บทที่ 35: เด็กสาวผู้หมายปองในความหล่อเหลาของเขา
เบื้องหน้าคือบ้านล้อมกำแพงสีขาวที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเข้ม
ฉู่จื่อโจวชะเง้อมองเข้าไปข้างในด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
ชายในชุดคล้ายเลขานุการที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้น "คุณจื่อโจวครับ คุณหวยอันมีราชการรัดตัว จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจเรื่องหยุมหยิมของคุณ กลับไปกับผมเถอะครับ ผมจะได้กลับไปรายงานเบื้องบนได้"
ฉู่จื่อโจวกุมขมับ พลางส่งเสียงโอดครวญในลำคอ ก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็ง "ไม่กลับ! ถ้าฉันกลับไปตอนนี้ มีหวังตายแหงๆ!"
ขณะเดียวกันนั้น กู้หวยอันกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง ในมือของเขาคือเอกสารลับฉบับหนึ่ง
สายตาเยียบเย็นทอดมองไปยังร่างของฉู่จื่อโจวที่กำลังเดินวนไปเวียนมาอย่างร้อนรนอยู่นอกกำแพงบ้าน
เลขานุการเสี่ยวอู๋เดินเข้ามาในห้อง
เขามองแผ่นหลังสูงสง่าที่ตั้งตรงอยู่เบื้องหน้าแล้วก็อดคิดในใจไม่ได้ ผู้บัญชาการของเขาช่างราวกับเทพเซียนที่ถูกส่งลงมาจุติบนโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน
ทั้งรูปโฉมหล่อเหลาหมดจด ทั้งท่วงท่าที่สูงส่งและสุขุมเยือกเย็น
เสี่ยวอู๋ลดเสียงลงหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว "ผู้บัญชาการกู้ จะให้เขาเข้ามาไหมครับ"
กู้หวยอันหันกลับมา ดวงตาดุจดวงดาวเหลือบมองเสี่ยวอู๋เพียงเล็กน้อย "ให้เขาเข้ามา"
เสี่ยวอู๋รับคำสั่งแล้วรีบเดินออกไปทันที
กู้หวยอันก้มลงมองเอกสารลับในมือ
คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมอำเภอหนานซาน
ภาพของเด็กสาวท่าทางไม่เอาไหนที่เอาแต่จ้องมองความหล่อเหลาของเขา ก็ผุดขึ้นมาในความคิดอย่างไม่ทันตั้งตัว
ในตอนนั้นเอง ฉู่จื่อโจวผู้กำลังตื่นเต้นดีใจก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาในห้องหนังสือ พอเห็นชายหนุ่มใบหน้าเรียบเฉยกำลังก้มหน้าอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขาก็ชะงักฝีเท้าแล้วยืดตัวตรงขึ้นมาทันที
จากนั้นจึงกระแอมออกมาสองสามครั้งแก้เก้อ
กู้หวยอันคือต้นแบบของคำว่า ‘ลูกชายบ้านอื่น’ ที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนที่พวกเขาไม่มีวันจะไล่ตามได้ทัน
บ้านของทั้งสองตระกูลตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยมีตึกหลังเล็กๆ สองหลังคั่นอยู่ตรงกลาง
พวกเขาเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่จำความได้
เพียงแต่ผลลัพธ์ของการเติบโตนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในขณะที่เขาพยายามแทบตายจนสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายและเรียนจบมาได้อย่างกระท่อนกระแท่น
ส่วนกู้หวยอันน่ะหรือ ในตอนที่พวกเขาอายุเท่ากันและยังเล่นดินเล่นโคลนกันอยู่ อีกฝ่ายก็สอบข้ามชั้นพรวดๆ จนขึ้นมัธยมปลายไปแล้ว และตอนที่เขากระเสือกกระสนจนเรียนถึงชั้นประถมปีที่ 5 อีกฝ่ายก็เรียนจบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นที่เรียบร้อย
กู้หวยอันไม่ใช่คน!
ฉู่จื่อโจวคิดอย่างไม่ยี่หระ เขาไม่ควรเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ใช่มนุษย์
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับกู้หวยอัน
เขายิ้มแฉ่งแล้วเอ่ยขึ้น "หวยอัน บังเอิญอะไรอย่างนี้ เรามาเจอกันที่นี่ได้ยังไงเนี่ย ว่าแต่ฉันไม่ได้เจอนายมาครึ่งปีกว่าแล้วนะ"
กู้หวยอันตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า "ไม่บังเอิญ มีธุระอะไรก็ว่ามา!"
