากู้หวยอัน
ทันทีที่ปลายสายได้ยินชื่อของซ่งอวี้หน่วน น้ำเสียงของเขาก็ฟังดูตื่นตัวขึ้นมาทันควัน “กรุณารอสักครู่นะครับ ผมจะรีบโอนสายให้ท่านผู้บัญชาการเดี๋ยวนี้เลย”
ขณะนั้น กู้หวยอันกำลังหารืออยู่กับเลขาธิการสวีเกี่ยวกับโครงการพัฒนาอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เลขาธิการสวีจ้องมองกล่องสีดำขนาดเล็กกะทัดรัดที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่เปล่งประกาย
อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาภายในฐานทัพที่ใช้เวลายาวนานถึงสองปีเต็ม และในที่สุดความพยายามของพวกเขาก็กำลังจะผลิดอกออกผล
ในยุคสมัยที่ต่างประเทศเริ่มมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้กันแล้ว แต่สำหรับประเทศของพวกเขานั้นยังนับว่าห่างไกลนัก การตัดสินใจว่าจะนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือจะทุ่มเทวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเองนั้น จำเป็นต้องอาศัยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมาเป็นเครื่องพิสูจน์
และตอนนี้ เมื่อโครงการมีความคืบหน้าที่ดี ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานสำคัญต่างๆ ก่อนที่จะขยายผลไปสู่การพัฒนาสำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้งานในลำดับต่อไป
ในจังหวะนั้นเอง กล่องสีดำเจ้ากรรมก็ส่งเสียง “ตี๊ดๆ” ดังขึ้นมาขัดจังหวะ เมื่อเขากดสวิตช์ ก็มีเสียงของเจ้าหน้าที่เวรดังลอดออกมาจากเครื่อง “ท่านผู้บัญชาการครับ มีโทรศัพท์จากคุณซ่งอวี้หน่วนถึงท่านครับ”
กู้หวยอันซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานผุดลุกขึ้น ก่อนจะก้าวขายาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็พาตัวเองออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว
เลขาธิการสวีได้แต่มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มพลางส่ายศีรษะเบาๆ ท่าทางแบบนี้สิ ถึงจะสมกับเป็นคนหนุ่มคนแน่นหน่อย ดีจริงๆ
เมื่อกู้หวยอันรับสายจากซ่งอวี้หน่วนเรียบร้อยแล้ว คำถามแรกที่เขาเอ่ยถามคือ “ได้ยินที่ผมพูดชัดไหม มีเสียงแทรกบ้างหรือเปล่า”
“มีเสียงซ่าแทรกนิดหน่อยค่ะ แต่ก็ยังฟังชัดเจนดี คุณอยู่ข้างนอกเหรอคะ”
“ครับ”
“ฉันเห็นของแล้วนะคะ มีแต่ของน่ารักๆ ทั้งนั้นเลย ขอบคุณมากนะคะ แล้วก็...ฝากขอบคุณเพื่อนของคุณด้วยค่ะ”
“อืม”
“แล้ว...คุณมีอะไรอยากจะพูดกับฉันอีกไหมคะ ตอนนี้ฉันโทรมาจากออฟฟิศที่โรงงาน ในห้องนี้มีแค่ฉันคนเดียว”
กู้หวยอัน…
“ไม่มีอะไรครับ ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ตั้งใจเรียนให้ดีนะครับ”
พูดจบ กู้หวยอันก็ชิงวางสายไปเสียดื้อๆ
ซ่งอวี้หน่วนนิ่งไป นี่เขาคงไม่ได้กำลังเขินอยู่หรอกนะ
เธอวางหูโทรศัพท์ลง พลางนึกสงสัยว่ากู้หวยอันใช้อะไรโทรหาเธอกันแน่ สัญญาณมีเสียงคลื่นไฟฟ้าแทรกนิดหน่อย แถมยังต้องโอนสายจากเจ้าหน้าที่อีก หรือว่า...จะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่
แต่พอหญิงสาวนึกภาพโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นแรกๆ ที่ใหญ่เทอะทะราวกับกระดูกหมา ความสนใจของเธอก็มลายหายไปสิ้น
