บทที่ 354: หน้าไม่อาย
สี่พี่น้องนิ่งเงียบไป ทุกสายตาจับจ้องไปยังเซี่ยโป๋เหวินเป็นตาเดียว ในใจของแต่ละคนยังคงภาวนาให้เรื่องราวไม่เลวร้ายอย่างที่คิด อย่างมากแม่ก็คงถูกขังไว้เพื่ออบรมสั่งสอนสักสองสามวันแล้วก็ถูกปล่อยตัวออกมา อย่างที่สุดก็แค่ไม่ได้รับเงินบำนาญหลังเกษียณ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่ของพวกเขาไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว
เซี่ยลี่อิ๋งลุกพรวดขึ้น ตาทั้งสองข้างแดงก่ำ “พ่อคะ... พ่อพูดจริงเหรอคะ แม่จะถูกตัดสินโทษจริงๆ เหรอ” เธอบีบมือตัวเองแน่นพลางอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พ่อช่วยแม่หน่อยนะคะ แม่แก่แล้ว ไม่เคยต้องลำบากเลย ถ้าต้องเข้าไปอยู่ในนั้น คงเหมือนตกนรกทั้งเป็นแน่ๆ ค่ะ”
“แล้วจะให้พ่อช่วยยังไง” เซี่ยโป๋เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงขรึมจัด “บ้านเมืองมีกฎหมาย ครอบครัวก็มีกฎของบ้าน คนทำผิดก็ต้องได้รับโทษทัณฑ์ มันไม่ถูกต้องแล้วหรือไง”
“ถ้าจะให้พูดกันตามตรง ตอนนี้เซี่ยซินตงกับพวกของเขาไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้า แถมยังเป็นคนแปลกหน้าที่พวกแกไม่มีปัญญาไปต่อกรด้วยได้เลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นเลิกคิดอะไรตื้นๆ ได้แล้ว”
“ขนาดเซี่ยซินตงในตอนนี้พวกแกยังรับมือไม่ไหว ไม่ต้องพูดถึงเสี่ยวหน่วนเลยสักนิด เซี่ยจื้อกับเซี่ยลี่อิ๋ง พวกแกสองคนนี้น่าจะรู้ดีว่าฝีมือของเสี่ยวหน่วนเป็นยังไง ถ้าเด็กคนนั้นคิดจะเล่นงานพวกแกขึ้นมาจริงๆ รับรองได้เลยว่าพวกแกจะได้จมดิ่งลงไปในขุมนรกที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก เธออุตส่าห์ปล่อยพวกแกไปแล้วครั้งหนึ่ง เข้าใจกันบ้างไหม”
“พ่อทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยแล้ว มีอะไรอีกไหม”
ทั้งสี่คนนั่งนิ่งบนโซฟา ต่างคนต่างเงียบงัน หากเป็นอย่างที่พ่อพูดจริงๆ แม่ของพวกเขาคงต้องรับโทษทางอาญาแน่นอนแล้ว
เซี่ยหมิงย่อมเข้าใจสถานการณ์ได้ดีที่สุด เขาขยี้ผมตัวเองอย่างแรงก่อนจะพูดด้วยความท้อแท้ “ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ”
“พวกแกคงไม่ได้กำลังคิดแค้นเซี่ยซินตงกับซ่งอวี้หน่วนอยู่หรอกนะ” เซี่ยโป๋เหวินตวาดถามเสียงกร้าว
เซี่ยจื้อรีบปฏิเสธ “เปล่านะครับ พวกเราไม่ได้แค้น”
“พ่อหวังว่าพวกแกทั้งสี่คนจะเป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี มีเหตุผล และยังเห็นหัวพ่อคนนี้อยู่บ้าง ไม่ใช่ทำตัวเหมือนซ่างกวนเหิงกับแม่ของพวกแกที่ไม่เคยเห็นพ่ออยู่ในสายตา”
สีหน้าของทั้งสี่คนย่ำแย่ลงกว่าเดิม ลุงใหญ่ของพวกเขาช่างเลวร้ายเกินไปอย่างที่พ่อว่า
เซี่ยโป๋เหวินยิ่งพูดก็ยิ่งแค้น “พวกเขาใช้พ่อเป็นเครื่องมือเพื่อชิงอำนาจในตระกูลซ่างกวน จากนั้นก็หลอกใช้พ่อให้ไปฮ่องกง ถ้าพ่อเป็นแค่เซี่ยเอ้อร์หวา ชาวบ้านที่ทำนาอยู่ในหมู่บ้านเซี่ยเจีย แม่ของพวกแกจะชายตามองพ่อไหมล่ะ เปล่าเลย! ในใจของเขาดูถูกพ่อมาตลอด!”
