บทที่ 359: จะก้าวตามทันฝีเท้าของเธอได้ไหม
ในเมื่อซ่งอวี้หน่วนเป็นคนจัดการให้ทุกอย่างแล้ว พวกเขาก็แค่ทำตามที่เธอบอก ซึ่งการได้ไปเรียนหนังสือมันก็ดีกว่าการไปสู้รบตบมือกับใครอยู่แล้ว สองบอดี้การ์ดหนุ่มต่างพออกพอใจกับชีวิตอันแสนสงบสุขในปัจจุบันยิ่งนัก
ช่วงก่อนหน้านี้ที่อยู่หนานเฉิง พวกเขายังนึกอยู่เลยว่าจะโดนประธานใหญ่เล่นงานเสียแล้ว แต่กลายเป็นว่านายน้อยใหญ่กลับถูกนายน้อยรองซ้อมไปหนึ่งยกแล้วเรื่องก็เงียบไป
ประธานใหญ่เองก็ทำเหมือนลืมการมีตัวตนของพวกเขาไปเลย จนกระทั่งวันที่เดินทางออกจากหนานเฉิง ก็ยังไม่มีการติดต่อใดๆ มาจากทางนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ทั้งที่ตัวเขากับอาเฉิงต่างก็เตรียมใจรับมือกับการถูกลงโทษอย่างหนักไว้แล้วแท้ๆ
ดังนั้น การได้ติดตามรับใช้นายน้อยรองก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเลยสักนิด
ขณะเดียวกัน จงเส้าชิงที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ก็กำลังหมกมุ่นอยู่กับการอ่าน ‘โหล่วซื่อหมิง’ แต่เพราะอ่านไม่เข้าใจ เขาจึงเดินไปขอความช่วยเหลือจากนายแพทย์ที่เข้าเวรยามดึก ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่รีรอที่จะอธิบายให้เขาฟังอย่างกระตือรือร้น แถมยังใจดีจดคำอธิบายประกอบต่างๆ ลงในสมุดโน้ตให้อย่างละเอียดอีกด้วย
จงเส้าชิงกล่าวขอบคุณก่อนจะกลับมายังห้องพักของตัวเอง สายตาของเขาพลันสะดุดกับบทกวีท่อนหนึ่งที่ว่า ‘ในวงสนทนาล้วนเป็นบัณฑิตผู้คงแก่เรียน ไปมาหาสู่ไร้ซึ่งคนไร้การศึกษา’
คำว่า ‘ไป๋ติง’ นี่เองสินะ ที่เสี่ยวหน่วนใช้เรียกเขาว่า ‘นายน้อยรองผู้ไม่รู้หนังสือ’
จงเส้าชิงไม่ได้รู้สึกว่านั่นเป็นคำดูถูกเลยสักนิด กลับกัน...เขากลับรู้สึกว่ามันช่างไพเราะเสนาะหูเสียจริง
อืม...‘นายน้อยรองผู้ไม่รู้หนังสือ’ หนึ่งเดียวในโลก!
