บทที่ 361: รายงานการทุจริต
หากเป็นของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อย สองสามีภรรยาสูงวัยคงพอจะเอ่ยปากถามไถ่ได้ แต่เมื่อเป็นของล้ำค่าอย่างชุดน้ำชาไม้พะยูงไหหลำตรงหน้า ทั้งสองกลับพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี
ย่าหูเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงก่อน เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้ซ่งอวี้หน่วนแล้วเอ่ยชวนทุกคนไปที่โต๊ะอาหาร แม้สายตาจะประเมินได้ว่าของสิ่งนี้มีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อเป็นน้ำใจจากเสี่ยวหน่วนที่ตั้งใจนำมามอบให้ จะมัวลังเลอยู่ใย
มีความสุขที่ได้รับมันก็พอแล้ว
“มาทานข้าวกันก่อนเถอะ ทานเสร็จแล้วค่อยมานั่งชื่นชมกันต่อนะ พวกคุณสองคนน่ะ เสี่ยวหน่วนเขาคิดมาดีแล้วนะที่ให้ของเหมือนกันเป๊ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งน้อยใจว่าของใครสวยกว่ากัน”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับคำพลางยิ้มกว้าง “คุณย่าพูดถูกใจหนูที่สุดเลยค่ะ หนูคิดแบบนั้นจริงๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองผู้เฒ่าจึงบรรจงเก็บชุดน้ำชาที่แสนจะถูกใจลงกล่องอย่างเบามือ ก่อนจะนำไปวางไว้บนโต๊ะในห้องหนังสืออย่างทะนุถนอม แล้วจึงเดินมาล้างมือเพื่อร่วมโต๊ะอาหาร
ระหว่างมื้ออาหาร ทั้งสองก็ได้ไถ่ถามถึงผลการแข่งขันคณิตศาสตร์ของซ่งอวี้หน่วน เมื่อรู้ว่าหลานสาวคนนี้จะได้ไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ปักกิ่งก็อดปลาบปลื้มใจไม่ได้
การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็นรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศเหมือนทุกครั้ง และในห้องสอบรอบคัดเลือก ซ่งอวี้หน่วนก็ได้พบกับฉินซือฉีที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ
เพียงไม่กี่วันที่ไม่ได้พบกัน ภาพลักษณ์ของฉินซือฉีในวันนี้กลับดูแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ร่องรอยของเด็กสาวจากชนบทจางหายไปจนหมดสิ้น ตอนที่เธอเห็นซ่งอวี้หน่วน แววตาของเธอวูบไหวไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ข้อสอบในรอบคัดเลือกนั้นยากหิน นักเรียนส่วนใหญ่ต่างขมวดคิ้วมุ่น ไม่เว้นแม้แต่ฉินซือฉี
เธอแอบเหลียวมองซ่งอวี้หน่วน ก็เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเรียบเฉย กำลังจรดปากกาลงบนกระดาษคำตอบอย่างสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนอะไร
นั่นกำลังแกล้งทำ หรือว่าทำได้จริงๆ กันแน่
ฉินซือฉีไม่กล้าจ้องมองนานนัก เพราะกลัวจะตกเป็นเป้าสายตาของอาจารย์คุมสอบ เธอจึงทำได้เพียงกำปากกาในมือแน่น กัดริมฝีปาก แล้วก้มหน้าก้มตาอ่านโจทย์บนกระดาษคำตอบต่อไป
ทั้งที่อุตส่าห์เรียนพิเศษมาอย่างหนัก แต่ทำไมยังมีข้อที่ทำไม่ได้เต็มไปหมด ฉินซือฉีแทบอยากจะกรีดร้องออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
