บทที่ 330: ทำไมไม่บอกฉัน
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนต่างพากันมองมาทางพวกเธอด้วยความประหลาดใจ พวกเขาสงสัยกันว่าคนคู่นี้ไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไหร่
กุ้ยเส้าเจิน หมิ่นไห่จู และเผิงหลันเฟิ่ง ต่างมองไปทางด้านหลังของห้องเรียนด้วยความงุนงง โดยเฉพาะเผิงหลันเฟิ่งที่หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม
ภาพที่ซ่งอวี้หน่วนโอบคอเจี่ยซูจิ้งอย่างสนิทสนมนั้น ทำให้ดูเหมือนว่าเธอกำลังพยายามเอาอกเอาใจอีกฝ่าย แล้วแบบนี้...ชะตาของเธอจะไม่ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเหรอ
เมื่อวานนี้เธอปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งอีกครั้ง จึงถูกดักรอที่ตรอกหน้าบ้าน และเมื่อเธอกล้าที่จะบอกว่าจะไปฟ้องคุณครู เจี่ยซูจิ้งก็ข่มขู่เธอเหมือนกับวันนี้ว่า ถ้ากล้าบอกครูหรือที่บ้านเมื่อไหร่ จะจับเธอถอดเสื้อผ้าแล้วโยนไปทิ้งไว้หน้าประตูบ้านของเธอเอง
พ่อของเธอก็สุขภาพไม่ดี ที่บ้านจึงมีเพียงแม่ที่ทำงานหาเงินคนเดียว ไหนจะต้องส่งเสียเลี้ยงดูปู่กับย่าที่อยู่ต่างจังหวัดอีก เธอเป็นลูกสาวคนโตและยังมีน้องชายกับน้องสาวที่เรียนอยู่ชั้นประถม เธอจึงเลือกที่จะไม่อยู่หอพักเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าหอ ถึงแม้จะต้องเดินไปกลับโรงเรียนทุกวันวันละเป็นชั่วโมง เธอก็ยอมรับมันด้วยความเต็มใจ
แม่ต้องลำบากมากแค่ไหนกว่าจะส่งเธอเรียนมัธยมปลายได้ ถึงอย่างนั้น ทุกมื้อกลางวันเธอก็ยังต้องซื้อข้าวกินที่โรงอาหาร แต่ค่าอาหารสำหรับสัปดาห์นี้ก็ถูกพวกนั้นชิงไปหมดแล้ว นั่นหมายความว่าเที่ยงวันนี้เธอจะต้องทนหิว และก็ไม่กล้าบอกเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่รู้อีก
เดิมทีชีวิตก็ลำบากมากพออยู่แล้ว แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าชีวิตนี้มันช่างสิ้นหวังมากกว่าเดิม พอคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องตื่นมาเผชิญหน้ากับพวกนั้นอีกครั้ง ความสิ้นหวังก็ถาโถมเข้าใส่จิตใจของเผิงหลันเฟิ่งเป็นระลอก
และในวินาทีที่เจี่ยซูจิ้งกำลังจะขาดอากาศหายใจ ซ่งอวี้หน่วนก็คลายมือออกอย่างพอดิบพอดี
เจี่ยซูจิ้งไอโขลกๆ ออกมาอย่างรุนแรงจนน้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า ซ่งอวี้หน่วนผลักเธอออกเบาๆ แล้วเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ก่อนจะหันไปมองเผิงหลันเฟิ่งที่หน้าซีดเป็นกระดาษแล้วเอ่ยถาม
"ทำไมไม่บอกฉัน"
ริมฝีปากของเผิงหลันเฟิ่งสั่นระริก ไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมา
ทันใดนั้น เสียงกริ่งเข้าเรียนก็ดังขึ้น คาบนี้เป็นวิชาเคมีซึ่งสอนโดยอาจารย์จ้าวที่ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้อนและชอบใช้เศษดินสอปาใส่นักเรียน