“วันนี้พ่อจะพูดให้พวกแกรู้ไว้เลยนะ ถ้าเขาเห็นค่าพ่อจริง เวลาจะทำอะไรก็ต้องคิดถึงหน้าพ่อบ้างสิ พวกเขารู้ดีว่าต่อให้พ่อไม่สนใจเด็กสามคนนั้น แต่ก็ไม่มีทางใจดำอำมหิตพอที่จะอยากให้พวกเขาตายไปให้พ้นๆ”
“พวกเขาทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการฆ่าเซี่ยซินตงทั้งเป็น! คนคนหนึ่งถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินนานถึง 30 ปี ทุกวันต้องถูกเฆี่ยนตี ทรมาน ข่มขู่ ซ้ำยังถูกทารุณกรรมสารพัด พวกแกลองคิดดูสิว่า 30 ปีที่ผ่านมา เขาผ่านมันมาได้ยังไง”
“ตอนที่ลุงใหญ่ของพวกแกเงื้อแส้ขึ้นมา ในใจของเขาคิดอะไรอยู่ เซี่ยซินตงไปมีเรื่องบาดหมางอะไรกับเขานักหนาเหรอ แล้วเด็กสามคนนั้นไปสร้างความแค้นอะไรให้แม่ของพวกแกกัน”
“กระทั่งอาสามของพวกแก ที่ตอนนี้ต้องลงเอยอย่างน่าสังเวช มันไม่ใช่เวรกรรมของเขาหรือไง”
พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเซี่ยโป๋เหวินก็ฉายแววโกรธเคือง “ไอ้สารเลวเซี่ยซานหวาคนนั้น อาสะใภ้สามคนก่อนของพวกแก ก็โดนมันวางยาพิษจนตายนั่นแหละ”
ทั้งสี่คนตกตะลึงอีกครั้ง พวกเขารู้แค่ว่าอาสามป่วยหนักจนขยับตัวไม่ได้ ต้องนอนติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาล
เคยไปเยี่ยมครั้งหนึ่ง แต่เพราะแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่ของตัวเอง จึงไม่มีเวลาไปใส่ใจมากนัก อีกอย่างเขาก็มีลูกมีเมียคอยดูแลอยู่แล้ว คงไม่ถึงตาพวกเขาที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ท่าทางอาสะใภ้สามคนปัจจุบันจะไม่ค่อยอยากดูแลเขาเท่าไหร่ แถมสีหน้าก็ดูไม่สู้ดีเลย ส่วนลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาก็มีท่าทีแปลกๆ หรือว่าพวกเขาจะรู้เรื่องราวเบื้องหลังทั้งหมด
เซี่ยโป๋เหวินหัวเราะเยาะตัวเอง “ใครๆ ก็บอกว่าทำดีได้ดี แต่สำหรับตระกูลเซี่ยของเราแล้ว คนดีไม่มีวันได้ดีหรอก”
“ดูอย่างเซี่ยซานหวาอาสามของพวกแกสิ หน้าด้านไร้ยางอาย เขาไม่เคยดูแลปู่ย่าของพวกแกที่กำลังป่วยเลยสักนิด ปล่อยปละละเลยทุกอย่าง มีแต่จูเฟิ่งที่คอยดูแลอยู่คนเดียว ขนาดงานศพก็ยังเป็นจูเฟิ่งที่จัดการทั้งหมด”
“ตอนนั้นพ่อไปทำงานต่างถิ่น ยังไม่ได้หย่ากับจูเฟิ่ง พอกลับมาไอ้เวรเซี่ยซานหวาก็มาเป่าหูพ่ออย่างหน้าไม่อาย บอกว่าจูเฟิ่งไม่เคยดูแลปู่ย่าที่ตายไปของพวกแก มีแต่ทุบตีกับด่าทอสารพัด”
“สมัยนั้นพ่อยังหนุ่มและโง่เขลา ไม่ชอบหน้าจูเฟิ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินแบบนั้นก็หลงเชื่อน้องชายตัวเองสนิทใจ แถมยังกำลังจะหย่าเพื่อแต่งงานกับแม่ของพวกแกอีก พ่อเลยไม่ได้ไถ่ถามใครหน้าไหน ตัดสินความผิดของจูเฟิ่งไปฝ่ายเดียว”