น่ารำคาญจริงๆ! ตอนนี้คนในบ้านพักแทบจะลืมชื่อซ่งอวี้หน่วนไปแล้ว แต่ถ้าครั้งนี้เธอคนนี้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปได้ เรื่องของเธอก็ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งอย่างแน่นอน
จริงสิ... ยังมีข่าวลือที่ว่าเธอไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังในงานแสดงสินค้าที่หนานเฉิงนั่นอีก
ความคิดฟุ้งซ่านทำให้ฉินซือฉีต้องรีบหลับตาลงแล้วส่ายหัวแรงๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา ซ่งอวี้หน่วนเป็นตัวซวยของเธอจริงๆ พอต้องมาเจอหน้ากันทีไร เป็นต้องรู้สึกหงุดหงิดใจร้อนจนไม่มีสมาธิทุกที โชคไม่ดีเอาเสียเลย
ฟากซ่งอวี้หน่วน หลังจากทำข้อสอบเสร็จและตรวจทานหนึ่งรอบจนพอใจแล้ว เธอก็เหลือบไปมองฉินซือฉีที่นั่งทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ ด้วยความหมั่นไส้เล็กๆ เธอจึงตัดสินใจว่าจะไม่รีบส่งกระดาษคำตอบ แต่จะนั่งแช่อยู่จนหมดเวลานี่แหละ ให้มันรู้ไปว่าใครจะแน่กว่ากัน
ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่อยากรบกวนสมาธิคนอื่น จึงเลิกสนใจฉินซือฉี แล้วแสร้งทำเป็นก้มหน้าตรวจทานคำตอบของตัวเองไปเรื่อยๆ
ท่าทีที่สงบนิ่งผิดกับนักเรียนคนอื่นของซ่งอวี้หน่วน ดึงดูดความสนใจของอาจารย์คุมสอบท่านหนึ่งได้ในที่สุด ในความคิดของเขา เด็กคนนี้ถ้าไม่ใช่ว่าทำข้อสอบไม่ได้เลย ก็ต้องทำเสร็จหมดแล้วอย่างแน่นอน
อาจารย์คุมสอบคนนั้นจึงเดินกอดอกเข้าไปใกล้ๆ แล้วก้มลงมองกระดาษคำตอบของเธอ ก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความทึ่ง
โอ้โห... กระดาษคำตอบสะอาดสะอ้าน ลายมือก็สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรก็เป็นระเบียบเรียบร้อย
แล้วคำตอบล่ะ?
เมื่อไล่สายตาดูคำตอบของเธอ อาจารย์ก็ยิ่งตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ปักกิ่งจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศ แต่ยังไม่เคยมีนักเรียนจากมณฑลเป่ยฉวนผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้เลย หรือว่า... ครั้งนี้จะมีความหวังแล้ว
และเมื่อผลสอบประกาศออกมา ซ่งอวี้หน่วนก็คว้าอันดับหนึ่งของมณฑลมาครองได้อีกครั้ง เธอจะต้องเดินทางไปปักกิ่งในสัปดาห์หน้าเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วบ้านพักข้าราชการในเทศมณฑลอย่างรวดเร็ว สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่ได้ยิน
ฉินจงและเซวียหมิ่นเองก็ได้ยินข่าวนี้เช่นกัน แม้จะพยายามไม่นึกถึงเด็กสาวคนนั้นแล้ว แต่การจะลืมเลือนไปเลยก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“เสี่ยวหน่วนเก่งคณิตศาสตร์ขนาดนั้นเลยเหรอ” ไช่เจี๋ย แม่ของลู่เฟิงเอ่ยปากถามเซวียหมิ่นด้วยความสงสัย
เซวียหมิ่นตวัดสายตามองเพื่อนบ้านอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น “ผลการเรียนที่โรงเรียนของยัยนั่นเป็นยังไง เธอก็รู้ไม่ใช่หรือไง แล้วจะมาถามฉันทำไมอีก”