ซ่งอวี้หน่วนเดินออกจากห้องทำงาน เธอตัดสินใจว่าจะฝากลังทั้งสามใบไว้ที่ทำการกองพลน้อยไปก่อนชั่วคราว
ส่วนที่โรงงานนั้น เซี่ยกุ้ยหลานได้จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับเดินทางให้ซ่งอวี้หน่วนไว้พร้อมแล้ว เพราะอีกเพียงสัปดาห์เดียวก็จะถึงวันเปิดเทอม
ด้านย่าซ่งเองก็ไม่น้อยหน้า ท่านรวบรวมขนเป็ดขนห่านที่เก็บสะสมไว้ นำมาล้างทำความสะอาดและตากแดดจนแห้งสนิท ก่อนจะลงมือเย็บเป็นเบาะรองนั่งขนเป็ดนุ่มๆ ให้หลานสาวสุดที่รักอีกหนึ่งผืน
ในยุคนี้ยังไม่ค่อยมีใครนิยมใช้ปลอกผ้านวมกันนัก แต่พอซ่งอวี้หน่วนลองอธิบายลักษณะคร่าวๆ ให้ฟัง เซี่ยกุ้ยหลานก็สามารถเย็บออกมาได้อย่างสวยงามถึงสองชุด แถมยังใจดีเย็บให้ซ่งหมิงโปเผื่อไว้อีกหนึ่งชุดด้วย
ย่าซ่งมองปลอกผ้านวมในมือแล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา ของสิ่งนี้มันดีจริงๆ วัยรุ่นสมัยนี้ต้องชอบกันมากแน่ๆ ที่สำคัญคือมันทำไม่ยาก ไม่ต้องใช้ฝีมือเย็บปักถักร้อยอะไรให้วุ่นวาย เหมือนอย่างการเย็บผ้าปูที่นอน กับผ้าห่มให้ติดกันแบบที่ใช้ๆ กันอยู่ แค่เลือกสีสันให้สวยงาม วัดขนาดให้พอดี ดูแล้วน่าจะทำง่ายกว่าการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นไหนๆ
ย่าซ่งรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวก็เป็นได้
***
บ่ายวันนั้น อากาศในปักกิ่งร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ หลินฉิงซึ่งนั่งหน้าบึ้งอยู่หน้าพัดลมเพิ่งจะวางสายโทรศัพท์ได้ไม่นาน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นายตำรวจนายหนึ่งเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่ของคุณได้ทิ้งบ้านหลังหนึ่งไว้ที่ถนนซานหลี่ และในโฉนดก็ระบุชื่อของคุณเป็นเจ้าของ ไม่ทราบว่าช่วงนี้คุณได้แวะเวียนไปที่นั่นบ้างหรือเปล่า”
หลินฉิงยืนนิ่งไปชั่วครู ก่อนจะนึกขึ้นได้ “ช่วงนี้ฉันไม่ได้แวะไปที่นั่นเลยค่ะ มีเรื่องอะไรเหรอคะ หรือว่ามีขโมยขึ้นบ้าน”
“บ้านของคุณได้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกค้ามนุษย์ไปแล้วครับ” นายตำรวจกล่าว
“ตัวการหลักแซ่ว่าน เขาอ้างตัวว่าเป็นญาติฝ่ายแม่ของคุณ และยังบอกอีกว่าคุณเป็นคนอนุญาตให้พวกเขาเข้ามาพักอาศัยได้ตามใจชอบ”
คำพูดนั้นทำเอาหลินฉิงแทบจะกระโจนพรวดขึ้นมาทันที
“ไม่จริง! ไม่เคยเลยค่ะ! แล้วคนคนนั้นอยู่ที่ไหน ฉันจะฟ้องมัน!”
ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้ตรวจสอบประวัติของหลินฉิงมาบ้างแล้ว ซึ่งดูจากรูปการณ์แล้วเธอก็ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
นายตำรวจจึงถามต่อ “แล้วคุณเคยให้กุญแจบ้านกับใครไว้บ้างไหมครับ”
หลินฉิงนึกขึ้นได้ในทันใด “พ่อของฉันมีกุญแจค่ะ! ส่วนคนที่แซ่ว่านที่คุณพูดถึง ก็น่าจะเป็นญาติทางฝั่งแม่เลี้ยงของฉันมากกว่า”
นายตำรวจสองนายมองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจพาหลินฉิงไปยังสถานีตำรวจ
ที่นั่น หลินตู้และหูจือก็อยู่ด้วย
ทันทีที่หลินฉิงเห็นหน้าหูจือ ไฟโทสะก็ลุกโชนขึ้นในใจจนอยากจะกระชากร่างของผู้หญิงคนนั้นมาฉีกเป็นชิ้นๆ
ผู้หญิงตระกูลหูนี่มันน่าตายกันให้หมดทุกคนจริงๆ!