ฉู่จื่อโจวรีบเข้าเรื่อง "หวยอัน ฉันขออยู่กับนายสักพักได้ไหม"
กู้หวยอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองเขาด้วยความประหลาดใจ "นายรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไร"
ฉู่จื่อโจวขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด "ฉันรู้สิ ก็ฉันไม่มีที่ไปแล้วนี่นา นายไม่ต้องห่วง ฉันรับรองเลยว่าจะไม่ทำให้งานของนายเสียแน่"
กู้หวยอันวางเอกสารในมือลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเหลือบมองฉู่จื่อโจว "แล้วนายจะมาอยู่กับฉันในฐานะอะไร"
ดวงตาของฉู่จื่อโจวเป็นประกายขึ้นมาทันที "เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดีไหม" เขาพูดต่ออย่างกระตือรือร้น "เมื่อก่อนปู่ของฉันก็เคยเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ปู่ของนายนะ นี่ถือว่าฉันสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเลย ถ้าปู่รู้เข้าจะต้องภูมิใจมากแน่ๆ"
กู้หวยอันยกมุมปากขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ "นายรู้ไหมว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของฉันอยู่ในระดับไหน แล้วรู้หรือเปล่าว่าพวกเขามาจากที่ไหน"
ฉู่จื่อโจวหดคอ ไม่รู้และไม่กล้าถาม
เขาหันไปมองเลขานุการเสี่ยวอู๋แวบหนึ่ง ตำแหน่งนั้นต่อให้ตายเขาก็ทำไม่ได้ ส่วนตำแหน่งเจ้าหน้าที่สื่อสารก็ยิ่งต้องการทักษะความสามารถที่สูงขึ้นไปอีก
"งั้นฉันถือกระเป๋าให้นายแล้วกัน!"
ฉู่จื่อโจวทุบโต๊ะ นี่แหละง่ายที่สุด
เขาช่างหลักแหลมเสียจริง
"นายไปก่อเรื่องอะไรมา" กู้หวยอันหมดความอดทน เขาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
ฉู่จื่อโจวทำท่าอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมเล่าความจริงออกมา "คือ ฉันจัดงานเต้นรำที่บ้าน แล้วก็มีผู้หญิงสวยๆ มากันเยอะเลย แล้วทีนี้ มีคนหนึ่งแอบเข้าไปจูบกับฟางเส้าหมินในห้องนอน แต่ดันถูกเสี่ยวหมิ่นที่เป็นคู่หมั้นของเส้าหมินมาเห็นเข้าพอดี"
"แล้วยังไงต่อ"
"นายก็น่าจะรู้นิสัยของเสี่ยวหมิ่นดี พออาละวาดแล้วก็ไม่ยอมหยุดง่ายๆ ปู่ฉันขู่ว่าจะตีตัวต้นเรื่องอย่างฉันให้ตาย ฉันทนไม่ไหวเลยต้องหนีออกมา"
กู้หวยอันจ้องมองฉู่จื่อโจวด้วยแววตาเย็นเยียบ
ฉู่จื่อโจวรีบยกมือขึ้นเป็นพัลวัน "หวยอัน ฉันสาบานเลยนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ ฉันบริสุทธิ์จะตายไป แต่ปู่ไม่ยอมเชื่อ แถมลูกพี่ลูกน้องตัวดีของฉันยังใส่ไฟไม่หยุด ตอนนี้คงมีแค่ที่ของนายเท่านั้นแหละที่ปลอดภัยที่สุด"
คุณปู่ของกู้หวยอันมีตำแหน่งสูงกว่าคุณปู่ของเขาอยู่หนึ่งขั้น
แถมกู้หวยอันยังเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านพักอีกต่างหาก
ขอแค่ได้มาอาศัยอยู่กับเขาสักพัก พายุลูกนี้ก็คงจะสงบลงไปเอง
ที่สำคัญที่สุดคือแม่ของเส้าหมินเป็นคนไม่มีเหตุผล โทษแต่ว่าเป็นความผิดของเขาฝ่ายเดียวที่จัดงานขึ้นมา เสี่ยวหมิ่นเองก็เหมือนกัน ดันมาด่าว่าเขาเป็นพวกพ่อเล้าเสียได้
ให้ตายสิ มันน่าโมโหชะมัด!
เขาจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าไอ้สารเลวเส้าหมินมันจะใจกล้าหน้าด้านถึงขนาดนั้น
กู้หวยอันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เสี่ยวอู๋จึงรีบรายงาน "ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ ออกเดินทางได้เลยครับ"
กู้หวยอันก้าวขายาวๆ เดินนำออกไปก่อนใคร
ฉู่จื่อโจวยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนไล่หลังไป "นี่นายตกลงหรือไม่ตกลงกันแน่"
กู้หวยอันหยุดชะงักฝีเท้าลง สายตาเหลือบไปมองมือของเลขานุการอู๋ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไหนบอกว่าอยากจะถือกระเป๋าไม่ใช่หรือไง"
ฉู่จื่อโจวถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารีบคว้ากระเป๋าเอกสารมาจากมือของเลขานุการอู๋ แล้วเดินตามหลังกู้หวยอันไปอย่างอารมณ์ดี
คนทั้งกลุ่มขึ้นรถ แล้วมุ่งหน้าย้อนกลับไปยังอำเภอหนานซาน
***
ในขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนก็ถูกหญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางทางไว้
ตรงหน้าประตูบ้านพักของอาเล็กพอดี
เธอได้ยินจากเพื่อนบ้านว่าหญิงชราคนนี้คือยายซุน ซึ่งก็คือแม่แท้ๆ ที่เป็นพวกลักเด็กของซุนจินหรง อาสะใภ้เล็กของเธอนั่นเอง
ยายซุนกวาดตามองซ่งอวี้หน่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า
แม้ว่าเธอจะผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่ก็อดทึ่งในใจไม่ได้ว่าเด็กสาวตรงหน้างดงามราวกับนางฟ้ามาจุติ ความสวยระดับนี้หาได้ยากยิ่งนักบนโลกมนุษย์
เงินหนึ่งพันหยวนอาจจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เผลอๆอาจจะมีคนยอมจ่ายถึงห้าพันหยวนเพื่อซื้อตัวเธอเลยก็ได้
เธอยกมือขึ้นมาถูกันไปมา ก่อนจะเอ่ยปากตีสนิทกับซ่งอวี้หน่วนอย่างเป็นมิตร เมื่อได้ยินว่าซ่งอวี้หน่วนยังไม่ได้พบกับซ่งเหนียน ความคิดชั่วร้ายก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันที
เธอโกหกว่าตั้งใจจะมาเยี่ยมซุนจินหรงผู้เป็นลูกสาว แต่บังเอิญว่าลูกสาวไม่อยู่บ้าน
จึงถือโอกาสนี้ชวนซ่งอวี้หน่วนไปกินข้าวที่บ้านของเธอแทน โดยอ้างว่าเป็นญาติสนิทกันแท้ๆ เดี๋ยวตอนกลางวันจะทำเกี๊ยวไส้เนื้ออร่อยๆ ให้กิน
ในหัวของซ่งอวี้หน่วนตอนนี้มีแต่ข้อมูลเกี่ยวกับยายซุนผุดขึ้นมาเต็มไปหมด
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับยายซุนตัวเป็นๆ
ไม่นึกเลยว่าจะทำให้เนื้อเรื่องที่ซ่อนอยู่ปรากฏขึ้นมาได้ด้วย
หญิงชราคนนี้เป็นพวกลักเด็กจริงๆ ซ้ำยังเป็นคนชั่วช้าสารเลวที่ก่อกรรมทำเข็ญมานับไม่ถ้วนอีกต่างหาก
โศกนาฏกรรมของตระกูลซ่งที่เกิดขึ้นในนิยาย ก็เป็นฝีมือของเธอด้วยเช่นกัน
ซ่งอวี้หน่วนพยายามข่มความโกรธเอาไว้ เธอกลอกตาไปมาครู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ได้ค่ะคุณยายซุน งั้นหนูไม่เกรงใจแล้วนะคะ"
ว่าแล้วซ่งอวี้หน่วนก็เดินตามหญิงชราออกจากบริเวณบ้านพักรวมที่ซ่งเหนียนอาศัยอยู่ไป
การเดินทางในครั้งนี้ต้องอาศัยสองเท้าเดินไปเท่านั้น
ทั้งสองคนเดินไปตามริมถนน ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำเป็นช่างซักช่างถามไปตลอดทาง ท่าทีของเธอดูน่ารักไร้เดียงสา ไม่ประสีประสาเรื่องโลกภายนอกแม้แต่น้อย ยิ่งยายซุนเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งพึงพอใจ จึงตอบคำถามของเธออย่างอดทน
ทว่าในใจกลับกำลังดูถูกเหยียดหยามและหัวเราะเยาะ
เฮอะ ไม่รู้จักอันตรายของโลกภายนอก ทำเป็นใสซื่อบริสุทธิ์ไปได้
แต่ก็นั่นแหละ เด็กผู้หญิงประเภทนี้ที่เธอเคยหลอกมานับไม่ถ้วน
ก็เพราะเด็กผู้หญิงแบบนี้น่ะสิ ถึงได้หลอกง่ายที่สุด!
ตัวอย่างเช่น แค่แกล้งล้มลงข้างทางแล้วบอกว่าเจ็บหน้าอก เด็กสาวพวกนี้ก็จะรีบเข้ามาช่วยพยุงกลับบ้านด้วยความเป็นห่วง พอเข้าไปในบ้านได้เมื่อไหร่ แค่ให้ดื่มยาสลบเข้าไปหนึ่งถ้วย ต่อให้ดื้อด้านแค่ไหนก็ต้องกลายเป็นเด็กเชื่องๆ ในกำมือ
แต่ถ้ายังไม่ยอมเชื่อฟังอีกล่ะก็ ยาพิษอีกสักถ้วยให้กลายเป็นใบ้ แค่นี้ก็จะยิ่งว่านอนสอนง่ายขึ้นไปอีก
แม้ในใจจะคิดเรื่องชั่วร้าย แต่ใบหน้าของยายซุนกลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันแสนเมตตา หากใครที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเห็นเข้า คงต้องคิดว่าทั้งสองคนเป็นยายหลานแท้ๆ กันอย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น จู่ๆ ซ่งอวี้หน่วนก็ชี้ไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ข้างหน้า แล้วเอ่ยกับยายซุนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "คุณยายซุนคะ รอหนูอยู่ตรงนี้สักครู่นะคะ หนูจะลองเข้าไปถามดูว่าสามารถย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่กับอาเล็กได้หรือเปล่า"
[จบบท]