เจี่ยซูจิ้งยังคงไอไม่หยุด ความรู้สึกหลากหลายทั้งหวาดกลัว โกรธแค้น อับอาย และคับข้องใจตีรวนกันอยู่ในอก ทำให้เธอได้แต่จ้องแผ่นหลังของซ่งอวี้หน่วนเขม็งด้วยความอาฆาต
เธอกัดฟันกรอด เตรียมจะลุกขึ้นไปทำร้ายซ่งอวี้หน่วน แต่อาจารย์จ้าวก็ปาเศษดินสอเข้าที่หน้าผากของเธอพอดิบพอดี พร้อมกับตวาดเสียงดัง "เงียบๆ หน่อย ไม่อย่างนั้นก็ออกไปยืนนอกห้อง"
ทั้งห้องเรียนพลันเงียบกริบ
ตลอดคาบเรียนที่ผ่านมา นอกจากซ่งอวี้หน่วนแล้ว นักเรียนคนอื่นๆ ในกลุ่มนั้นต่างก็ไม่มีสมาธิ ส่วนเผิงหลันเฟิ่งยิ่งแล้วใหญ่ ในใจของเธอสับสนวุ่นวายไปหมด
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปบอกฉีเซิ่งว่า "นายช่วยไปบอกพี่ชายฉันทีนะ ว่าเที่ยงนี้ฉันจะไปกินข้าวข้างนอกกับเพื่อน ไม่ได้ไปที่โรงอาหาร"
ฉีเซิ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของซ่งอวี้หน่วน เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กหนุ่มวัยนี้จะแอบชื่นชมเด็กสาวที่ทั้งเรียนดีและหน้าตาสวยงามอย่างซ่งอวี้หน่วน
หากจะบอกว่าเขาไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงจะเป็นการโกหก ในช่วงแรกที่เจอกัน ทุกครั้งที่เห็นหน้าซ่งอวี้หน่วนเขาก็มักจะหน้าแดงเสมอ แต่ด้วยนิสัยที่เป็นมิตรและเข้ากับคนง่ายของเธอ ทำให้เพียงสัปดาห์กว่าๆ เขาก็เลิกเขินอายและกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
เขารับปากอย่างแข็งขัน
ซ่งอวี้หน่วนหันไปบอกเผิงหลันเฟิ่ง "เธอยังกลับไม่ได้"
เผิงหลันเฟิ่งไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะจะทำอะไร แต่ก็พยักหน้าตอบรับไปโดยไม่รู้ตัว
ซ่งอวี้หน่วนมองเจี่ยซูจิ้งที่กำลังเดินตรงมาทางนี้ เธอจึงกดเสียงให้ต่ำลงแล้วเอ่ยท้า "กล้าไปที่ป่าละเมาะกับฉันไหม"
เจี่ยซูจิ้งมองซ่งอวี้หน่วนอย่างกินเลือดกินเนื้อ ‘ไปก็ไปสิ ถ้าจัดการแกไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป’
เธอจ้องมองใบหน้าที่สวยหยดย้อยของซ่งอวี้หน่วน พลันในแววตาก็ฉายประกายอำมหิต เดี๋ยวจะให้เพื่อนอีกสองคนช่วยกันจับยัยนี่ไว้ ทำให้มันอับอายขายขี้หน้า พอมีคนมาเห็นเข้า ดูซิว่ามันจะยังมีหน้ามาทำอวดดี ยังจะมีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไหม
เมื่อคิดเช่นนั้น เจี่ยซูจิ้งก็รู้สึกดีขึ้นมาก เธอจ้องซ่งอวี้หน่วนอย่างอาฆาตแล้วสบถออกมา "ใครไม่ไป คนนั้นก็เป็นลูกอีตัว"
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจี่ยซูจิ้งจะปากคอเราะร้ายได้ถึงขนาดนี้
และแล้วที่ป่าละเมาะ ทั้งสามคนก็ถูกซ่งอวี้หน่วนใช้กิ่งหลิวเฆี่ยนจนไม่กล้าแม้แต่จะคิดหนี เพราะเธอทั้งรวดเร็วและมีพละกำลังมหาศาลอย่างน่ากลัว ถึงขนาดที่สามารถจับตัวเจี่ยซูจิ้งยกขึ้นสูงได้อย่างง่ายดาย