“พอเซี่ยซินตงถูกแม่ของพวกแกขายไปฮ่องกง จูเฟิ่งก็เขียนจดหมายมาหาพ่อ ต่อให้พ่อจะใจดำอำมหิตแค่ไหน แต่ถ้าได้รับจดหมายฉบับนั้น พ่อต้องเอะใจและสอบถามแน่ เรื่องก็คงไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้ เซี่ยซินตงก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในห้องใต้ดินนานถึง 30 ปี แต่จดหมายสำคัญฉบับนั้น...กลับถูกแม่ของพวกแกเผาทิ้งไปแล้ว”
“นับตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ พ่อพยายามพูดกับเขานับครั้งไม่ถ้วนว่าชื่อเสียงเลวร้ายทั้งหมดพ่อจะแบกรับไว้เอง เราอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิต อายุเท่านี้แล้ว พ่อก็จะยังดูแลเขาให้ดีที่สุด พ่อหวังแค่ให้เขาแก้ไขเรื่องนี้อย่างถูกต้อง แต่ทำไม...ทำไมจนป่านนี้แม่ของพวกแกถึงยังคิดว่าตัวเองไม่ผิดอยู่ได้”
“เพียงเพราะเซี่ยซินตงเป็นลูกชายของพ่ออย่างนั้นเหรอ เขาถึงสมควรถูกขาย ถูกขัง ถูกทุบตีงั้นเหรอ พ่อถามพวกแกหน่อยเถอะ สิ่งที่แม่แกกับซ่างกวนเหิงทำมันถูกต้องแล้วหรือไง ทำไมจนถึงตอนนี้ถึงยังไม่รู้จักสำนึกผิด”
“เธอไม่เคยเอ่ยปากขอโทษพ่อแม้แต่คำเดียว กลับกันยังมาต่อว่าพ่อที่ไม่ยอมช่วย สองพี่น้องตระกูลซ่างกวนมันเห็นแก่ตัว ในสายตาของพวกเขามีแต่ตัวเอง และมองพ่อ...เซี่ยโป๋เหวินคนนี้ เป็นแค่หมาตัวหนึ่งของตระกูลซ่างกวน ที่ทำงานรับใช้บ้านพวกเขาเยี่ยงวัวเยี่ยงม้ามาตลอดหลายปี”
พอพูดถึงตรงนี้ เซี่ยโป๋เหวินก็มีอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมา เขายกมือกุมหน้าอกไว้แน่น ใบหน้าเขียวคล้ำ
เซี่ยลี่อิ๋งตกใจจนตัวสั่น รีบปรี่เข้าไปประคองพ่อไว้ ลูบหลังให้ท่านเบาๆ พลางพูดเสียงสะอื้น “พ่อคะ แม่ผิดไปแล้ว ผิดจริงๆ ค่ะ แต่ทั้งชีวิตของแม่มีแต่คนคอยเอาอกเอาใจจนเคยตัว จะให้แม่ยอมรับว่าตัวเองผิด...มันจะเป็นไปได้ยังไงคะ”
ใบหน้าของเซี่ยหมิงก็ย่ำแย่ไม่ต่างกัน อันที่จริงพ่อพูดถูกทุกอย่าง...เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ลุงใหญ่คิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือแม่ของเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองทำผิดเลยแม้แต่น้อย ท่านไม่เคยเห็นพ่อเป็นคนจริงๆ หรือ…
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมถึงยอมมีลูกกับพ่อตั้งสี่คน หรือว่าแม่แค่เกลียดชังลูกสามคนที่เกิดจากจูเฟิ่งเท่านั้น