***
กู้หวยอันที่ไม่ได้ไปทำงานตอนกลางวัน เลือกที่จะมาทำงานหามรุ่งหามค่ำแทนในตอนกลางคืน ผู้เฒ่ากู้ที่ยืนอยู่ในสวนกลางบ้านพักทหารเงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้นสาม ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหลานชายตัวดีกำลังโหมงานหนักอีกแล้ว
ชายชรารู้ดีว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลานชายของตนเอาแต่ไปเที่ยวเล่นกับสองพี่น้องคู่นั้น
ไม่จำเป็นต้องไปสืบเสาะให้เสียเวลา เพราะมีคนคาบข่าวมาบอกเขาอยู่ตลอดแล้ว ว่าซ่งอวี้หน่วนมักจะไปไหนมาไหนกับชายหนุ่มจากฮ่องกงที่ชื่อจงเส้าชิงอยู่ตลอดเวลา
แถมบางคนยังเล่าให้ฟังอีกว่าชายหนุ่มคนนั้นดูเหมือนจะมีปัญหาทางจิต ความสัมพันธ์กับพ่อและพี่ชายก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
ได้ยินมาว่าจงเส้าชิงเป็นเจ้าของบริษัทการค้านำเข้าและส่งออก แถมยังกว้านซื้อไม้พะยูงไหหลำของปีนี้ไปจนหมดเกลี้ยง แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่านายน้อยรองจงคนนี้จะนำสินค้าล็อตใหญ่นี้ไปขายที่ไหนต่อ รู้แต่เพียงว่าผู้จัดการโรงงานอู๋มีความสุขมาก เพราะปีนี้โรงงานทำกำไรได้มากกว่าปีที่แล้วถึง 50,000 หยวน
ผู้เฒ่ากู้ยกมือขึ้นเท้าสะเอว ก่อนจะก้มหน้าลงเพราะรู้สึกปวดต้นคอ เมื่อนึกถึงท่าทีที่ผู้เฒ่าจี้คอยออกโรงปกป้องซ่งอวี้หน่วน เขาก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าบ้านไปทันที
ช่างเถอะ ไม่ยุ่งแล้ว! เขายุ่งไม่ได้อีกต่อไป ถ้ายังขืนยุ่งไม่เข้าเรื่องต่อไปอีก มีหวังกู้หวยอันได้ตัดขาดกับปู่อย่างเขาจริงๆ
คราวที่แล้วก็ทีหนึ่งแล้ว ตอนที่เขาไปหาผู้เฒ่าจี้ พอกู้หวยอันรู้เรื่องเข้า ก็ตรงมาตำหนิเขาชุดใหญ่ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าตัวเองผิดจริง จึงไม่กล้าเอ่ยปากเถียงสักคำ พอกลับมาทบทวนดูแล้ว หากยังทำตัวเป็นคนแก่หัวโบราณที่คอยก้าวก่ายเรื่องคู่ครองของลูกหลานอยู่แบบนี้ ก็คงจะไม่ดีแน่
บางทีอาจเป็นเพราะเขาเป็นห่วงหลานชายมากเกินไปจนเรื่องมันวุ่นวาย
อยากจะทำอะไรก็เชิญ...ต่อไปนี้ถ้าใครยังกล้ามาพูดเรื่องซ่งอวี้หน่วนให้เข้าหูอีกละก็ ปู่จะเตะเรียงตัวเลย!
***
กู้หวยอันที่ทำงานล่วงเวลาจนเกือบสว่างได้งีบหลับไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความสดใส บนโต๊ะอาหารเช้าวันนี้มีสมาชิกตระกูลกู้อยู่กันพร้อมหน้า แต่กลับไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาเลยสักคน
ความเงียบสงบนี้ทำให้กู้หวยอันอดนึกถึงมื้ออาหารเมื่อวานที่ร้านกับพี่จวี๋และเสี่ยวหน่วนไม่ได้ แม้เด็กสาวทั้งสองจะไม่ได้พูดคุยกันเสียงดังเจื้อยแจ้ว แต่บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นใจ ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด
สถานการณ์ในบ้านตอนนี้ถือว่าดีมาก เพราะไม่เว้นแม้แต่คุณอา ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งวุ่นวายเรื่องของเขาอีกแล้ว
ตัวเขากับเสี่ยวหน่วนมีตัวแปรมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ตัวเขาน่ะมั่นใจว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่เด็กสาววัย 17 ปีอย่างเสี่ยวหน่วนล่ะ เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอจะเจิดจรัสไปได้ไกลแค่ไหน
แล้วเมื่อถึงวันนั้น...เธอจะมองกลับมาแล้วรู้สึกว่าเขาก้าวตามฝีเท้าของเธอไม่ทันหรือเปล่า
นี่ต่างหากคือเรื่องที่สำคัญที่สุด
หากคนในครอบครัวยังคอยฉุดรั้งเขาไว้อีก มีหวังว่าเขาคงไม่มีทางสมหวังในความรักครั้งนี้ เพราะตอนนี้ สิ่งที่เสี่ยวหน่วนชอบในตัวเขาก็มีเพียงหน้าตากับรูปร่างเท่านั้น
แต่นั่นเป็นเพียงความชื่นชม...
