บทที่ 346: กลัวว่าเสี่ยวหน่วนจะลืมเขา
กู้หวยอันกระแอมในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “ผมสนับสนุนความคิดของคุณมากเลยนะ เดี๋ยวตอนประชุมผมว่าจะลองหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดดู”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับทันที “ถึงตอนนั้นฉันจะเขียนจดหมายอธิบายแนวคิดของฉันแนบไปด้วย จริงๆ แล้วช่องทางหาเงินตราต่างประเทศมีตั้งหลายทาง คุณยังจำเหล่าเอ้อร์ฮาได้ไหมคะ”
“จำได้สิ” กู้หวยอันพยักหน้า
“เราน่าจะเชิญเขาออกมาสร้างคุณไถ่โทษ ให้เขาสอนลูกศิษย์สักสองสามคนทำของปลอมขึ้นมาขาย แบบนั้นก็น่าจะหาเงินเข้าประเทศได้เหมือนกัน อย่างเสื้อผ้าของบ้านฉัน ตอนนี้ก็ส่งออกไปต่างประเทศแล้วใช่ไหมคะ ยังไม่รวมพวกงานจักสานหรืองานฝีมืออื่นๆ อีกนะ อ้อ...คอมมูนขุยฮวาของเราก็เพิ่งได้ออเดอร์งานจักสานมาด้วยค่ะ”
หลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอันปรึกษาหารือเกี่ยวกับเนื้อหาในจดหมายจนเป็นที่พอใจแล้ว รถยนต์ก็จอดลงข้างทาง
เสี่ยวอู๋เป็นคนเอ่ยขึ้น “ข้างหน้านั่นเป็นริมทะเลสาบครับ บรรยากาศคึกคักทีเดียว อยากไปเดินเล่นกันไหมครับ”
สิ้นเสียงของเสี่ยวอู๋ หมิงเซิ่งน้อยก็หันขวับไปมองซ่งอวี้หน่วนเป็นอันดับแรก
ภาพนั้นทำให้เสี่ยวอู๋ต้องเม้มปากกลั้นยิ้ม
ซ่งอวี้หน่วนไม่พูดอะไร เธอเปิดประตูลงจากรถไปทันที
บรรยากาศริมทะเลสาบคึกคักสมคำร่ำลือจริงๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยของกินและของเล่นน่าตื่นตาตื่นใจ หมิงเซิ่งน้อยถูกพี่สาวจูงมือเดินเล่น พลันรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่โชคดีและมีความสุขที่สุดในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเลยทีเดียว
ต้องรู้ก่อนว่าแค่ได้ไปเที่ยวในอำเภอ พวกเสี่ยวเฉียง กังจื่อ และอาหมิงก็รู้สึกว่าตัวเองเจ๋งที่สุดแล้ว
แต่ดูเขาตอนนี้สิ การได้มากับพี่สาวทำให้เขาได้กินของอร่อย ได้นั่งรถไฟ นั่งรถยนต์ แถมยังได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ อีกนับไม่ถ้วน
เด็กชายเงยหน้าขึ้นพร้อมกับดึงมือซ่งอวี้หน่วนเบาๆ
“พี่รู้ว่าเราอยากกินขนมอีกแล้วใช่ไหม” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยแซว
หมิงเซิ่งน้อยรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “พี่ครับ ผมแค่อยากจะบอกว่าผมรักพี่มากๆ เลยนะ พอผมโตขึ้น ผมจะดูแลพี่ให้ดีที่สุด ใครหน้าไหนกล้ามารังแกพี่ ผมจะสู้กับมันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย”
พูดจบดวงตาคู่เล็กก็เหลือบไปมองกู้หวยอันที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างมีความหมาย ชายหนุ่มดูโดดเด่นและไม่เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ แต่แววตาที่ทอดมองมากลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
กู้หวยอันยกมือขึ้นลูบหัวเด็กชายเบาๆ ก่อนจะเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “หมิงเซิ่งเป็นเด็กดีมาก”
ขากลับ ทั้งสองได้ของอร่อยติดไม้ติดมือกลับมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกาลัดคั่วน้ำตาลร้อนๆ ขนมพุดดิ้งเนื้อใส อ้อยลำใหญ่สองท่อน และขนมอื่นๆ อีกสารพัด ทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ในถุงกระดาษอย่างดี โดยมีกู้หวยอันและเสี่ยวอู๋ช่วยกันหิ้วมาส่งถึงบ้านพักรับรอง
เป็นจังหวะเดียวกับที่ซ่งเหลียงกลับมาถึงพอดี
เขาประหลาดใจไม่น้อยที่ได้เจอกู้หวยอันที่นี่ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรมากนัก
หลังจากทักทายกันสองสามประโยค กู้หวยอันและเสี่ยวอู๋ก็ขอตัวกลับไป
ในฐานะคนเป็นพ่อ ซ่งเหลียงมีเรื่องกลุ้มใจบางอย่างที่ไม่สามารถพูดกับลูกสาวตรงๆ ได้ จึงทำได้เพียงเก็บความร้อนใจไว้เพียงลำพัง
ตอนนี้ทางครอบครัวกู้คงจะรับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว พวกเขาจะคิดเห็นอย่างไรซ่งเหลียงไม่ได้ใส่ใจ แต่ที่เขากังวลคือหากอีกฝ่ายทำอะไรไม่ดีหรือพูดจาไม่น่าฟังขึ้นมา เขาควรจะรับมืออย่างไรดี
นิสัยของลูกสาวเขาเป็นพวกไม่ยอมคน หากเกิดเรื่องกระทบกระทั่งกันขึ้นมาจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
ถ้าให้พูดแบบชาวบ้านก็คือ ‘ไม่คุ้ม’
เขาอดไม่ได้ที่จะบ่นกู้หวยอันอยู่ในใจ ไหนว่างานยุ่งนักหนา ทำไมถึงได้เจอหน้าอยู่เรื่อยเลย วันๆ ไม่ทำงานทำการหรือไง ถึงได้เที่ยวเตร่ไปทั่วแบบนี้
ซ่งเหลียงไม่กล้าพอที่จะเอ่ยบ่นออกไปตรงๆ หลังจากส่งซ่งอวี้หน่วนเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบตรงไปหาเซี่ยซินตงทันที
พอเจอหน้ากัน เขาก็เริ่มระบายความในใจทันทีว่าทำไมกู้หวยอันถึงมาอยู่ที่หนานเฉิงได้ ทั้งๆที่ควรจะอยู่ที่ปักกิ่ง แล้วทำไมไม่ว่าลูกสาวของเขาจะไปที่ไหนก็ต้องเจอชายหนุ่มคนนี้อยู่เรื่อย
เซี่ยซินตงแย้งขึ้น “ก็ไม่เสมอไปนี่ครับ ตอนที่เสี่ยวหน่วนไปเข้าค่ายฤดูร้อน เขาก็ไม่ได้ตามไปสักหน่อย”
ซ่งเหลียงขยี้ผมอย่างหัวเสีย “พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น พี่แค่รู้สึกว่ากู้หวยอันต้องคิดอะไรกับเสี่ยวหน่วนแน่ๆ แต่ลูกพี่ยังเด็กนะ ยังต้องเรียนหนังสือ กว่าจะแต่งงานได้ก็ต้องรอให้เรียนจบมหาวิทยาลัยเสียก่อน”
“ซึ่งนั่นก็หมายถึงอีก 5-6 ปีข้างหน้า แล้วครอบครัวกู้ก็ไม่ใช่ครอบครัวธรรมดา พวกเขาต้องดูถูกชาติตระกูลของเราแน่ๆ พี่ไม่รู้หรอกนะว่ากู้หวยอันไปพูดกับที่บ้านว่ายังไง ถึงตอนนี้ทางนั้นจะยังเงียบอยู่ แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เห็นเราอยู่ในสายตาก็ได้ ดังนั้นจะว่าไปแล้ว กู้หวยอันถึงจะเป็นคนดี แต่ก็เป็นคนที่คิดอะไรไม่รอบคอบเหมือนกันนั่นแหละ”
เซี่ยซินตงเข้าใจในทันที “พี่เขยครับ ถ้ากู้หวยอันเป็นคนรอบคอบขนาดนั้นจริงๆ ป่านนี้เสี่ยวหน่วนคงลืมเขาไปไหนต่อไหนแล้วล่ะครับ”
ซ่งเหลียงกะพริบตาปริบๆ “ที่พูดมานั่นมันหมายความว่ายังไง?”
“ก็ที่โผล่มาเพราะพยายามทำให้เสี่ยวหน่วนไม่ลืมเขาน่ะสิครับ กลัวว่าหลานสาวสุดที่รักของเราจะลืมเขาไปซะก่อน”
พอได้ฟังแบบนั้น ซ่งเหลียงก็เข้าใจกระจ่างแจ้งในทันใด เขาเม้มปากกลั้นยิ้ม ถ้าเป็นเหตุผลนี้ก็ยังพอรับได้หน่อย
เซี่ยซินตงพูดเสริม “กู้หวยอันคงจะเปรยๆ เรื่องนี้กับที่บ้านเขาไว้แล้วล่ะครับ และอย่างที่รู้กันว่าตระกูลกู้ไม่ใช่ตระกูลธรรมดา พวกเขาคงไม่แสดงท่าทีรังเกียจคนจนประจบคนรวยออกมาให้เห็นโต้งๆ หรอก”
“ถึงในใจจะดูแคลน แต่ต่อหน้าก็คงแสร้งทำดีด้วย ดีไม่ดีอาจจะหาวิธีอื่นมาทำลายความสัมพันธ์ของสองคนนั้นก็ได้”
พูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยซินตงก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย “ก็เหมือนที่พี่เขยว่านั่นแหละครับ เวลาตั้งหลายปี อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่เสี่ยวหน่วนเป็นเด็กฉลาด แถมยังไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบง่ายๆ ด้วย”
“เรื่องพวกนั้นพี่รู้ดี แต่คนเป็นพ่อก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ บางเรื่องพี่ก็พูดหรือถามลูกตรงๆ ไม่ได้ คงต้องรอให้กลับบ้านไปแล้วให้พี่สาวนายเป็นคนคุยดู”