แต่...แม่มีสิทธิ์อะไรไปเกลียดพวกเขา ความรู้สึกอับจนหนทางถาโถมเข้าใส่หัวใจของเซี่ยหมิงอย่างรุนแรง
เซี่ยโป๋เหวินมองลูกชายทั้งสามคนที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงด้วยแววตาผิดหวัง เขาต้องยอมรับความจริงว่า...เขาเหินห่างและไม่สนิทใจกับพวกเขาเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว บางทีนี่อาจจะเป็นเวรกรรมของเขาเอง...ครอบครัวนี้มันพังพินาศไปนานแล้ว
เขาโบกมือไล่ความรู้สึกอ่อนแอทิ้งไป พยายามสงบสติอารมณ์แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อวันนี้พวกแกมากันพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อก็จะเล่าบางเรื่องให้ฟังให้หมดเปลือก จะได้เลิกแยกแยะดีชั่วไม่ออกจนส่งผลกระทบต่ออนาคตของตัวเอง”
“ย้อนกลับไปเรื่องอาสามของพวกแก...เซี่ยซานหวา หลังจากที่เซี่ยซินตงหายตัวไป ก่อนที่จูเฟิ่งจะออกจากบ้าน เธอได้ฝากฝังเซี่ยกุ้ยหลานกับเซี่ยซินซานไว้ให้อาสามของพวกแกช่วยดูแล จากนั้นถึงได้ออกตามหาลูกอย่างสบายใจ”
“แต่เซี่ยซานหวา...มันไม่ใช่คน มันเกือบจะปล่อยให้เด็กสองคนนั่นอดตาย พอไม่ได้ดั่งใจก็จับเด็กสองคนมาทุบตี หมั่นโถวแป้งข้าวโพดก้อนเดียว เด็กสองคนต้องกินประทังชีวิตไปสามวัน”
“แค่นั้นยังไม่พอ ก่อนจะให้กิน มันยังบิหมั่นโถวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโยนลงบนพื้นให้คลุกดินคลุกฝุ่น แล้วบังคับให้เซี่ยกุ้ยหลานกับเซี่ยซินซานก้มหัวคำนับตามจำนวนชิ้นที่มันบิ”
ยิ่งเล่า เซี่ยโป๋เหวินก็ยิ่งรู้สึกว่าต่อให้ตัวเองใจแข็งเป็นหินแค่ไหน ตอนนี้ก็ยังอยากจะไปฆ่าเซี่ยซานหวาให้ตายคามือ “เรื่องทั้งหมดนี้พ่อเพิ่งมารู้ตอนกลับไปสืบความจริงที่หมู่บ้านเซี่ยเจีย ปู่รองของพวกแกเป็นคนเล่าให้พ่อฟังเอง...ตอนที่ท่านกำลังจะสิ้นใจ”
“พวกแกลองตอบพ่อมาสิ การที่พวกเขาเกิดมาเป็นลูกของเซี่ยโป๋เหวิน มันเป็นเคราะห์กรรมที่เลวร้ายขนาดไหน”
“ในเมื่อพวกแกทั้งสี่คนไม่เคยได้รับผลกระทบ ไม่เคยต้องลำบากแม้แต่น้อย แล้วพวกแกเอาสิทธิ์อะไรมานั่งต่อว่าพ่อตรงนี้ มาเรียกร้องความเป็นธรรมให้แม่ของพวกแก”
“เสี่ยวหน่วนพูดถูกอยู่ประโยคหนึ่ง ‘มีดต้องปักลงบนร่างของตัวเอง ถึงจะรู้ว่าเจ็บปวดเพียงใด’ แต่พ่อไม่หวังว่ามีดเล่มนั้นจะมาปักบนร่างของพวกแก เพราะนั่นหมายความว่าพวกแก...หรือแม้กระทั่งลูกๆ ของพวกแกกำลังตกอยู่ในอันตราย”
คำพูดเหล่านี้ไม่มีใครอยากได้ยิน สีหน้าของทุกคนจึงเคร่งขรึมลงถ้วนหน้า
“กลับไปได้แล้ว ไปคัดคำว่า ‘ความยุติธรรม’ มาให้พ่อคนละหนึ่งหมื่นจบ กำหนดส่งภายในสามวัน”
[จบบท]