“แต่ผลการเรียนของยัยเด็กนั่นมันพุ่งพรวดเร็วเกินไปหน่อยนะ เร็วซะจนน่าสงสัย จะไม่ใช่ว่าไปลอกข้อสอบใครมา หรือว่ารู้ข้อสอบล่วงหน้าหรอกนะ จริงสิ... ได้ยินเหล่าลู่เล่าว่าความสัมพันธ์ระหว่างยัยนั่นกับผู้เฒ่าหูก็ไม่ธรรมดาเลย เธอว่าเรื่องนี้มันจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า”
ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในใจของเซวียหมิ่น แม้จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็อดคล้อยตามไม่ได้
เด็กเหลือขอนั่นเกลียดการเรียนจะตาย โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่จัดว่าเข้าขั้นวิกฤต ตอนอยู่โรงเรียนประถมยังพอประคองตัวไปได้ แต่พอขึ้นมัธยมต้นมา ทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี ไม่เคยมีวิชาไหนที่เธอสอบผ่านเลยสักครั้ง
ห่างหายกันไปไม่กี่เดือน จากเด็กเรียนบ๊วยจะกลายเป็นอัจฉริยะไปได้ยังไงกัน พูดออกไปใครเขาจะเชื่อ พอคิดได้ดังนั้น เซวียหมิ่นจึงรีบปรามไช่เจี๋ย “เรื่องของคนอื่นเขาจะพูดยังไงก็ช่างเถอะ แต่ฉันไม่ขอยุ่งด้วยนะ จะดีจะชั่วยังไงเขาก็มีพ่อมีแม่ของเขา ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย”
ไช่เจี๋ยเบะปากอย่างไม่พอใจ หลังจากเสียหน้าไปคราวก่อน เธอก็ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อซ่งอวี้หน่วนมานานแล้ว ที่สำคัญ บารมีของผู้เฒ่าหูนั้นเธอก็ไม่อยากจะล่วงเกินเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่วายมีคนตั้งข้อสงสัยอยู่ดี จนเกิดเป็นเสียงซุบซิบนินทาว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานด้านการศึกษาแอบปล่อยข้อสอบรั่วไหลให้กับนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนจากอำเภอหนานซาน
แม้แต่อาจารย์ประจำชั้นคนเก่าของเธอยังเอ่ยปากว่ามันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และแล้ว... ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีสมัยมัธยมต้นของเธอก็ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา คะแนนของทั้งสามวิชารวมกันยังไม่ถึง 90 คะแนนด้วยซ้ำ สภาพย่ำแย่จนไม่น่ามอง
ผู้เฒ่าหูถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เขาชี้ไปยังใบเกรดที่น่าอนาถนั่นแล้วถามซ่งอวี้หน่วนอย่างขบขัน “หลานไปสอบอีท่าไหนถึงได้คะแนนแบบนี้มาได้ล่ะเนี่ย”
ซ่งอวี้หน่วนกลับไม่ตอบ แต่ย้อนถามกลับไปว่า “ตอนนี้ใครๆ ก็ลือกันให้แซ่ดว่าคุณปู่แอบเอาข้อสอบมาให้หนู คุณปู่ไม่กังวลกับข่าวลือพวกนี้บ้างเหรอคะ”
“ไม่มีอะไรต้องกังวลทั้งนั้น” ผู้เฒ่าหูปัดมืออย่างไม่ใส่ใจ “หลานอย่าเปลี่ยนเรื่องสิ ตกลงว่าผลการเรียนเมื่อก่อนของหลานมันเป็นยังไงกันแน่”
ซ่งอวี้หน่วนเกาศีรษะแก้เก้อ ก่อนจะสารภาพออกมาตามตรง “ตอนนั้นหนูไม่ชอบเรียนหนังสือค่ะ ไม่ชอบจริงๆ นะคะ จะให้พูดความจริงก็คือ... ในห้องเรียนหนูไม่เคยตั้งใจฟังครูสอนเลย พอกลับถึงบ้านก็ไม่เคยทำการบ้าน พอโดนผู้ใหญ่ว่าเข้าหน่อยหนูก็จะร้องไห้ หลังๆ มาก็เลยไม่มีใครอยากจะมายุ่งกับหนูแล้ว...”