“เสี่ยวหน่วนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร พวกพี่อย่าเข้าไปยุ่งวุ่นวายมากเลยครับ”
ซ่งเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่ามันเป็นอย่างที่น้องเขยว่าจริงๆ
แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนเรื่องถามเซี่ยซินตงว่า เมื่อวานนี้ที่พากันไปที่ทำการเทศบาล มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง พูดจบเขาก็ถอนหายใจยาว
“ซินตง เสี่ยวหน่วนไม่เหมือนกับนายนะ ตั้งแต่ลูกเกิดจนกระทั่งกลับมาบ้าน เราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีลูกอยู่บนโลกใบนี้ ช่วงเวลาที่เติบโตเราไม่ได้มีส่วนร่วม ไม่รู้เลยว่าหลายปีที่ผ่านมาต้องเจออะไรมาบ้าง แม้กระทั่งช่วงแรกๆ ที่กลับมา อะไรที่ชอบหรือไม่ชอบ เราพ่อแม่ก็ยังไม่รู้เลย”
“เสี่ยวหน่วนเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง หลายเรื่องก็ไม่เคยเล่าให้เราฟัง ส่วนพี่กับพี่สาวนายก็ไม่กล้าพอที่จะถาม”
พอพูดถึงตรงนี้ ขอบตาของซ่งเหลียงก็แดงก่ำ เขาต้องรีบหันหน้าไปอีกทางเพื่อปาดน้ำตา
เซี่ยซินตงเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะให้คำแนะนำพี่เขยได้อย่างไรในเมื่อตัวเขาเองก็เพิ่งจะเรียนรู้เรื่องการเข้าสังคมได้ไม่นาน แถมยังไม่คุ้นเคยกับการเล่าเรื่องส่วนตัวให้แม่ฟังเหมือนกัน แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ใจของซ่งเหลียง
“พี่ก็ดูแลเสี่ยวหน่วนเหมือนลูกสาวแท้ๆ คนหนึ่งใช่ไหมล่ะครับ”
ซ่งเหลียงหันมาถลึงตาใส่ “พูดบ้าอะไรของนาย เสี่ยวหน่วนก็ต้องเป็นลูกสาวแท้ๆ ของพี่สิ”
“ก็ในเมื่อเป็นลูกสาวแท้ๆ อยากจะถามอะไรก็เข้าไปถามตรงๆ เลย เรื่องไหนพูดยากก็ให้พี่สาวผมจัดการให้ พี่จะมานั่งกลุ้มใจอยู่ทำไมล่ะครับ”
ซ่งเหลียงคิดว่าคำพูดของเซี่ยซินตงก็มีเหตุผล
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาจึงตัดสินใจไปหาซ่งอวี้หน่วนและถามเธอตรงๆ ว่าเมื่อวานไปที่ทำการเทศบาลทำอะไรกันมาบ้าง …
อีกไม่นานซ่งอวี้หน่วนจะต้องออกไปพบกับซ่างกวนเหิงตามที่นัดไว้พร้อมกับคุณตาและน้าเล็กของเธอ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเมื่อคืนซ่างกวนเหิงคงจะนอนไม่หลับทั้งคืน และตอนนี้คงอยากจะจับพวกเธอมาสับเป็นชิ้นๆ ให้หนำใจ
พอได้ยินคำถามของผู้เป็นพ่อ ซ่งอวี้หน่วนก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ฟังทั้งหมด
เธอยังไม่ลืมที่จะเน้นย้ำเพื่อความสบายใจของเขา “พ่อคะ หนูรับรองได้เลยว่าพอหนูโยนพวกนั้นเข้าไปในห้องทำงานแล้ว หนูก็ออกมาทันที ส่วนคุณตากับน้าเล็กจะทำอะไรต่อหนูไม่รู้เรื่องจริงๆ ค่ะ พอพวกเขาออกมาก็ไม่ยอมให้หนูเข้าไปยุ่งหรือเข้าไปดูเลย”
ซ่งเหลียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ที่แท้เขาก็กังวลว่าลูกสาวจะโกรธที่เขาซักไซ้
“พ่อรู้ว่าลูกเป็นเด็กเก่งและมีความสามารถ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอนะ”
“ค่ะพ่อ หนูจะจำไว้นะคะ” ซ่งอวี้หน่วนรับคำอย่างว่าง่าย
การมีพ่อแม่คอยว่ากล่าวตักเตือน คือความสุขที่สุดของคนเป็นลูกแล้ว
ซ่งเหลียงจูงมือหมิงเซิ่งเดินไปยังห้องประชุมด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ส่วนซ่งอวี้หน่วนและคนอื่นๆ ก็รอจนกระทั่งซ่างกวนเหิงนำม้วนวิดีโอมาส่งให้
นอกจากม้วนวิดีโอแล้ว เขายังนำเช็คมูลค่าหนึ่งล้านหยวนมาด้วย ซึ่งเช็คใบนี้สามารถนำไปขึ้นเงินสดที่ศูนย์กลางทางการเงินได้เลยเช่นกัน
[จบบท]