แน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ลงมือถึงขั้นโหดร้าย แต่ก็ไม่ได้ออมแรงให้เช่นกัน เผิงหลันเฟิ่งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
ซ่งอวี้หน่วนหันไปถามเจี่ยซูจิ้งว่าวางแผนจะใส่ร้ายเธออย่างไร
เจี่ยซูจิ้งกลัวจนตัวสั่น เธอร้องไห้ฟูมฟายพร้อมกับยอมสารภาพแผนการทั้งหมด เพราะซ่งอวี้หน่วนในตอนนี้น่ากลัวเกินไปจริงๆ รอยแส้ที่ฟาดลงบนเนื้อตัวมันแสบร้อนไปหมด ครั้นจะวิ่งหนีก็หนีไม่พ้น
ซ่งอวี้หน่วนล้วงหยิบหนังสือคัดลอกด้วยมือออกมาจากกระเป๋าของเจี่ยซูจิ้ง แล้วหันไปบอกเผิงหลันเฟิ่ง "เธอไปยืนอุดหูหลบอยู่ตรงโน้นนะ"
เผิงหลันเฟิ่งพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายแล้วเดินไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้อีกต้นพร้อมกับยกมือขึ้นอุดหู
ซ่งอวี้หน่วนลากทั้งสามคนมารวมกัน จากนั้นก็เปิดหนังสือหน้าแรกขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ดูท่าทางพวกเธอก็คงเคยอ่านกันมาแล้วสินะ ในเมื่อเป็นแบบนั้น ฉันก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจแล้วเหมือนกัน มานี่เลย พวกเธอสามคนอ่านออกเสียงพร้อมกัน ถ้าอ่านได้ถูกใจเมื่อไหร่ ฉันจะปล่อยให้กลับ"
หนังสือประเภทนี้ แค่แอบอ่านคนเดียวก็ว่าแย่แล้ว แต่การที่จะให้อ่านออกเสียงจริงๆ ใครมันจะไปทำได้
แต่สุดท้าย ทั้งสามคนก็ถูกบังคับให้อ่านบทแรกจนจบ
ซ่งอวี้หน่วนแกว่งกิ่งหลิวในมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยถาม "แล้วเงินล่ะ"
ทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในที่สุดเจี่ยซูจิ้งก็ยอมรับออกมา "ใช้ไปแล้ว" แต่ก็รีบเสริมขึ้นทันที "แต่พวกเราจะคืนเงินให้เธอแน่นอนค่ะ รับรองว่าพูดคำไหนคำนั้น"
ซ่งอวี้หน่วนไม่ยอม เธอบังคับให้ทั้งสามคนล้วงเงินทั้งหมดที่มีในกระเป๋าออกมา เมื่อรวมกันแล้วยังขาดอยู่อีก 5 เหมา ซึ่งเป็นค่าอาหารของเผิงหลันเฟิ่ง ซ่งอวี้หน่วนจึงสั่งให้พวกเธอจำไว้ว่าพรุ่งนี้ต้องนำเงินส่วนที่ขาดมาคืนให้ครบ
ซ่งอวี้หน่วนหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาขยำไว้ในมือ ออกแรงบีบเพียงครั้งเดียว กระดาษทั้งเล่มก็ถูกบดจนกลายเป็นผงละเอียด และเมื่อเธอคลายมือออก เศษกระดาษก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นราวกับขี้เถ้า
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งอวี้หน่วนก็ปล่อยให้ทั้งสามคนที่หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้มจากไป
จากนั้นเธอก็จูงมือเผิงหลันเฟิ่งแล้วพูดขึ้น "คนเรามักจะรังแกคนที่อ่อนแอ และกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า พวกนี้ก็เหมือนกัน เห็นไหมล่ะ แค่นี้ก็สิ้นฤทธิ์กันหมดแล้ว ต่อไปพวกนี้ไม่กล้ามายุ่งกับเธออีกแน่นอน ไปเถอะ ฉันจะพาไปกินข้าว"