นังหูเสี่ยวเหม่ยนั่นดันมาตั้งท้อง ทำให้เธอต้องจำใจเลิกรากับซูจวิ้นเจ๋ออย่างไม่มีทางเลือก มิฉะนั้น นังนั่นก็จะไปฟ้องร้องเขาให้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง อนาคตดับวูบ
หลินฉิงทั้งเจ็บปวดและคลุ้มคลั่ง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ไม่อยากเลิกก็จำต้องเลิก
แม้ว่าซูจวิ้นเจ๋อจะไม่ยอมก็ตามที เพราะถ้าเทียบกับเธอแล้ว ไม่ว่าจะมองมุมไหน หูเสี่ยวเหม่ยก็ไม่คู่ควรกับเขาสักนิด
แต่ถึงเขาไม่ยอมแล้วจะทำอะไรได้เล่า หรือเธอจะต้องทนเป็นโสดไปจนตาย
ไม่รู้ทำไม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด แต่ช่วงนี้กลับมีแต่เรื่องเลวร้ายถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เธอเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจเข้ามาสานต่อกิจการโรงงานเสื้อผ้าที่แม่ของเธอสร้างมากับมือ แต่ทว่า...ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป
การเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานกับการเข้ามาบริหารงานจริงมันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ผู้คนมากมายที่เคยรู้จักกลับเปลี่ยนไป การจะกุมอำนาจในโรงงานแห่งนี้ให้ได้จึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
หลินฉิงจ้องมองหูจือด้วยสายตาอาฆาตแค้น “ฝีมือญาติของคุณแท้ๆ คุณจะบอกว่าไม่รู้เรื่องได้ยังไง ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะเอากุญแจบ้านฉันไปได้ยังไงกัน”
แน่นอนว่าหูจือปฏิเสธเสียงแข็ง
เธอมองหลินฉิงพลางแก้ตัว “ฉันรู้ว่าเธอเสียใจแล้วก็เกลียดฉัน แต่ฉันเองก็เป็นผู้เสียหายเหมือนกันนะ ฉัน...”
เธออยากจะพูดเหลือเกินว่าทั้งหมดเป็นความผิดของซูจวิ้นเจ๋อ แต่ก็ไม่กล้าพอ ใครจะไปรู้ว่าในที่แห่งนี้จะมีคนของตระกูลซูแฝงตัวอยู่หรือเปล่า
ตอนแรกที่รู้ว่าเสี่ยวเหม่ยไปพัวพันกับซูจวิ้นเจ๋อ เธอยอมรับว่าดีใจมากที่นอกจากจะได้แก้แค้นแล้ว ยังอาจจะได้เกาะบารมีของตระกูลใหญ่ไปด้วย แต่ใครจะคาดคิดว่าตระกูลซูจะรังเกียจเสี่ยวเหม่ยถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเธอตั้งท้อง
ตอนนี้หลินตู้ยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่ตัวเธอเองกลับถูกลดชั้นจากพนักงานในออฟฟิศให้ไปทำงานในแผนกการผลิต ต้องทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดในแต่ละวัน แต่ก็ไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว
พี่ชายกับพี่สะใภ้ก็ถูกสอบสวน พี่ชายเป็นคนซื่อๆ เลยรอดตัวไป แต่พี่สะใภ้ดันมือไม่สะอาด เลยถูกไล่ออกทันที
จากที่เคยฝันหวานว่าจะได้ดิบได้ดีกันทั้งตระกูล แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าสูญสิ้นทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่างเดียว
แล้วตอนนี้ยังต้องมาเจอกับเรื่องบ้าๆ นี่อีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่โชคร้ายที่สุดในชีวิตจริงๆ
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้ได้
หญิงชราคนนั้นเป็นญาติห่างๆ ของเธอเอง โดยอ้างว่าลูกสะใภ้เพิ่งคลอดลูก ทำให้ที่บ้านแออัดคับแคบ พอรู้ว่าภรรยาเก่าของหลินตู้มีบ้านว่างอยู่ จึงมาขอเช่าเป็นเวลาสามเดือน โดยเสนอค่าเช่าให้ถึงหนึ่งร้อยหยวน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว เขาจึงตอบตกลงไป
หลินตู้โกรธจนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า
“สมน้ำหน้า” หลินฉิงสบถออกมาเบาๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธออีกต่อไปแล้ว เธอจะกลับบ้าน ในเมื่อตอนนี้บ้านหลังนั้นก็ถูกสั่งปิดไปแล้ว และมันก็เป็นเพียงบ้านเปล่าๆ เท่านั้น
แต่แล้วนายตำรวจก็หันไปพูดกับหูจือว่า “ญาติผู้ใหญ่ของคุณคนนั้นต้องการจะพบคุณ”
หลินฉิงกลอกตาอย่างนึกสนุก จึงเดินตามพวกเขาไปด้วย
ทว่าตำรวจกลับไม่อนุญาตให้เธอเข้าไปด้านใน อนุญาตเพียงแค่หูจือคนเดียวเท่านั้น หลินตู้ยืนรออยู่ด้านนอก หลินฉิงจึงตวัดสายตาจ้องมองเขาอย่างรังเกียจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทันที
[จบบท]