บทที่ 362: คำพูดที่ชอบธรรม
จินจวี๋หรี่ตามองอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยขึ้น “เฉียนเสว่ พอดีฉันเห็นข้อความท่อนหนึ่งที่แทรกอยู่ในรายงานแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ก็เลยลองดูอย่างละเอียดหน่อย”
เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นักเรียนแซ่ซ่งจากมณฑลทางตอนเหนือมีอยู่แค่คนเดียวนะ ชื่อซ่งอวี้หน่วน บังเอิญว่าฉันรู้จักเธอพอดี รู้จักผ่านฉู่จื่อโจวกับกู้หวยอันนั่นแหละ”
“เราสองคนเข้ากันได้ดีทีเดียว แล้วเธอก็รู้ว่าฉันเป็นคนเลือกคบเพื่อนมาก ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนฉลาดมาก ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเลยล่ะ แต่ก่อนอาจจะไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่พอคนหัวดีอยากจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา เธอก็ไปได้เร็วจนน่าทึ่ง มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”
“ฉันรู้ว่าเธอลงแข่งคณิตศาสตร์ด้วย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เธอน่าจะเข้าถึงรอบชิงได้ไม่ยาก เฉียนเสว่... จริงๆ แล้วฉันชื่นชมเธอนะ ถึงเราจะเป็นคู่แข่งกัน แต่ก็โตมาด้วยกัน มีความฝันเหมือนกัน ฉันเลยไม่เข้าใจจริงๆ ว่าบทความที่ผ่านการตรวจสอบจากเธอ ถึงมีข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้หลุดออกมาได้ ทำไมเธอถึงปล่อยผ่าน”
พูดจบจินจวี๋ก็ยิ้มบางๆ แล้วขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะกระซิบข้างหู “ไปขอโทษบรรณาธิการบริหารซะ อย่าให้เขาคิดว่าเธอใช้ตำแหน่งหน้าที่ทำเรื่องส่วนตัว เฉียนอันน่าเก่งก็จริง แต่เธอจะใช้วิธีนี้ช่วยระบายแค้นแทนเพื่อนไม่ได้หรอก จริงไหม”
ใบหน้าของเฉียนเสว่แดงก่ำขึ้นมาทันที ดวงตาที่จ้องมองจินจวี๋เต็มไปด้วยความเจ็บใจและความเกลียดชัง
ผู้หญิงคนนี้เป็นแบบนี้เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร สุดท้ายคนที่ดูเป็นฝ่ายถูกก็คือเธอมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
คนในครอบครัวก็ชอบเอาเธอไปเปรียบเทียบกับจินจวี๋อยู่เรื่อย
พ่อเคยบอกว่าจินจวี๋เกิดมาเพื่องานสายข่าวโดยแท้
ส่วนตัวเธอนั้นเหมาะกับงานสบายๆ ในแผนกอื่นมากกว่า
แต่เธอไม่เคยยอมรับ
อะไรที่จินจวี๋ทำได้ เธอก็ต้องทำได้เหมือนกัน แค่ต่อไปต้องระวังให้มากขึ้น
เฉียนเสว่เดินคอตกไปสารภาพผิดกับบรรณาธิการบริหารที่หน้าตาบึ้งตึงอยู่แล้ว บรรณาธิการบริหารเองก็อารมณ์เสียไม่แพ้กัน เฉียนเสว่ทำงานตรวจสอบได้สะเพร่าเสมอ สงสัยคงต้องย้ายให้ไปทำข่าวสายบันเทิงแทน ไม่อย่างนั้นคงได้สร้างปัญหาให้เขาอีก
เพราะเท่าที่ฟังจากน้ำเสียงของจินจวี๋ ดูเหมือนว่าซ่งอวี้หน่วนจะรู้จักทั้งฉู่จื่อโจวและกู้หวยอัน ซึ่งฉู่จื่อโจวแห่งตระกูลฉู่ก็อยู่ที่อำเภอหนานซานไม่ใช่หรือ
เขาจึงโบกมือไล่ทั้งสองคนให้ออกไปจากห้อง แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมเอ่ยชมจินจวี๋
จินจวี๋ยิ้มพร้อมกล่าวอย่างถ่อมตน “ทั้งหมดเป็นเพราะท่านชี้นำได้ดีต่างหากค่ะ ท่านทำงานรอบคอบเสมอ ฉันเองก็กำลังพยายามเรียนรู้จากท่านอยู่”
เฉียนเสว่ได้แต่ถลึงตาใส่ด้วยความหมั่นไส้
ทว่าจินจวี๋ไม่ได้พูดเพื่อเอาใจ เพราะหากบทความของเสี่ยวหน่วนไม่ผ่านการตัดสินใจของบรรณาธิการบริหาร ป่านนี้ก็คงยังไม่ได้ตีพิมพ์ เนื่องจากบทความนั้นเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากตั้งแต่แรก