คำตอบที่แสนจะซื่อตรงทำเอาผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลินที่นั่งอยู่ด้วยกันถึงกับมองหน้ากันอย่างจนใจ “หนูเนี่ย... ต่อไปอย่าทำตัวแบบนี้อีกนะ”
ทว่าเรื่องราวกลับยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อมีผู้ไม่ประสงค์ดีส่งจดหมายนิรนามไปร้องเรียนเรื่องนี้ถึงปักกิ่ง
แต่เจ้าหน้าที่หญิงที่รับเรื่องกลับรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอรู้จักผู้เฒ่าหูดี ชายชราที่น่าเคารพนับถือท่านนั้นไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องทำเรื่องเสื่อมเสียเกียรติเช่นนี้ อีกอย่าง หากแม้แต่คุณธรรมของผู้เฒ่าหูยังเป็นที่กังขา โลกนี้ก็คงหาคนดีได้ยากเต็มทีแล้ว
เธอจึงนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อเย่ฮุย ลูกชายของผู้เฒ่าเย่ทันที ในเวลานั้น เย่เหวินจื้อ ผู้เป็นพ่อ กำลังพักฟื้นร่างกายอยู่ในห้องทดลอง หลังจากทานยาที่ผู้เฒ่าจี้ปรุงให้เป็นเวลาหนึ่งเดือน อาการป่วยไข้ทางใจของเขาก็ดีขึ้นมากแล้ว
พอเย่ฮุยเห็นจดหมายกล่าวหาว่าซ่งอวี้หน่วนทุจริต เขาก็รู้ได้เลยว่าเป็นเสี่ยวหน่วน และรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะที่สุดในโลก
เขาไม่รอช้า รีบโทรศัพท์ไปสอบถามความจริงที่มณฑลเป่ยฉวน เมื่อได้ความกระจ่างแล้วจึงส่งจดหมายนิรนามที่เขียนด้วยลายมือซ้ายฉบับนั้นกลับไปให้ทางมณฑลสืบสวนหาตัวคนเขียนต่อไป พร้อมทั้งยืนยันให้ผลการสอบของซ่งอวี้หน่วนเป็นไปตามเดิม และให้เธอเข้าร่วมการแข่งขันในรอบต่อไปได้
***
ในอีกด้านหนึ่ง กู้หวยอันได้รับโทรศัพท์ทาบทามให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการออกข้อสอบสำหรับการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศ แต่เขากลับปฏิเสธไปอย่างไม่ลังเล
เขาให้เหตุผลกับปลายสายไปว่า “ที่นั่นมีนักเรียนคนหนึ่งที่ผมรู้จักและเธอเรียนเก่งมาก หากว่าเธอได้ที่หนึ่งขึ้นมาจริงๆ จะไม่โดนกล่าวหาอีกรอบหรือครับ เพราะฉะนั้น ผมขอไม่รับหน้าที่นี้”
***
ณ ห้องทำงานของบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ เฉียนเสว่กำลังยืนชี้หน้าจินจวี๋ด้วยความโมโห “เธอทำเกินไปแล้วนะ! บทความของเธอที่โดนคนด่าทั้งบ้านทั้งเมืองยังตีพิมพ์ได้หน้าตาเฉย แล้วทำไมบทความของฉันจะตีพิมพ์บ้างไม่ได้!”
พูดจบเธอก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “เธอเป็นรองบรรณาธิการ ฉันก็เป็นรองบรรณาธิการเหมือนกัน เธอไม่มีสิทธิ์มาดึงบทความของฉันออกโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากเบื้องบนนะ จินจวี๋ เธอมันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว คิดจะฮุบอำนาจในสำนักพิมพ์นี้ไว้คนเดียวหรือไง!”
จินจวี๋ยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง “เฉียนเสว่ บทความของฉันถึงจะมีคนด่า แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามันไม่มีมูลความจริง หรือเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเอง แต่บทความของเธอล่ะ... พาดหัวว่า 'นักเรียนหญิงแซ่ซ่ง ผู้คว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันคณิตศาสตร์ของมณฑลทางตอนเหนือ อาจมีเบื้องหลังการทุจริต' อย่างนั้นเหรอ”
[จบบท]