ดวงตาของเสี่ยวหน่วนใสดุจน้ำบริสุทธิ์ ราวกับท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วงที่ปลอดโปร่ง ในแววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความลุ่มหลงหรือความรักฉันชู้สาวอยู่เลยแม้แต่น้อย
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ กู้หวยอันก็ตรงไปหาซ่งอวี้หน่วน ตลอดทั้งวันหญิงสาวก็ยังคงวุ่นอยู่กับการจัดการสินค้าล็อตใหม่มูลค่ากว่าแสนหยวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของตกแต่งที่ทำจากไม้จันทน์แดงและไม้พะยูงไหหลำ
แม้จะโล่งใจไปได้เปราะหนึ่งที่รู้ว่าคลังสินค้าของกองทัพที่กู้หวยอันจัดหาให้สามารถใช้งานได้เรื่อยๆ แต่การจะฝากของไว้ที่นั่นตลอดไปก็คงจะไม่สะดวกนัก เธอจำเป็นต้องหาสถานที่เก็บสินค้าที่ปลอดภัยและเป็นหลักแหล่งมากกว่านี้
ทันทีที่ส่งซ่งอวี้หน่วนขึ้นรถไฟ กู้หวยอันก็มุ่งหน้ากลับไปยังสำนักงานใหญ่ฐานทัพหลงหัง ที่นั่นกำลังมีการประชุมสำคัญซึ่งเดิมทีเขาต้องเป็นประธาน แต่เพราะต้องไปส่งหญิงสาวจึงทำให้กลับมาไม่ทันเวลา ท่านเลขาธิการอาวุโสจึงต้องรับหน้าที่แทนไปก่อน
แม้จะมาถึงช้า แต่กู้หวยอันกลับไม่มีท่าทีร้อนรน เขาก้าวเข้าสู่ห้องประชุมด้วยท่วงท่าสงบนิ่งและมั่นคง ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ประธานที่ว่างเว้นไว้ ถึงจะอายุน้อย แต่ตำแหน่งของเขานั้นใหญ่เกินตัว
เขาเพียงแค่กวาดตามองเอกสารบนโต๊ะและเงี่ยหูฟังบทสนทนาเพียงครู่เดียว ก็สามารถเข้าใจได้ว่าการประชุมดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว
การประชุมยังคงดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น เพราะอีกไม่นาน เทคโนโลยีการสื่อสารที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกกำลังจะถือกำเนิดขึ้นแล้ว เทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาโดยบุคลากรของเราเองทั้งหมด โดยปราศจากความร่วมมือหรือการสนับสนุนทางเทคนิคจากต่างประเทศ
แม้จะยังบอกไม่ได้ว่าล้ำหน้ากว่าใคร แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติไหนแน่นอน และตราบใดที่การวิจัยยังคงเดินหน้าต่อไป การก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในอนาคตก็ไม่ใช่แค่ความฝัน
การประชุมครั้งนี้ยังคงเป็นความลับสุดยอด และผู้ที่ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของโครงการนี้ก็คือกู้หวยอันเอง ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในสมองของเขา ไม่ว่าใครต้องการข้อมูลส่วนไหน เขาก็สามารถตอบได้ในทันที
อันที่จริง โครงการนี้ดำเนินมาสักพักแล้ว แต่กลับต้องหยุดชะงักเพราะเจอปัญหาที่แก้ไม่ตก แม้กู้หวยอันจะไม่ได้บอกใครว่าเขาพบหนทางคลี่คลายปมปัญหานี้ได้อย่างไร แต่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ แรงบันดาลใจทั้งหมดมาจากซ่งอวี้หน่วน
ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง ความเร็ว หรือแม้กระทั่งความคิดที่หลุดโลกของเธอ รวมถึงแนวคิดต่างๆ ที่เธออาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจปลูกฝังให้เขา ทั้งหมดนี้ทำให้เขาสามารถทลายกำแพงที่ขวางกั้นอยู่ได้ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว และสร้างความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ให้กับโครงการ