ตอนนี้กระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มซาลงแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรจะให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ถึงกับมีข่าวลือว่าพวกเขาเริ่มลงมือปฏิบัติตามข้อมูลในบทความนั้นแล้ว
เธอและเฉียนเสว่เดินออกจากห้องทำงานของบรรณาธิการบริหารพร้อมกัน พอประตูห้องปิดลง รอยยิ้มบนใบหน้าของจินจวี๋ก็เลือนหายไป เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงเยาะหยัน ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังสุดทางเดินฝั่งตะวันออก แล้วหายลับไปจากสายตาของเฉียนเสว่
เฉียนเสว่ทั้งโกรธทั้งเจ็บใจจนต้องกระทืบเท้าอยู่กับที่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกโกรธตัวเองอยู่เหมือนกัน
ปกติแล้วเฉียนอันน่าเป็นคนที่รอบคอบมาก แต่ช่วงนี้เธออารมณ์ไม่ค่อยดี ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากเรื่องของกู้หวยอัน ตัวเธอเองก็เพิ่งรู้ว่ามีผู้หญิงที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนอยู่บนโลกใบนี้
แต่ที่ไม่เข้าใจเลยก็คือ ทำไมบ้านตระกูลกู้ถึงได้นิ่งเฉย หรือว่าพวกเขาไม่ได้เห็นซ่งอวี้หน่วนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
บางทีอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ความจริงแล้ว เธอแค่อยากจะหาเรื่องซ่งอวี้หน่วนเท่านั้น ตามหลักที่ว่าถ้าไม่มีเรื่องจริง ก็คงไม่มีข่าวลือ ถ้าเด็กนั่นไม่ได้ทุจริตข้อสอบ แล้วจะมีจดหมายร้องเรียนส่งมาได้อย่างไร
หากอยากจะช่วยเพื่อนระบายแค้น ก็ควรจะเล่นงานจากประเด็นนี้ แต่ไม่ควรจะเขียนบทความออกมาในลักษณะนั้น ควรจะเปลี่ยนวิธีนำเสนอใหม่
อาจจะตั้งคำถามขึ้นมาว่า ‘เราจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผลคะแนนนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจากการแข่งขันในแต่ละมณฑลได้อย่างไร’ หรือ ‘ควรมีการจัดสอบวัดความรู้พื้นฐานก่อนการแข่งขันหรือไม่’
หลังจากที่ได้ข้อสรุปกับทีมงานที่เกี่ยวข้องแล้ว รายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการแข่งขันคณิตศาสตร์ก็พร้อมที่จะถูกปล่อยออกไปสู่สาธารณชนได้ทันที
สุดท้ายก็ถูกจินจวี๋จับได้คาหนังคาเขา ไม่เพียงแต่ต้องเสียหน้ายับเยิน ยังถูกบรรณาธิการบริหารเรียกไปตำหนิอีกยกใหญ่ เฉียนเสว่จึงรีบไปหาเฉียนอันน่าด้วยความหัวเสีย
***
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ถึงรู้เธอก็คงไม่ใส่ใจ ต่อให้บทความนั่นถูกตีพิมพ์ออกไปแล้วจะทำไมกันเล่า แค่เธอเดินเข้าไปที่สำนักพิมพ์แล้วอบรมสั่งสอนคนพวกนั้นสักหน่อย พวกเขาก็จะรู้เองว่าคะแนนของเธอเป็นของจริง
จินจวี๋ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง แต่เมื่อได้พบกันอีกครั้ง เธอกลับพูดกับซ่งอวี้หน่วนด้วยรอยยิ้มที่แฝงความนัยว่า
“...ช่วงนี้ราคาของสะสมอย่างไม้พะยูงไหหลำกับไม้จันทน์แดงในปักกิ่งพุ่งขึ้นไป 5 เท่าแล้วนะ ได้ยินว่าจะยังขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ด้วย”
ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับด้วยท่าทีจริงจังและเปี่ยมไปด้วยเหตุผล “ต่อให้ราคาไม่ขึ้น คนธรรมดาทั่วไปก็ไม่มีปัญญาหามาไว้ในครอบครองอยู่ดี สู้ปล่อยให้มันแพงขึ้นไปเลยดีกว่า ใครมีเงินก็ซื้อไป ยิ่งแพงยิ่งดีค่ะ”
“ชาวบ้านบางคนมีเฟอร์นิเจอร์ไม้พะยูงไหหลำอยู่ที่บ้าน ฉันเคยได้ยินว่าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีคนขายโต๊ะแปดเซียนที่ทำจากไม้พะยูงไหหลำไปแค่ 5 หยวน พวกที่ชอบหาของถูกก็จ้องจะฉวยโอกาสอยู่เรื่อย ถึงคนขายจะไม่มีวาสนาได้ครอบครองของมีค่า แต่มันก็น่าเจ็บใจแทนพวกเขาอยู่ดี ตอนนี้ราคามีแต่จะถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจทำให้ชาวบ้านบางคนลืมตาอ้าปากได้เลยนะคะ”
เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น ราคาของเหล่านี้ก็ย่อมสูงขึ้นเป็นธรรมดา
จินจวี๋มองท่าทีที่ดูเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยซึ่งกำลังเป็นเดือดเป็นร้อนแทนบ้านเมืองและพูดจาอย่างมีหลักการของซ่งอวี้หน่วนแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
เธอพาซ่งอวี้หน่วนไปรับประทานอาหารเย็น
มื้อนี้เป็นชาบูเนื้อแกะที่ใช้ถ่านไม้ผลไร้ควันของแท้ๆ เสิร์ฟมาในหม้อไฟทองเหลืองอร่าม แต่ที่เด็ดที่สุดคือเนื้อแกะ แม้ซ่งอวี้หน่วนจะเคยกินชาบูมาแล้วนับตั้งแต่มาที่โลกใบนี้ แต่เนื้อแกะในวันนี้กลับสดหวานเป็นพิเศษ
ยิ่งได้น้ำจิ้มสูตรเด็ดที่จินจวี๋เป็นคนปรุงให้ยิ่งอร่อยเหาะ แค่คีบเนื้อแผ่นบางจุ่มลงไปในหม้อไฟให้พอสะดุ้ง แล้วนำมาคลุกเคล้ากับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ ก่อนจะส่งเข้าปากอย่างมีความสุข รสชาติที่สดใหม่หอมหวานก็พลันระเบิดออกเต็มโพรงปาก
ซ่งอวี้หน่วนเบิกตากว้างทันทีที่ได้ลิ้มลอง อร่อย อร่อยมากจริงๆ
มื้อนี้เธออิ่มจนแทบไม่อยากขยับตัวไปไหน
ม่านรัตติกาลเข้าบดบังแสงจันทร์จนมิด เหลือเพียงแสงไฟจากเสาไฟข้างทางที่ทอดเงาลงบนพื้นถนน
จินจวี๋ขี่จักรยานโดยตั้งใจจะไปส่งซ่งอวี้หน่วนที่บ้าน พอมาถึงหน้าประตู จู่ๆ เธอก็เอ่ยถามขึ้นว่า “เธอรู้จักเซี่ยซินตงใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “นั่นน้าเล็กของฉันเองค่ะ พี่จวี๋รู้จักน้าเล็กของฉันด้วยเหรอคะ”
“พี่ไม่รู้จักหรอก แต่ช่วงนี้มีคนเสนอแผนขอสัมภาษณ์เขา แต่เรื่องก็ถูกพับไปแล้ว เพราะบรรณาธิการบริหารไม่อนุมัติ”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ “พี่จวี๋อยากจะสัมภาษณ์น้าเล็กของฉันเหรอคะ”
จินจวี๋ยิ้ม “พี่ลองหาข้อมูลคร่าวๆ แล้ว เขาเป็นคนที่ไม่ควรถูกรบกวน”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
รูปลักษณ์ภายนอกของจินจวี๋ช่างดูไม่เหมือนตัวตนของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอดูเหมือนเด็กสาวอ่อนหวานที่เพิ่งก้าวออกจากรั้วโรงเรียน
แต่ความจริงแล้ว ปีนี้เป็นปีเกิดครบรอบนักษัตรของเธอ ไม่รู้ว่ามีคนรักแล้วหรือยัง ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยถามเรื่องนี้จากกู้หวยอัน และในเนื้อเรื่องที่เธอรู้ก็ไม่ได้กล่าวถึงข้อมูลส่วนนี้
แต่ที่แน่ๆ คือเธอยังไม่ได้แต่งงาน เพราะไม่ว่าจะแต่งงานไปเจอคนดีหรือไม่ดี แต่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วกับยังไม่แต่งงานย่อมมีบางอย่างที่แตกต่างกัน
ซ่งอวี้หน่วนหยิบปากกาหมึกซึมด้ามไม้พะยูงไหหลำออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้จินจวี๋ ดวงตาของเธอเป็นประกายสดใส “พี่จวี๋คะ นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้พี่ค่ะ ชอบไหมคะ”
จินจวี๋มองปากกาด้ามงาม ก่อนจะตอบรับอย่างตรงไปตรงมา “ชอบสิ”
เธอชอบมันจริงๆ
ปากกายังมาพร้อมกล่องสวยงาม เธอค่อยๆ เก็บมันลงในกระเป๋าสะพายอย่างทะนุถนอม แล้วพูดกับซ่งอวี้หน่วนว่า “ไปเถอะ พี่จะไปส่งเธอกลับบ้าน”
ซ่งอวี้หน่วนกำลังจะก้าวขึ้นซ้อนท้ายจักรยาน แต่แล้วรถยนต์ของกู้หวยอันก็แล่นเข้ามาจอดเทียบอยู่ไม่ไกล
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนโค้งเป็นรอยยิ้มรูปพระจันทร์เสี้ยว
จินจวี๋เอ่ยขึ้น “เอ้า... สงสัยจะไม่ต้องให้พี่ไปส่งแล้วล่ะมั้ง”
[จบบท]