เผิงหลันเฟิ่งเดินตามซ่งอวี้หน่วนไปยังร้านอาหารของรัฐหมายเลข 4 ที่อยู่ไม่ไกลด้วยอาการมึนงง
ซ่งอวี้หน่วนสั่งข้าวสวยสองชามและหมูพะโล้หนึ่งชาม พนักงานบริการก็ยกอาหารมาเสิร์ฟพร้อมกับซุปไข่อีกสองถ้วยด้วยรอยยิ้ม แล้วทักทายซ่งอวี้หน่วน "เสี่ยวหน่วน หมูพะโล้อร่อยไหมจ๊ะ"
คุณป้าพนักงานบริการคนนี้เป็นญาติของจ้าวลี่ ซึ่งซ่งอวี้หน่วนบังเอิญมาเจอในภายหลังจึงได้รู้ว่าเธอทำงานอยู่ที่นี่
เผิงหลันเฟิ่งมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาชื่นชม ราวกับว่าเพื่อนคนนี้ไม่เคยรู้จักกับความตึงเครียดหรือความหวาดกลัวเลยสักนิด จะให้บรรยายอย่างไรดีล่ะ เธอเป็นคนที่สุขุมและเยือกเย็นอย่างน่าทึ่ง
หลังจากวันนั้น เจี่ยซูจิ้งและเพื่อนอีกสองคนก็สงบเสงี่ยมลงอย่างเห็นได้ชัด ซ่งอวี้หน่วนได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปแจ้งให้คุณครูทราบ โดยหวังว่าทางโรงเรียนจะให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากขึ้น
***
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านเช่าของหลินฉิง เธอก็เพิ่งได้รับข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของซ่งอวี้หน่วน
เธอได้เส้นผมของซ่งอวี้หน่วนมาจากตู้ซวงแล้วสองสามเส้น แต่การจะได้เลือดจากนิ้วชี้มานั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก หลินฉิงรู้สึกว่ายอมเชื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร เผื่อว่าเรื่องที่จางเอ้อร์กูบอกจะเป็นความจริงขึ้นมา
อีกอย่าง ต่อให้มันเป็นเรื่องโกหก ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่ดี
หลินฉิงไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับซ่งอวี้หน่วนโดยตรง แต่จะทำอย่างไรถึงจะได้เลือดจากนิ้วชี้ของเธอมา หรือว่าจะลักพาตัวหมิงเซิ่งเพื่อล่อให้เธอออกมา แต่ถ้าเกิดมีการแจ้งตำรวจขึ้น เรื่องราวก็จะยุ่งยากไปกันใหญ่
วิธีที่ดีที่สุดคือการเก็บเลือดของเธอมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยแม้แต่น้อย
ลุงจงได้ไปสืบเรื่องคฑาหยกยู่อี่มาแล้ว พบว่าคฑาหยกที่ถูกสับเปลี่ยนไปในตอนนั้นเป็นฝีมือของหลินตู้และหูจือที่ร่วมมือกันทำขึ้นมา แต่เกิดความผิดพลาดในการควบคุมปริมาณ ทำให้หยกไม่สามารถฟื้นฟูสภาพเดิมได้
หลังจากที่ให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตรวจสอบแล้ว ทุกคนต่างก็ลงความเห็นว่าคฑาหยกยู่อี่ชิ้นนี้ได้สูญเสียพลังไปแล้ว พวกเขาจึงนำมันไปขายให้กับร้านเจินเป่าเก๋อในราคาเพียงหนึ่งร้อยหยวน
ต่อมา หลินฉิงก็ได้ข่าวว่าพิพิธภัณฑ์ที่เป่ยฉวนกำลังรับซื้อโบราณวัตถุที่แตกหักเสียหายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้ฝึกซ่อมแซม ดังนั้น ตอนนี้ของชิ้นนั้นจึงน่าจะอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประจำเทศมณฑล
[จบบท]