มุมปากของกู้หวยอันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ที่บ้านตระกูลซ่งบอกว่าซ่งอวี้หน่วนคือของวิเศษนำโชค แต่สำหรับเขาแล้ว เธอคือดาวนำโชคของเขาต่างหาก
ท่านเลขาธิการอาวุโสมองภาพนั้นด้วยความยินดี แววตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาฉายแววภาคภูมิใจและความคาดหวัง เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะสร้างความประหลาดใจอะไรให้เขาได้อีกในอนาคต
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาเชื่อมั่นโดยปราศจากข้อกังขา นั่นคือนอกเหนือจากฐานทัพหลงหังแล้ว กู้หวยอันยังก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศได้อย่างเต็มตัว
ชายชรากำหมัดแน่น แววตาเปล่งประกายเฉียบคม เขากับผู้เฒ่ากู้จะต้องประคับประคองตำแหน่งของตัวเองต่อไปอีกอย่างน้อยสองปี เพื่อเป็นเกราะป้องกันและปูทางให้หวยอันก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
***
ในที่สุดซ่งอวี้หน่วนก็กลับมาถึงบ้าน เธอยืนอยู่หน้าบ้านกระเบื้องหลังใหญ่ของครอบครัว พลันรู้สึกว่าคำกล่าวที่ว่า ‘ที่ไหนก็ไม่ดีเท่าบ้านเรา’ นั้นเป็นความจริงที่สุด
ไม่มีที่ไหนสุขสบายเท่าบ้านของตัวเองอีกแล้ว
หิมะแรกของปีได้โปรยปรายลงมาที่หนานซานแล้ว แต่ก็ยังไม่หนาพอที่จะปกคลุมทุกสิ่งให้กลายเป็นสีขาวโพลน พอแสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมา เกล็ดหิมะบางเบาก็ละลายหายไปจนหมดสิ้น
ซ่งอวี้หน่วนกลับมาถึงบ้านในช่วงบ่าย หลังจากเดินสำรวจไปรอบๆ ก็พบว่าทุกอย่างยังคงเป็นปกติดี
ตอนนี้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศทุกรายการได้โอนเงินมัดจำมาให้เรียบร้อยแล้ว โดยเงินถูกโอนจากเทศมณฑลเข้าสู่บัญชีของโรงงานเสื้อผ้าจือหลานโดยตรง ซึ่งเป็นเงินสกุลท้องถิ่นที่คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนมาให้แล้ว พอมีเงินก้อนใหญ่เข้ามา ย่าซ่งก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
พอได้คุยกับซ่งอวี้หน่วน ย่าซ่งก็เล่าข่าวดีต่างๆ ให้ฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาคารที่ตลาดการค้าซึ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว แถมภายในยังมีเครื่องทำความร้อนติดตั้งไว้พร้อมสรรพ
ตอนนี้โจวเสี่ยวฮวากำลังรับหน้าที่สอนงานให้กับพนักงานคนใหม่ เนื่องจากเธอคนเดียวดูแลร้านไม่ไหว จึงต้องรับสมัครเด็กสาวมาช่วยอีกคน ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านและเป็นเพื่อนบ้านของเธอเอง
แม่เฒ่าโจวย่าของเธอเป็นคนแนะนำเด็กคนนี้มา เธอชื่อหลิ่วเสีย เป็นลูกสาวคนโตของบ้านหลิ่ว มีนิสัยซื่อสัตย์ ไม่คดโกง คล้ายกับโจวเสี่ยวฮวา
แต่ทว่าตอนนี้ก็เกิดปัญหาใหม่ขึ้น เมื่อไม่ต้องอาศัยห้างสรรพสินค้าในการรับเงินอีกต่อไป นั่นหมายความว่าในแต่ละวัน เด็กสาวทั้งสองคนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเงินสดจำนวนมากด้วยตัวเอง
[จบบท]